อัจฉริยะเพลงพิณไร้ครู
กว่าปีแล้วเห็นจะได้ กับการพบกันระหว่างหญิงสาววัย 21 ปี กับมือพิณวัย 58 ปี เขาคือมือพิณที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้าน เล็กๆแห่งหนึ่งในภาคอีสาน ในคราบคนสวนของ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ฉันได้ยินเรื่องราวของเขาจากคำบอกเล่าของพ่อบุญธรรมหลายต่อหลายครั้ง และทำให้ฉันได้ตั้งปณิธานเล็กๆกับตัวเองว่า " เราต้องไปฟังเพลงพิณสักครั้งให้ได้! "

การเดินทางมาที่จังหวัดอุบลราชธานีครั้งนี้ เป็นครั้งที่เท่าไรก็ไม่อาจนับถ้วนด้วยเหตุผลนานาประการ และในครั้งนี้ฉันตั้งใจมาเพื่อเปิดบูธขายหนังสือและฟังการแสดงดนตรีในงาน ' ปีกแห่งเสรีภาพ ' งานที่รวบรวมศิลปะหลายแขนงเพื่อแสดงเจตจำนงในอิสรภาพของมนุษย์ ซึ่งมีมือพิณท่านนี้ร่วมแสดงอยู่ด้วย อากาศเริ่มเย็นลง ฝนเริ่มตกหนักเสมือนจงใจให้ความชุ่มฉ่ำจากอากาศที่ร้อนอบอ้าวทั้งวัน ไม่นานนักฝนก็หยุดเหมือนรู้งาน การแสดงจึงเริ่มขึ้นท่ามกลาง บรรยากาศและผู้คนที่ต่างตกอยู่ในภวังค์ของมนต์แห่งกวีและเสียงดนตรีที่เกิดจากการผสมผสานดนตรีสากล ดนตรีไทย ดนตรีพื้นบ้าน และดนตรีอีกหลายชิ้นที่ยอมรับตามตรงว่ายังไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน กล้องในมือเริ่มหนักอึ้งเสียจนอยากจะพับเก็บมันเสีย ฉันจึงเริ่มมองหาตำแหน่งและองศาที่พอเหมาะเพื่อปล่อยให้มันทำหน้าที่ของมันจะดีกว่า และฉันก็จะทำหน้าที่ในการรับฟังบทเพลงอย่างมีสมาธิเช่นกัน เพราะ ณ ตอนนี้ คือช่วงเวลาที่ควรดื่มด่ำและซับสุนทรียะด้วยประสาทสัมผัสทั้งห้าเสียให้เต็มอิ่ม

https://youtu.be/yKkhbDxhz-w
https://youtu.be/Ki38VDwes7A
( หากคุณใคร่ที่จะฟังเสียงดนตรีในวันนั้น ฉันบันทึกไว้ในวิดีโอเหล่านี้ เพราะฉันจนปัญญาจะใช้พรรณาโวหารหรือหาคำอธิบายใดเพื่อให้คุณที่อ่านอยู่สามารถดื่มด่ำไปกับเสียงเหล่านั้นได้ )

หลังจากวันนั้นมิตรภาพของคนสองคนที่ต่างเพศและต่างวัยก็ได้ก่อเกิดขึ้น ทั้งเกี่ยวพันกันในฐานะศิษย์และอาจารย์ ทั้งสายสัมพันธ์ดั่งญาติพี่น้อง ดั่งพ่อแม่ที่ใกล้ชิด เขามีนามว่า ลุงเซียง - วิเชียร แก่นศรี หรือที่ฉันเรียกอย่างติดปากว่า พ่อใหญ่เซียง เจ้าของรางวัลนาคราชประจำปี 2555 สาขาดนตรี-นาฏกรรม ในคราบของคนสวนผู้ใจดี

และในวันนี้เราได้พบปะกันอีกครั้งบนแคร่ไม้หน้าบ้านของพ่อใหญ่ ในมือของฉันหอบหิ้วถุงแก้วมังกรและผลส้มโอพะรุงพะรังพร้อมทั้งสะพายกะเป๋ากล้องตัวใหญ่ เครื่องบันทึกเสียง และสมุดจดปกหนังสีซีดและดินสอเก่าๆ การมาในครั้งนี้หาใช่การมาเพื่อเยี่ยมเยียนหรือเที่ยวเล่นเหมือนทุกครั้ง แต่มาเพื่อนำเรื่องราวชีวิต ดนตรี วีรกรรมและความฝันของพ่อใหญ่มาบอกเล่าให้ทุกคนฟัง เรื่องราวของผู้ที่ขนานนามตนเองว่า ‘ มือพิณที่จนที่สุดในประเทศ ’

อะไรทำให้ได้มารู้จักกับพิณ ?
“พ่อขออินโทรชีวิตตัวเองซักหน่อย ก็เริ่มสนใจพิณมาตั้งแต่อายุ 7 ขวบ จนตอนนี้อายุ 58 ปีแล้ว สมัยนั้นในหมู่บ้านจะมีบ้านอยู่หลังเดียวที่เขามีวิทยุ และชอบเปิดเพลงหมอลำ พอตอนสองโมงถึงสองโมงครึ่ง พ่อก็จะออกจากบ้านไปเวลานั้นเพื่อไปยืนฟัง เพื่อนชวนไปเล่นก็ไม่สนใจ ตอนเดินกลับก็จะฮัมทำนองเพลงตามไปด้วย เพลงนั้นเพิ่งมารู้ตอนโตซักหน่อยแล้วว่ามันคือเพลง ลำเต้ย พอดีกับที่ช่วงนั้นพี่ชายไปได้พิณเก่าๆ มาตัวหนึ่ง หัวตัด มีสายแค่สองเส้น แล้วสภาพก็พังมากๆ พี่ชายเขาก็เลยเอาไปซ่อม แต่ก็ซ่อมไม่ได้ พอเขาเห็นพ่อชอบ เพราะแอบไปดีดเล่นบ่อยๆ เขาเลยถามว่าอยากได้ไหม ตอนที่ได้ยินดีนี่ตัวพ่อแทบลอย ก็ตอบไปว่า อยากได้ๆ พี่เขาเลยให้มา โอ้ย ตอนนั้นพ่อดีใจหล๊ายหลาย ( มากมาก ) ไม่กินแม้กระทั่งข้าว ได้ดีดพิณเล่นๆ ก๊องๆแก๊งๆ ก็อิ่มเลย เพราะไม่มีครูสอนเหมือนคนอื่น จนกระทั่งตอนนี้พ่อก็ยังไม่เคยเรียกใครว่าครู”

ทำไมถึงเรียกตัวเองว่าศิษย์ไม่มีครู?
“เพราะในหมู่บ้านไม่มีใครเล่นพิณเลย ก็เลยไม่รู้จะไปเรียนกับใครเขา เลยเริ่มฝึกหัดจากการจำเสียงเอาเองตั้งแต่เด็ก ตอนที่ได้พิณของพี่ชายมา มันเก่ามากและมีแค่สองสาย ลูกบิดก็พัง พ่อก็ไปหาฟันไม้เอามาทำลูกบิดใหม่ ไปหายางไม้เพื่อเอามาเป็นกาว เอาพิณมาแต่งหมอนรอใหม่ เหลาไม้ใหม่ ตอนนั้นพ่อยังอายุแค่ 7 ขวบนะ พอซ่อมแบบพอใช้ไปตามประสาเสร็จ ก็เอามาลองดีด เอามาคลำหาเสียง คิดเอาเองแหละว่ามันก็ต้องมีเสียงต่ำเสียงสูง ไม่รู้โน้ตอะไรหรอก แต่เราจำทำนองได้ ปากก็ฮัมเพลงตามทำนองที่เคยฟัง มือก็คลำไป ปากก็ว่าไป พอเจอเสียงหนึ่งที่ตรงกับปากที่ฮัมเพลง ดีใจมาก คลำไปเรื่อยๆทีละท่อน ข้าวปลาไม่กินจนแม่บ่น ขนาดตอนไปเลี้ยงควายพ่อต้องลุยน้ำไปที่เถียงนา เราก็เอาพิณขึ้นเทินหัวแล้วลุยน้ำไป ห่อข้าวเปียกได้แต่พิณห้ามเปียก ( หัวเราะ )”


วีรกรรมในวัยเด็กมีอะไรบ้าง?
“หลังจากเราฝึกพิณเองไปเรื่อยๆก็มีคณะหมอลำมาอยู่ในหมู่บ้าน พ่ออายุซัก 14 เห็นจะได้ เราก็ไปขอฝึกพิณกับเขา เขาก็ให้เราซื้อเหล้าขาวให้ขวดใหญ่ 1 ขวด ตอนนั้นขวดละ 15 บาท สมัยก่อนนี่เยอะมากนะ เราจนมาก ล้วงกระเป๋าไปไม่เจอซักบาทเดียว เลยปฏิเสธเขาไป ตอนนั้นโกรธอยู่นะ พ่อเลยตั้งใจกับตัวเองว่าต้องฝึกพิณเองให้เก่งกว่าเขาให้ได้ พอถึงคืนเดือนหงาย พ่อก็จะเดินดีดพิณพร้อมตะเกียง 1 อัน ตั้งแต่หน้าบ้าน เดินจนสุดหมู่บ้านแล้วก็เดินกลับ เราก็ทำเป็นเดินผ่านหน้าบ้านครูหมอลำคนนั้น แต่จะไม่ให้ใครเห็นนะ พอรุ่งเช้าเราก็ไปเช็คเสียงว่าคนที่ได้ยินเพลงพิณของเราเมื่อคืนเค้ามีอาการยังไงกัน พอไปถึงครูหมอลำคนนั้นเขาก็พูดกับเราว่า “ โอ้ยย มื่อคืนไผมาดีดพิณ ดีดดีแฮง ถ้าสูอยากสิเฮียนพิณ ไปเฮียนกับเพิ่นเด้อ ” พอเขาพูดจบเราก็ลำพองในใจ ‘ ก็ไอ้คนคนนั้นมันเรานี่แหละ ' พอได้ยินแบบนั้นนั่นก็แปลว่า เขายอมรับในฝีมือเรา แต่ก็ยังไม่ได้บอกใครว่านั่นน่ะเป็นเราเอง”

อะไรคือแรงบันดาลใจของการเข้าสู่วงการหมอลำ?
“สมัยก่อนเวลาเราเห็นไฟวิบๆ จากเครื่องบิน ก็ได้แต่นั่งคิดอยู่แถวทุ่งนาว่า ‘เครื่องบินมันบินไปไหนหนอ ชีวิตเราจะได้ขึ้นเครื่องบินไหมหนอ ถ้าเราเล่นพิณเก่งๆเราอาจจะได้ไปต่างประเทศได้ ถ้ามัวแต่อยู่บ้านอก เราก็จะไม่รู้อะไรเลย ขนาดนี้ตอนนี้ยังไม่รู้เลยว่าประเทศไทยมันกว้างแค่ไหน’ ก็เลยตั้งใจเอาว่า เราจะต้องเล่นพิณเก่งๆ พอเก่งแล้วเขาก็จะจ้างเราไปเล่นหมอลำหลายๆ ที่”

เข้าสู่วงการมือพิณวงหมอลำอย่างเต็มตัว
“พออายุ 14 ก็มีวงหมอลำที่อื่นเขามาเห็นฝีมือ เขาก็มาชวนพ่อไปเล่นกับเขา ชื่อวง ก้องอุบล พ่อเป็นมือพิณที่ตัวน้อยมาก ขนาดตอนนี้อายุจะ 60 แล้วยังตัวเท่านี้ ( หัวเราะ ) ตอนแสดงบนเวทีนี่เครื่องดนตรีบังมิดเลย ต้องมีแสตนส่วนตัวบนเวทีเลยนะ มีครั้งหนึ่งตอนไปเล่นพิณใหม่ๆ พอเล่นดนตรีเสร็จพ่อก็จะนอนหนุนตักหางเครื่อง เพราะเหนื่อยมาก ที่นี้มีวงอื่นเขาติดต่อให้เราไปเล่นให้เขา เราก็หลับไม่รู้เรื่อง ปลุกก็ไม่ตื่น เขาก็มาอุ้มขึ้นรถไปเลย รู้สึกตัวอีกทีพ่อก็มาโผล่อีกเวทีหนึ่ง และต้องขึ้นไปล่นต่ออีก ( หัวเราะ ) ตอนนั้นพ่อดังมากเลยนะ วงอื่นเล่นได้คืนละไม่เกิน 4- 5 พัน แต่ถ้ามีพ่อ มือพิณตัวน้อยๆไปเล่นคืนนั้นด้วย แพงแค่ไหนเขาก็จ้าง และอีกอย่าง พอพูดถึงหางเครื่อง ตอนหลังพ่อได้เป็นหัวหน้าวงหมอลำ แต่พ่อจะไม่ทำรุ่มร่ามกับหางเครื่องเขา เพราะเราสำนึกในบุญคุณเมื่อตอนเรายังเป็นมือพิณเด็กน้อย ก็ได้ตักพวกเขานี่แหละเอาไว้หนุนนอน เรามองพวกเขาเหมือนพี่สาว เหมือนคนในครอบครัว”

พ่อใหญ่คือเบื้องหลังของเพลงดังในอดีตหลายเพลง ?
“พ่อได้ไปที่กรุงเทพตอนอายุ 15 ตอนนั้น มนต์ เมืองเหนือ เขาก็ให้พ่อไปอัดลายพิณให้เขา เขาเป็นนักแต่งเพลงที่ดังมากในยุคนั้น แล้วก็อีกหลายคนอย่าง พิมพ์ใจ เพชรพลาญชัย , ป.ฉลาดน้อย แล้วก็มลฤดี พรหมจักรี แต่พ่อก็ไม่ได้โด่งดังอะไร ถึงเพลงเขาจะดังมาก เพราะอะไรรู้ไหม พ่อจะบอกให้นะ นักดนตรีก็เหมือนคนปิดทองหลังพระนั่นแหละ ต่อให้เพลงดังขนาดไหนเขาก็ไม่เคยถามหานักดนตรี จำได้แค่คนร้องนั่นแหละ”

ได้ไปต่างประเทศอย่างที่ฝันไว้ไหม?
“ได้ไปสิ! ( หัวเราะ ) ช่วงอายุ 30 กว่าๆแล้ว ไปอิสราเอล เขาจ้างไปเล่นให้คนงานอีสานที่ทำงานอยู่ที่นั่นฟัง คนอีสานไปทำงานที่นั่นเยอะมากสมัยก่อน เขาก็เจาะจงวงของเรามา พอไปถึงก็ตกใจเพราะเหมือนกับคอนเสิร์ตใหญ่ คนมารอรับเยอะมาก ไปเล่นแค่ 2 ชั่วโมงเท่านั้นเองนะ ที่เหลือเขาก็พาเที่ยวเป็นอาทิตย์เลย ตอนนั้นแหละที่ได้เห็นคุณค่าของตัวเอง”

ทราบมาว่าพ่อแต่งเพลงพิณชิ้นเอกไว้เพลงหนึ่ง?
“ตอนนั้นเลิกเล่นพิณ มาทำงานเป็นคนสวนอยู่ที่ ม.อุบลฯ ก็เห็นนักศึกษามุสลิม เลยเกิดความคิดในใจว่า ' เอ เราเล่นพิณให้คนอีสานฟังได้ เราก็อยากให้คนมุสลิมเขาฟังได้บ้าง ’ กลับบ้านไปก็เอาพิณมานั่งงมๆ มานั่งคิดจินตนาการถึงอินเดียถึงแม้จะไม่เคยไป พ่อก็ลองดีดไปตามจินตนาการนั่นแหละ พอดีมีอาบังมาขายโรตีแถวบ้านทุกวัน เขาได้ยินเสียงพิณ เขาก็เดินเข้ามาหาแล้วเขาก็ถามว่าอันนี้มันเหมือนเพลงที่บ้านเขา เขาคิดถึงบ้าน เราก็แกะเพลงไปทุกวัน เขาก็มานั่งฟังตอนเย็นทุกวัน จนพ่อเล่นได้จบเพลง ตอนหลังมานี่เลยมีคนเขามาตั้งชื่อให้ว่าชื่อเพลง ‘ภารตะอีสาน’ พ่อไม่ค่อยเล่นดนตรีตามขนบเหมือนคนอื่น ด้วยเพราะเราไม่มีครูฝึก เราลองผิดลองถูกผสมกับจินตนาการในการพาอารมณ์ให้ไปทำงานกับพิณ แล้วมันก็เกิดลายพิณแปลกๆขึ้นมา”

“เขาเรียกพ่อว่าอัจฉริยะเพลงพิณ พ่อก็คงจะเป็นมือพิณที่จนที่สุดในประเทศนั่นแหละ เพราะพรสวรรค์ของพ่อพาเราไปไม่ถึงฝัน จริงๆแล้วพ่อชอบดนตรีทุกอย่าง ทั้งดนตรีสากล กีตาร์ ไวโอลิน เปียโน อยากเล่นอยากหัดให้เป็นทุกอย่าง แต่มันไม่มีเงิน มีเพียงครอบครัว มีแม่ (ภรรยา) มีลูกชายลูกสาว มีลูกศิษย์ลูกหา แต่ในตอนนี้มีเท่านี้ก็พอใจแล้ว ถ้าพ่อยึดติดกับพรสวรรค์ว่าเราต่อไปได้ไกลกว่านี้ ก็รังแต่จะเป็นทุกข์ซะเปล่าๆนะลูกเอ้ย”


ภารตะเพลงพิณถือเป็นงานสร้างสรรค์ชิ้นเอกที่ผสมผสานทักษะของพ่อใหญ่ ที่เพียรสั่งสมมาตลอดชีวิต แม้ครั้งแรกที่ได้เจอกันจะทำให้ฉันนึกเสียดายอยู่ในใจกับฝีมือพิณที่หาตัวจับยากกับการมาเป็นคนสวนที่ ม.อุบลฯ จนกระทั่งในวันนี้ วันที่ได้ฟังเรื่องราวของพ่อใหญ่กว่าสามชั่วโมง แววตาและน้ำเสียงที่บอกเล่าถึง ความฝันและความสุขของพ่อใหญ่แม้จะเป็นการได้เล่นพิณ แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้น คือการได้ถ่ายทอดเพลงพิณ สร้างสรรค์เพลงพิณ และใช้ชีวิตกับสิ่งที่ตัวเองมีอย่างไม่เป็นทุกข์กับครอบครัวของเขา



SHARE
Writer
TodayIDie
A storyteller
“ ลูกสาวชาวประมงลุ่มทะเลอ่าวไทย สนใจชีวิตของมนุษย์ผ่านการอ่านงานวรรณกรรม และการเดินทาง ทุกวันนี้ติดกาแฟ ติดการ์ตูน ติดทุกอย่างที่เข้ามาในวงจรชีวิต และติด F หลายวิชา ”

Comments