นิยายแฟนตาซี-ลึกลับของคน ๆ หนึ่ง (ยังไม่มีชื่อเรื่อง) ตอนที่ 1
         ดวงจันทร์บนท้องฟ้าสว่างสไวราวกับลูกกวาดรสนมเม็ดมโหราฬ มอส เด็กหนุ่มมัธยมปลายกำลังขับรถกระบะของพ่อกลับบ้านตนที่อยู่บริเวณชนบทในต่างจังหวัด สองข้างทางเต็มไปด้วยความมืดมิด สายฝน ป่าย่อม ๆ และทุ่งหญ้าสูงอันปลิวไหวไปตามแรงลมพายุ บรรยากาศรอบกายช่างน่าอึดอัดและวังเวง จนกระทั่งมีบางอย่างกระโจนออกมา !
       ปัง !
       รถกระบะของเกษตรกรที่เอาไว้ใช้ขนผลไม้ชนเข้ากับอะไรบางอย่าง หัวของมอสกระแทกเข้ากับพวงมาลัยจนโลกทั้งใบหมุนวนด้วยความงุนงง ชายหนุ่มหายใจอย่างรุนแรงเพราะความตกใจ เขารีบเหยียบเกียร์หลังถอยรถออกมา ก่อนที่จะลงจากรถไปแม้ว่าพายุกำลังโหมกระหน่ำ ชุดนักเรียนสีขาวเปียกน้ำฝนจนแนบเนื้อ หยดน้ำเกาะบนแว่นหนาทรงสี่เหลี่ยมจนมองไม่ชัด โชคดีที่ไฟตัดหมอกหน้ารถไม่พัง แต่สิ่งที่มันฉายให้เห็นนั้นก็ทำให้เด็กนักเรียนมัธยมตกตะลึง
       นัยน์ตาตาสีทองส่องประกายเกรี้ยวกราดจ้องขมึงมาก่อนที่จะปิดลง ส่วนซึ่งน่าจะเป็นใบหน้ามีปากที่ยืนยาวและมีเขี้ยวอันแหลมคมนองไปด้วยเลือด ด้านบนมีหูที่ตั้งฉากขึ้นบริเวณเหนือทะแยงกับดวงตา ร่างกายปกคลุมขนสีเทาเข้ม ขนาดของมันใหญ่เท่ามนุษย์ตัวโตและมีแขนขาประดับกรงเล็บแหลมคม ท่อนบนเปลือยเปล่าท่อนล่างสวมเพียงแค่กางเกงลายพลางทหาร มันนอนรอความตายอย่างบิดเบี้ยวท่ามกลางสายฝน ในความคิดแรกของมอส สิ่งนี้คงไม่ใช่อะไรอื่น นอกจากเจ้าสัตว์ลึกลับในวันพระจันทร์เต็มดวงตามหนังซีรี่ย์ของฝั่งยุโรปที่มอสเคยดู “มนุษย์หมาป่า”
       เมื่อมอสได้เห็นดังนั้นก็ถึงกับหวีดร้องด้วยความกลัวประสานกับสายฟ้าที่ฟาดเปรี้ยงลงมากลบเสียงของเขาจนสิ้น ชายหนุ่มทรุดตัวลงอ่อนแรงด้วยความสับสน ก่อนที่จะรวบรวมสติ ถึงแม้ว่าปากจะสั่นด้วยความหนาวเย็นจากพายุฝนในฤดูหนาวก็ตาม
       เดิมทีแล้ววันนี้เป็นวันปัจฉิมนิเทศของมอส เขาเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่หก และเพิ่งกลับจากการไปฉลองกับเพื่อน ๆ ในชั้นเรียนมา แน่นอนว่าเขากินเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไปเยอะมาก โดยที่ผู้ปกครองไม่รู้ เพราะเขาบอกเพียงแค่จะยืมรถกระบะของครอบครัวมาใช้เพื่อที่จะได้ไปร่วมฉลองกับเพื่อนในตอนกลางคืน เนื่องจากเป็นปกติในต่างจังหวัดที่จะหารถรับจ้างในตอนกล่างคืนได้ยากโดยเฉพาะหลังห้าทุ่มขึ้นไป แน่นอนว่ามอสยังไม่มีใบขับขี่
      ชายหนุ่มกัดฟันทนปากที่กำลังสั่น ใช้สติและเรี่ยวแรงดันตัวเองให้ลุกขึ้นจากถนนทีเปียกโซก ยังไงซะสิ่งที่กำลังนอนสิ้นลมหายใจอยู่ก็ไม่ใช่มนุษย์ หากเป็นอะไรก็ไม่รู้ ไม่มีใครมาเอาผิดเขาได้ แถมรอบกายก็ไม่มีรถผ่านมาเลยแม้คันเดียว เขาจึงตัดสินใจจะขับต่อไปและลืมเรื่องราวนี้ให้สิ้น
กระทั่งเหตุการณ์ประหลาดเกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อเร่างใกล้ตายผุดไอน้ำพวยพุ่งท่ามกลางสายฝนที่กระหน่ำซัด มันปกคลุมไปทั่วบริเวณจนมองไม่เห็น กลิ่นเหม็นคาวของเลือดเข้าแตะจมูกมอสแทบอาเจียน ผ่านไปครู่หนึ่ง ไอน้ำก็ได้หายไป จึงปรากฏร่างของชายที่สวมกางเกงลายพรางทหารดูโคร่งกว่าตัวเล็กน้อย และมีรอยบาดแผลฝกซ้ำอย่างหนักจากการถูกรถชน
      ครานี้จิตใจของเขาเริ่มลังเล ว่าจะปล่อยชายประหลาดคนนี้ทิ้งไว้ให้ตายกลางสายฝน หรือว่าจะช่วยเหลือดี ซึ่งเขาเลือกหนทางที่สอง ชายหนุ่มจึงเดินเข้าไปใกล้ ยื่นหน้าเข้าไปมองจังหวะการหายใจขึ้นลงงอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ แล้วใช้มือจบชีพจรบริเวณคอดูก็พบว่าเจ้าทุกข์ของเขายังมีชีวิตอยู่ เขาเช็ดมือที่เปือนเลือดกับชุดนักเรียนสีขาวสะอาด แล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเพื่อโทรตามหน่วยกูภัย โชคดีที่โทรศัพท์รุ่นนั้นกันน้ำ
      ในขณะที่กำลังติดต่อกับเจ้าหน้าที่กู้ภัยอยู่นั้น มอสยืนหันหน้าเข้าหารถยนต์ เห็นเงาสีดำบางอย่างจากการสะท้อนของกระจกหน้ารถค่อย ๆ ยกตัวสูงขึ้นมาด้านหลัง มันเป็นร่างของมนุษย์หมาป่าแน่นอนอย่างไม่ต้องสงสัย ชายหนุ่มหันกลับไปมอง สัตว์ร้ายตอนนี้อยู่ตรงหน้าเขา มันลุกขึ้นเพื่อประจันหน้ากับผู้ที่ทำร้ายมันจนสะบักสะบอม คมเขี้ยวที่เปรอะเลือดอ้ากว้าง จนได้กลิ่นลมหายใจเหม็นเน่า ดวงตาสีทองฉายประกายโกรธจัด
       แล้วโลกก็ดำมืดลง
       “ฮัลโหล คุณ..เป็นอะไรหรือเปล่า คุณ !” เหลือไว้แต่เพียงเสียงของโทรศัพท์ที่ดังอู้อี้ท่ามกลางสายฝน

        มอสฟื้นขึ้นมาบนผ้าปูที่นอนสีขาวสะอาด เขาสะดุ้งตื่นด้วยความกลัวหลังจากฝันร้ายที่ตัวเองได้พบเจอ ชายหนุ่มสำรวจตัวเองแล้วพบว่ามีเพียงสายน้ำเกลือและชุดคนโรงพยาบาลนั้นที่ทำให้เขารู้ว่าอยู่ที่ไหน และเขาก็พบพ่อและแม่ที่กำลังนอนเฝ้าไข้ของตนอยู่ที่ด้านหนึ่งของห้อง
       เมื่อผู้ปกครองของเขาตื่น ชายหนุ่มก็เจอกับคำดุด่าเสียยกใหญ่ เมื่อพวกท่านได้เล่าว่าเขาได้ประสบกับอุบัติเหตุระหว่างทางกลับบ้าน โดยขับรถชนกับหมาข้างถนนหรือสัตว์ป่าในระแวกนั้น จนเลือดนองเต็มพื้นถนน แล้วก็สลบเหมือดคาพวงมาลัยบนรถกระบะคันที่ยืมพ่อมา โชคดีที่มอสยังพอมีสติโทรเรียกหน่วยกู้ภัยได้ทัน ไม่งั้นคงได้ขาดอากาศหายใจตายบนรถเสียก่อน
        แล้วชายหนุ่มก็โดนสวดเสียยกใหญ่เกี่ยวกับการดื่มสุราแล้วขับรถกลับโดยที่พ่อแม่ไม่รู้ ทั้งยังกลับบ้านดึกเกินเวลาที่บอกไว้ โทรไปหาก็ไม่รับเสียอีก มอสก็ได้ทำแต่หูทวนลมแล้วก็ปล่อยเลยตามเลยไปอย่างที่ตัวเองได้ทำอยู่ประจำ เขารู้สึกโล่งใจไปเปราะหนึ่งว่าสิ่งทีเกดขึ้นมันคือความฝันจริง ๆ เพราะเพียงแค่นึกภาพดวงตาสีทองและคมเขี้ยวอันแหลมคมนั่น เขาก็รู้สึกสั่นไปทั้งตัว
        นั่นก็เพราะว่าหากเขาสามารถพิสูจน์ได้ว่ามนุษย์หมาป่านั้นมีจริง พวกผีหรือสิ่งลึกลับต่าง ๆ มันก็คงจะเป็นความจริงขึ้นมาด้วย ไม่ใช่หรือ ?
        หลังจากที่ออกจากโรงพยาบาลได้หนึ่งอาทิตย์ พ่อและแม่ต่างก็พูดถึงเรื่องที่มอสประสบกับอุบัติเหตุกันวันละสองถึงสามหนจนเจ้าตัวเริ่มรำคาญ ถึงแม้ว่าจะไม่เป็นอะไรมาก แต่เขาก็ถูกห้ามไม่ให้ขับรถหรือไปไหนอีกเลยไปพักใหญ่ ๆ
       ชีวิตช่วงปิดเทอมผ่านไปอย่างสงบสุขจนกระทั่งวันหนึ่งช่วงกลางเดือนมีนาคม มอสจะต้องไปสอบสัมภาษณ์ที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในจังหวัดปริมณฑล เขาจึงต้องเตรียมชุดนักเรียนที่ของตนเพื่อที่จะไปสมัครสอบ ชายหนุ่มปัดเสื้อของตนในราว เลือกตัวที่สะอาดที่สุดทีละตัว ๆ จนกระทั่งเขาได้สะดุดเข้ากับอะไรบางอย่าง
      คราบสีน้ำตาลเข้มปรากฏบนเสื้อตัวหนึ่ง เขาจำได้ว่าในวันนั้นเคยสวมเสื้อที่อยู่บนมือ ชายหนุ่มโยนเสื้อตัวนั้นทิ้งลงพื้นแล้วถอยหลังอย่างหวาดกลัว เขาจำได้อีกว่าเคยจับชีพจรบนร่างที่ชุ่มไปด้วยเลือด...
      แล้วเช็ดคราบเลือดกับเสื้อตัวนี้





SHARE

Comments