365 วันที่ผ่านมาไม่หนักหนา อีก 365 วันที่จะมาถึงยังไม่รู้
นาน ๆ จะมีอารมณ์ดีดคีบอร์ดกับเขาสักครั้ง ยิ่งระยะกลางปีที่ผ่านมา เราหายเงียบไปจากสิ่งที่ตัวเองชอบ ไม่เขียนบทความ ไม่ทำงานฝีมือ ไม่เล่นกับหมา ไม่นัดเพื่อนออกไปไหน 5 วันทำงาน สองวันจมอยู่บนโซฟานั่งดูหนังบ้าง ฟังเพลงบ้าง เหมือนชีวิตขาด passion อะไรไปสักอย่าง ที่เราก็ตอบตัวเองไม่ได้ พยายามทบทวนว่าผ่านไปอีกปี อะไรผ่านเข้ามาบ้างนะ

เดือนมกรา-มีนาคม  
ต่อเนื่องมาจากธันวาคมปีก่อนนู้น....บริษัทที่ทำอยู่ตอนนั้นกำลังมีความสุขอยู่ดี ๆ วันหนึ่งก่อนสิ้นปีโจนาส เจ้านายคนสวีเดนหน้าตาดีแต่มีเมียแล้ว ฮ่า ๆ เรียกประชุมพร้อมกับบอกข่าวร้ายว่าบริษัทกำลังจะปิดตัวนะ จากที่เดินหน้ายิ้มเข้าออฟฟิศกลับกลายเป็นเจื่อนลง ๆ สมองอื้ออึงเค้นคำถามอยู่นานว่า “Why?” Did I do something wrong? เป็นคำถามโง่ ๆ ที่ไม่น่าจะถามออกไป แต่ถามไปแล้ว โจนาสยิ้มอย่างเอ็นดูหรือสมเพชก็แน่ใจ 555 ไม่ ๆ ไม่มีใครทำอะไรผิด เพียงแค่นักลงทุนไม่อยากลงทุนเพิ่มในประเทศนี้แล้ว ฉันก็โดนไม่ต่างจากคุณนะ เพียงแค่เขายังตัดฉันไม่ได้เพราะฉันมี contract ที่เขาต้องจ่ายเป็นเงินมหาศาล เขาเลยเขี่ยฉันไปไม่ได้...แต่คุณก็เขี่ยทุกคนออกไปได้อย่างง่ายดายสินะ คิดในใจแต่ไม่ได้พูดออกมา 55

เดือนมกรา-มีนาคมจึงเป็นช่วง work from home เพื่อช่วยโจปิดตัวบริษัท จะว่าไปช่วงนั้นก็เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดเหมือนกันนะ เหมือนเป็นฟรีแลนซ์ที่ได้เงินเดือนเต็มเดือน เราก็เลยฉวยโอกาสช่วงที่ไม่ค่อยมีงานให้ทำมาก พาตัวเองและครอบครัวไปเที่ยวญี่ปุ่นอีกครั้ง พอกลับมา ก็เที่ยวในเมืองไทยต่อ เที่ยวไปด้วยทำงานไปด้วยเพราะช่วงนั้นรับงานเขียนบทความไว้อย่างต่อเนื่อง เหมือนได้ใช้ชีวิตตามที่ตัวเองต้องการ

“ถึงอนาคตที่รออยู่จะไม่แน่นอนแต่เราก็เลือกที่จะมองและมีความสุขกับปัจจุบัน อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด กังวลไปแล้วจะได้อะไรขึ้นมา”
 
เดือนเมษายน-กันยายน
ปลายเดือนมีนาคมระหว่างขับรถไปทำเรื่องเปลี่ยนแปลงกรรมการบริษัทให้โจ บริษัทใหม่ที่เคยยื่นใบสมัครไว้ตั้งแต่ปลายเดือนกุมภา ก็โทรมาสัมภาษณ์ ตอนนั้นมัวแต่ยุ่ง ๆ เพราะตอนที่ HR โทรมาโจนั่งอยู่ข้าง ๆ และโจก็เข้าใจภาษาไทยพอสมควร ก็เลยบอก HR ไปว่าไม่สะดวกคุยรบกวนส่งรายละเอียดเข้ามาในอีเมล์แล้วเราจะติดต่อกลับ พอได้คุยกับ HR ก็เข้าสู่กระบวนการสัมภาษณ์งานทางโทรศัพท์อย่างจริงจังและสัมภาษณ์งานกับ line manager ครบจบทุกคนภายในวันเดียว วันถัดมา HR พนักงานโทรมาคุยเรื่องเงินเดือนและ package และเซ็นสัญญาเสร็จใน 2 วันถัดมา กลายเป็นว่าเราได้งานใหม่ก่อนที่จะออกจากบริษัทโจ

เริ่มงานกับบริษัทใหม่ได้ 2 วัน ก็ป่วยเป็นอีสุกอีใส หมอบอกติดเชื้อไวรัสรุนแรงทีเดียว แต่ก็เป็นเด็กดีทำตามที่หมอแนะทุกอย่างไม่ดื้อไม่ซน ไม่กินยาอะไรเพิ่มนอกจากที่หมอให้มา ภายใน 7 ก็หายเป็นปกติ ผิวหน้า ผิวหนังแทบไม่มีรอยแผลเป็น ถือว่าโชคดีแฮะ 
 
“7 วันที่ป่วย เป็น 7 วันที่มีค่าเพราะทำให้เรารู้ว่าใครบ้างที่เป็นห่วงเรามากที่สุด และได้รู้ว่าใครบ้างที่ไม่ได้เป็นห่วงอะไรเราเลย การเจ็บป่วยก็พิสูจน์คนได้ดีเหมือนกันแฮะ ที่เขาบอกไว้ จะวัดใจคนต้องดูตอนที่เราตกทุกข์ได้ยากนี่แหละ พูดว่าตัวเองดีร้อยคำ...ไม่เท่าการกระทำแค่ครั้งเดียว” 

 การทำงานเราไม่ชินกับองค์กรที่ไม่มีฝรั่ง ไม่ชินกับการทำงานที่ต้องส่งอีเมล์ภาษาไทย ไม่ชินกับเพื่อนร่วมงาน ไม่ชินกับคำว่าลูกน้อง ไม่ชินกับวัฒนธรรมการนินทาตลอดเวลา ไม่ชินกับการต้องไปกินข้าวเที่ยงคนเดียว ใช่! เราไม่มีเพื่อนกินข้าวกลางวัน เวลาเพื่อนถามก็ได้แต่ยอมรับแบบไม่อายด้วยว่า เออว่ะ กินข้าวคนเดียวทุกวันเลย บางวันเพื่อนสงสารก็ขับรถมากินข้าวด้วย 555

จากเดือนเมษาที่เริ่มงานจนถึงกันยายน เหมือนเจอบททดสอบชีวิตที่หนักพอสมควร ต้องมองโลกในแง่บวกมากขึ้นกว่าเดิมอีกเท่าตัวเพื่อเอาตัวเองให้รอดให้ได้ ให้กำลังใจตัวเองให้มองทุกอย่างในแง่ดี ไม่โกรธไม่โมโหถึงแม้จะโดนทีมต่อต้านเพียงเพราะเราไม่คล้อยตามเขา ก็มันไปด้วยกันไม่ได้จริง ๆ รสนิยมเราต่างกับเขา เราเข้าไม่ถึงรสนิยมพวกเขา ทำงานไปแบบมึน ๆ ทำทุกอย่างด้วยความมึน

ชีวิตด้านอื่นล่ะ เราเสียย่าอายุ 100 ปีไป ไม่เศร้าเลยเพราะรู้ว่าถึงเวลาของย่าแล้ว เราจองตั๋วกลับบ้านพร้อมพี่ชาย แต่คนสำคัญที่สุดของเราไม่ได้ไปด้วยเพราะเกิดดราม่าครั้งใหญ่จากครอบครัวเขา ก็ไม่เป็นไรย่าเรา มันก็ต้องเป็นหน้าที่ของเราไม่ใช่ของใครอื่น 

"จากเหตุการณ์วันนั้นเป็นวันที่เราเปลี่ยนความคิดใหม่หมดเลย ได้เห็นอะไรมากขึ้น ทำให้โตมากขึ้นและเรียนรู้อะไรหลาย ๆ อย่างที่ชัดเจนมากขึ้น และทำให้เราเดินหน้าได้ง่ายมากขึ้นแบบไม่ต้องคิดไปเองอีกต่อไป"
 
เดือนตุลาคม-ธันวาคม  
เดือนตุลาเป็นเดือนที่เราจำได้แม่น เพราะต้องพรีเซ้นต์งานกับ Managing Director โดยที่ไม่มีหัวหน้าอยู่ด้วย เอาวะเป็นไงเป็นกัน ทำได้ไม่ได้คราวนี้แหละ จากบทเรียนครั้งแรกที่ล่มไม่ท่าก็ทำการบ้านหนักหน่วง ซ้อมพูดก่อนวันประชุมจริงสองวันติดกัน วันที่ต้องพรีเซ้นต์จริง ทีมเราเป็นทีมสุดท้าย ลูกทีมสามคนกะเหยียบซ้ำเต็มที่ถ้าเราพลาด แต่ทุกอย่างก็ผ่านไปด้วยดี director พอใจผลงานและชมกลับมาด้วย ทำให้ทั้งทีมได้หน้า คนที่ดีใจที่สุดก็เห็นจะเป็นหัวหน้าเราเองที่เขาอุตส่าห์ผลักดันเราทุกอย่างเพื่อให้ทุกคนยอมรับในการทำงานของเราให้ได้ คนที่ตั้งหน้าตั้งตาจะเหยียบซ้ำกลายเป็นชมเฉยเลย ใจคนเราหนอ จิตใจทำด้วยอะไรกันรู้จักคำว่า Team Work ไหมเนี่ยยูววววว?
 
วันที่คุยกับหัวหน้า เขารู้ทุกอย่างว่าเราต้องเจอกับอะไรมาบ้าง แต่เขาเชื่อมั่นว่าเราเอาตัวรอดได้ สิ่งที่เขาบอกและเราจำได้แม่นคือ 

“พี่สร้างเวทีให้เราได้ แต่คนที่จะทำให้ทุกคนยอมรับได้คือตัวเราเองไม่ใช่ใครที่ไหน ที่เรามีทุกอย่างเพราะเราทำด้วยตัวเอง” 
 
จากความไม่ชินที่ไม่ได้คุยกับฝรั่งก็เริ่มชิน จากที่ไม่ชินต้องส่งอีเมล์ภาษาไทยตอนนี้กลายเป็นตัวแทนแผนกต้องสื่อสารกับให้แผนกอื่น เขียนเรียงความนี่กระจอกไปเลยเหอะ จากที่ไม่ชินต้องกินข้าวเที่ยงคนเดียว กลับชอบความเป็นส่วนตัวและสุขที่ได้ไปไหนมาไหนตามที่ตัวเองต้องการ อยากกินอะไรก็ได้กินไม่ต้องคอยตามใจใคร เปลี่ยนบรรยากาศไปเรื่อย ๆ เพื่อนสนิทก็ยังคงแวะเวียนมากินข้าวเป็นเพื่อนด้วยบ่อย ๆ และคอยหัวเราะไปกับการเปลี่ยนแปลงของเรา

ปีนี้คงเป็นปีแรกที่นั่งเขียนสิ่งที่ผ่านมาแล้ว ปีนี้เป็นปีแรกที่ไม่ได้วางเป้าหมายชีวิตไว้ ไม่ได้กำหนดโปรเจ็คให้ตัวเอง เราไม่ได้มีความสุขเพิ่มขึ้น แต่เราเป็นทุกข์น้อยลงเพราะเราเลือกจะมองโลกตามความเป็นจริงและเข้าใจมากขึ้น

ความสุขผ่านเข้ามาสักวันก็จะผ่านไป ความทุกข์ก็เช่นกัน 365 วันที่ผ่านมามันจึงมีทั้งสุขและทุกข์ที่ทำให้เราโตขึ้นและเรียนรู้มากขึ้น....อย่ายึดติด อย่าสุขนาน อย่าทุกข์นาน ไม่มีอะไรอยู่กับเราถาวรหรอกเชื่อสิ  

SHARE
Writer
KCstory
Writer
นักฝัน ที่อยากแบ่งปันมุมมองชีวิตผ่านตัวหนังสือให้คนที่ไม่รู้จักอ่าน

Comments

Nu_Bell
2 years ago
ดีมากเลยค่ะ เป็นกำลังใจให้คุณมีความสุขทุกๆวันนะคะ :)
Reply
KCstory
2 years ago
ขอบคุณค่ะ เช่นกันนะคะ ^_____^