จากหนึ่งในพันสู่หนึ่งในล้าน


ผมเป็นผู้ชายธรรมดาคนหนึ่งอายุสามสิบกลางๆ
มีภรรยาที่น่ารักอยู่หนึ่งคน(มีแค่คนเดียว)
มีลูกชายตัวเล็กๆอยู่ในวัยกำลังเริ่มซน
และในปีที่แล้วนั้น ผมก็ได้ยินข่าวดีอีกครั้งจากภรรยา

เรากำลังจะมีเด็กตัวน้อยๆเพิ่มขึ้นมาอีกคนในครอบครัว

ชีวิตของพวกเรากำลังจะเปลี่ยน
จากสนุกสนาน เป็นวุ่นวายขึ้นอีกนิดหน่อย
นั่นเป็นเพียงแค่ความคิดแรกเริ่มของผม

อาชีพของพวกเราทั้งสองคนเป็นพนักงานบริษัทในสายไอที รายได้ยังน่าจะพอเลี้ยงเด็กสองคนไหว ถ้าประหยัดและไม่ได้ใช้จ่ายอะไรฟุ่มเฟือยมาก เงินเก็บที่มีก็ไม่ได้มากมายอะไร หนี้สินก็มีจากการซื้อบ้าน เพื่อไว้ใช้เป็นหลักเป็นฐานของครอบครัวในอนาคต ทุกอย่างดูลงตัว ชีวิตกำลังเริ่มต้นงอกงาม ในขณะที่กำลังทุกชีวิตกำลังก้าวเดินไปข้างหน้า

แต่มาวันหนึ่ง ทุกๆอย่างก็เปลี่ยนไป


20/08/2017

ในวันที่เด็กน้อยในครรภ์กำลังก้าวเข้าสู่เดือนที่ห้า
เป็นวันที่เรากำลังลุ้นกันว่า
เราจะได้เด็กชายตัวน้อย 
หรือ เด็กหญิงน่ารักน่าชังมาสู่ครอบครัว
คุณหมอที่ทำหน้าที่อัลตราซาวนด์ก็แสดงสีหน้าไม่ค่อยดีและกล่าวกับพวกเราว่า..

คุณหมอคิดว่า คุณหมอพบความผิดปกติ
ตรงบริเวณสมองของน้องนะคะ
สิ่งที่พบเหมือนจะเป็นอาการโพรงน้ำในสมองขนาดใหญ่และอาจจะโตไปกดทับเนื้อสมองได้ ถ้าโพรงน้ำเกิดขยายตัว
...
..
.
.
.
.
.
.
พวกเราลืมเรื่องความตื่นเต้นทั้งหมดที่มีมาตลอดวันจนหมดสิ้น เข่าผมอ่อนลงและสัมผัสพื้นห้องเบาๆ แล้วถามหมอซ้ำอีกครั้งว่า อะไรนะครับ

คุณหมอพยายามอธิบายพวกเราใหม่อีกครั้ง
และคราวนี้ พวกเราเข้าใจแล้วว่า มันไม่ใช่เรื่องปกติ

ความเสี่ยงในการเกิดอาการนี้ พบไม่บ่อยหนัก
แต่ความเสี่ยงในการส่งผลต่อพัฒนาการและต่อชีวิตมีสูง จนคุณหมอต้องเอ่ยปากบอกล่วงหน้าว่า ถ้าโพรงน้ำมีการขยายตัวเร็วจนกดทับสมองโอกาสที่น้องจะกลายเป็นผัก และอายุสั้นนั้นสูงจนแพทย์อาจแนะนำให้ทำการ terminate (ยุติการตั้งครรภ์)

.
.
.

.
.

.

สิ่งเดียวที่เหลือทิ้งไว้ในวันตรวจคือ

เราไม่สามารถบอกได้ว่าโพรงน้ำเติบโตเร็วแค่ไหน
เพราะภาพอัลตร้าซาวนด์เป็นแค่ภาพ ณ วันนี้
คุณหมอจะขอนัดตรวจซ้ำอีกครั้งใน 3 วีคหน้า
เพื่อวัดการขยายตัวของโพรงน้ำในสมองกัน
และโอกาสที่จะเป็นเคสที่เลวร้ายที่สุด
ในความเห็นของคุณหมอตอนนี้คือ 50%

.
.
.
.

คืนนี้ ครอบครัวเราอยู่ท่ามกลางความมืด
ที่ไม่ใช่แสงไฟ แต่เป็นความอึมครึมของสถานการณ์ที่มองไม่ออกว่าอนาคตตรงหน้าจะเป็นแบบไหน เด็กน้อยจะปลอดภัยหรือเปล่า หรือเขาจะมีปัญหาอะไรที่จะทำให้เขาออกไปใช้ชีวิตยากขึ้นไหม
และเราจะดูแลเขาไหวหรือเปล่า
รวมไปจนถึง
เขาจะไปกับเราไหวไหม?
และถ้าวันนึงที่เราไม่ได้อยู่กับเขาแล้วล่ะ
เขาจะเอาตัวรอดต่อไปยังไง?

.
.
.
และก็เลยเป็นการลงความเห็นร่วมกันว่า
เราจะลองหาข้อมูลให้มากที่สุด
ว่าเราจะไปด้วยกันกับเขาได้ถึงไหน

พวกเราเริ่มหาข้อมูล จากคนใกล้ตัว
และแหล่งข้อมูลมุ่งชี้ไปตรงกันว่าควรจะ
ไปพบหมอที่เก่งด้านอัลตร้าซาวนด์เด็กที่สุด
ที่โรงพยาบาลใจกลางเมืองหลวง
ด้วยความพยายามและความช่วยเหลือของญาติ
และเพื่อนๆหลายคน
เราก็ได้รับโอกาสนั้นมาในอาทิตย์ต่อมา
ผลการอัลตร้าซาวนด์ครั้งนี้ ช่วยยืนยันให้เรา
เผชิญหน้ากับความจริงที่ว่า เด็กน้อยมีความผิดปกติแน่นอน


ช่วงเวลาระหว่างนี้ ผมพยายามหาข้อมูลของโรค
พบข้อมูลสำคัญๆที่น่าสนใจหลักๆคือ
- ชื่อโรค คือ Ventriculomegaly
- อัตราการพบในเด็กไทย คือ 1:1000 คน/ปี
- อาการคือโพรงน้ำในสมองโตจนดันให้ขนาดศีรษะเด็กโตผิดปกติ
- บางครั้งเรียกว่าโรคนี้ว่า โรคหัวบาตร หรือหัวแตงโม
- โดยทั่วไปจะส่งผลให้เด็กมีปัญหาด้านพัฒนาการ
- ถ้าเลวร้ายมากที่สุดจะส่งผลให้สมองถูกทำลายและอายุสั้น

ที่น่าเสียใจมากคือแทบไม่สามารถหาข้อมูลงานวิจัยหรือผลข้างเคียงหรือสถิติการเกิด หรือแม้กระทั่งสาเหตุของการเกิดโรคในพื้นที่บ้านเราได้เลยเพราะงานวิจัยทางการแพทย์ไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลผู้ป่วยได้ (ติดทางกฏหมาย) และงบวิจัยที่มีมักจะเป็นทุนระยะสั้น ในขณะที่อาการและผลของโรคนี้มักต้องใช้เวลาในการติดตามผลยาวนาน

ข้อมูลที่ผมค้นหามาอ่านได้ กลับเป็นผลงานวิจัยทางการแพทย์ของประเทศฝรั่งเศส ปี 2006 (ที่ตีพิมพ์เป็นภาษาอังกฤษ) มีการเก็บรวบรวมเคสของโรคนี้ไว้มากถึง 167 เคส และผลลัพธ์ต่อการพัฒนาการคือ

ถ้ารอดชีวิตจะมีโอกาสราวครึ่งหนึ่งที่จะมีพัฒนาการปกติ และมีจุดบ่งชี้ว่าเกิดความผิดปกติ คือ มีขนาดของโพรงน้ำใหญ่ตั้งแต่ 10 มิลลิเมตรขึ้นไป 
ถ้า 10-12 มิลจะถือว่ามีความผิดปกติระดับน้อย (mild) แต่ถ้าโพรงใหญ่เกิน 15 มิลจะถือว่าระดับอันตราย (moderate to severe)

28/08/2017
ผลการตรวจของโรงพยาบาลที่สอง
เด็กน้อยของเรามีโพรงน้ำโตอยู่ในสมองข้างขวาขนาด 11.4 มิลลิเมตร และคุณหมอขอนัดตรวจซ้ำอีก 3 วีคเช่นกัน เพื่อติดตามดูผล

เป็นช่วงเวลาสามอาทิตย์ที่ยาวนาน
เราไม่ต้องกินยาอะไร หรือต้องปฏิบัติตัวอะไรเป็นพิเศษ มีเพียงแค่ต้องคอยประคับประคองกำลังใจของคนข้างๆไปด้วยกัน หลังจากช่วงเวลาที่มืดมนที่สุด เราก็ตกลงใจกันว่า ถ้าหากแม้เขามีโอกาสที่จะอยู่รอดต่อได้ด้วยตัวเอง
เราสองคนจะไม่ตัดโอกาสของเขาทิ้ง
ไม่ว่ามันจะลำบากกับเรามากขึ้นแค่ไหน


13/08/2017
ในวันที่ครบนัดสามอาทิตย์ของโรงพยาบาล
เราถามคุณหมอทุกอย่างที่เป็นไปได้ทางวิทยาศาสตร์ว่ามีโอกาสผิดพลาดไหม จะเป็นอย่างอื่นที่ไม่ใช่โพรงน้ำได้หรือไม่ และด้วยอัตราความเสี่ยงจากดาวน์ซินโดรมที่ระดับ 1:17,000 เราขอให้คุณหมอช่วยสังเกตว่าเขาจะมีความเสี่ยงอะไรอีกบ้าง

คุณหมอช่วยไล่ กระดูก จมูก หัวใจ คอ ข้อนิ้ว หัวใจ ฯลฯ และให้ความเห็นว่าไม่พบลักษณะใดบ่งชี้ว่าเป็น ปัญหามีเพียงข้อเดียวคือโพรงน้ำในสมองฝั่งขวาเท่านั้น

และขนาดก็ขยับขึ้นมาเป็น 12.4 มิลลิเมตร

วันนั้นเราสองคนก็ตัดสินใจไม่ terminate การตั้งครรภ์ และลุยต่อไปด้วยกัน ถ้ายังมีความหวัง เราจะไม่ทิ้งเขาไป

20/09/2017
โรงพยาบาลที่สองยืนยันขนาดโพรงน้ำอยู่ที่ 12-13 มิลลิเมตร


ในท่ามกลางความมืดมิดของวิทยาศาสตร์การแพทย์ ก็มีผู้ใหญ่ท่านนึงส่งคำแนะนำเล็กๆที่เหมือนเป็นแสงไฟฉายเล็กๆในถ้ำมืดมิด แต่ภายหลังกลับกลายเป็นไฟสว่างใหญ่ดุจสปอตไลต์ชี้ทางออกให้ครอบครัวเรา

"***เจ้าภาพโดยตรง
-พระธาตุพนม
-พระธาตุขามแก่น (ขอนแก่น)
-วัดเชียงทอง (หลวงพระบาง)

อันนี้คือ optional :
ปิดทอง(แท้) 15 แผ่นที่ศีรษะ ตำแหน่งสมอง ดังนี้ :
-หลวงปู่เอี่ยม วัดหนัง (ฝั่งธน)
-หลวงปู่รอด วัดโคนอน
-หลวงปู่เผือก วัดกิ่งแก้ว

ท่องอิติปิโส 9 จบ และกรวดน้ำ"






30/09/2017
จากโจทย์ที่ได้รับมา ผมพาครอบครัวไปปิดทองตามคำแนะนำที่วัดกิ่งแก้ว หลวงปู่เผือก (อยู่ไม่ไกลสนามบินสุวรรณภูมิเท่าไรนัก) พาเด็กน้อยไปทำบุญให้น้อง และกลับบ้านมาสวดมนต์ทำจิตใจให้สงบ

08/10/2017
พาภรรยาและลูกไปปิดทองสวดมนต์กับหลวงปู่เอี่ยม สุวณฺณสโร. วัดหนังราชวรวิหารและวัดโคนอน ภาษีเจริญ + กรวดน้ำ

15/10/2017
กลับมาตรวจที่โรงพยาบาล
ผลตรวจขนาดโพรงน้ำอยู่ที่ 13 มิลลิเมตร


หลังจากนั้น ผมก็โทรไปปรึกษากับผู้ใหญ่ท่านนั้นต่อ และถามว่าหากเราต้องการแก้ปัญหาให้เด็กน้อยปลอดภัย ครอบครัวเราควรทำอย่างไรบ้างถึงจะแก้ปัญหาได้

คำแนะนำที่ได้รับคือ ให้ทำดังนี้ (ห้ามสลับลำดับ)

1. ปิดทองคำแท้คนละ 3 ใบ
กับหลวงปู่เอี่ยม วัดสะพานสูง + กรวดน้ำ

2. ถวายปูน 1 กระสอบกับเหล็กเส้น
กับพระอาจารย์อำนวยเจ้าอาวาศ วัดป่ามณีกาญจน์ + กรวดน้ำ


21/10/2017 (6 วันหลังจากตรวจ)
พาครอบครัวไปปิดทองคำแท้คนละ 3 ใบ (โดยระลึกถึง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์) กับ หลวงปู่เอี่ยม วัดสะพานสูง (นนทบุรี) กรวดน้ำฝากให้เจ้ากรรมนายเวรของพ่อแม่และลูก

25/10/2017 (3 วันหลังจากทำตามคำแนะนำ)
@โรงพยาบาล C
ขนาดโพรงน้ำลดเหลือ 10.6 มิลลิเมตร!
ด้วยเงื่อนไขอื่นที่เหมือนเดิมทุกประการ ไม่ว่าจะเป็น อาหารการกิน น้ำดื่ม การนอน การใช้ชีวิตประจำวัน และไม่ได้แตะต้องหรือกินยาอะไรเพิ่มเป็นพิเศษ แต่อยู่ๆโพรงน้ำก็หดตัวลงในอัตราในเร็วกว่าตอนขยาย

พวกเราไม่มีคำอธิบายอื่นใดมาตอบ
ได้แต่เพียง..
Never give up!

28/10/2017
เดินทางไปถวายปูน 1 กระสอบกับเหล็กเส้น 1 เส้น กับพระอาจารย์อำนวยเจ้าอาวาศ วัดป่ามณีกาญจน์ กรวดน้ำฝากให้เจ้ากรรมนายเวรของพ่อแม่และลูก

05/11/2017
@โรงพยาบาล H
The miracle happened
ขนาดโพรงน้ำลดเหลือ 8.7 มิลลิเมตร!

22/11/2017
เข้าตรวจซ้ำอีกรอบที่ @โรงพยาบาล C
ขนาดโพรงน้ำลดเหลือ 8.3 มิลลิเมตร
:)

และชีวิตก็ขยับเข้าสู่ความหวังที่ยิ่งใหญ่

29/11/2017
@โรงพยาบาล H
คุณหมอตรวจไม่พบโพรงน้ำในสมองของเด็กน้อย และขอตรวจเช็คอีกทีหลังคลอด

02/01/2018
Safe landing..
เด็กน้อยคลอดออกมาอย่างปลอดภัย

03/01/2018
พาน้องเข้าอัลตร้าซาวนด์ศีรษะหลังคลอด
และพบว่าทุกอย่างปลอดภัย

Everything is ok.


มันคือความโชคร้ายที่เจอโรคร้ายในระดับ 1 ในพัน

แต่ความโชคดีที่มากกว่าคือ ขอบคุณคนข้างๆ ทั้งซ้ายขวา ข้างหน้า ข้างหลัง ข้างบน และล่าง ขอบคุณทุกๆคนที่ช่วย support ให้เด็กน้อยอยู่รอดมาได้อย่างปลอดภัย

และขอบคุณที่สุดสำหรับพี่โจ้ Decem สำหรับความช่วยเหลือและคำแนะนำดีๆที่พาเด็กน้อยมาสู่โลกปัจจุบันอย่างปลอดภัย

ขอบคุณมากครับ
SHARE
Writer
windygallery
Photographer
I am a normal man in the quite imperfect world.

Comments

eearn_esr
3 months ago
ดีใจด้วยนะคะ ตอนอ่านลุ้นกับน้องและครอบครัวมากเลย
Reply
Bearpatch
3 months ago
ยินดีด้วยนะครับ น้องต้องมีความสุขมากแน่ๆ ที่มีพ่อแม่รักมากขนาดนี้ สู้ไปครับ
Reply
geeger
3 months ago
ดีใจด้วยนะคะ
Reply
Justo
3 months ago
ยินดีด้วยนะครับ

Reply
KCstory
3 months ago
ก่อนอื่นขอแสดงความยินดีด้วยนะคะ ^^ เคยผ่านเหตุการณ์คล้ายๆกัน อยากบอกว่ากำลังใจจากคนรอบข้างสำคัญมากจริงๆ
Reply