วานเธอไปดูวาฬด้วยกัน :)
เที่ยวให้สมกับที่เพื่อนบอกว่าเราเที่ยวเก่ง          เริ่มจากที่เรารู้สึกเบื่อกับชีวิตประจำวันที่มีแค่ตื่นไปเรียน กินข้าว ทำงานพาร์ทไทม์ กลับหอ เข้านอน แล้วก็ย้อนกลับไปที่ตื่นไปเรียนอีกรอบ วนลูปแบบนี้ไปเรื่อยๆ เราก็นึกขึ้นได้ว่าเดือนนี้ยังไม่ได้ไปเที่ยวต่างจังหวัดเลยนี่หว่า ! แต่ดันคิดไม่ออกว่าจะไปไหนดีเนี่ยดิ จนมาเจอบทความในเว็บไซต์ของททท. (การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย) ชื่อบทความว่า "10 เท่...น่าเที่ยว จ.เพชรบุรี" ถึงได้รู้ว่าเมืองไทยก็มีวาฬบรูด้าให้ดูด้วย! 

          ในบทความจะมีข้อมูลเรือท่องเที่ยวว่าเรือออกที่ท่าเรือไหนบ้าง พร้อมกับข้อมูลการติดต่อ เรากับเพื่อนเลือกใช้บริการเรือของชมรมวาฬบรูด้าแหลมผักเบี้ย เรือจะออกที่ท่าเรือแหลมผักเบี้ยเลย ติดต่อจองเรือได้ที่คุณสาว โทรศัพท์ 09 2713 9730 / คุณมนู โทรศัพท์ 08 1856 4939 หรือว่าจะสอบถามในไลน์ก็ได้ Line ID : SAV73

         ปล. นี่ไม่ได้ค่าโฆษณาจริงๆ นะ  

 หัวใจบอกให้ไปเที่ยว แต่สมองบอกให้ดูเงินในกระเป๋าด้วย        
          หลังจากที่เราติดต่อจองเรือไปล่วงหน้าแล้ว ทริป 4 วัน 3 คืนของเรา (รวมคืนที่นอนบนรถไฟ) เลยต้องวางแผนการเดินทางแบบประหยัดที่สุด  คือ คืออ คือออ นั่งรถไฟไปกลับขอนแก่น - กรุงเทพ เที่ยวในกรุงเทพ นอนโฮสเทลแถวหัวลำโพง ตื่นแต่เช้ามืดเพื่อนั่งมินิบัสเข้าเพชรบุรี เหมาวินมอเตอร์ไซค์ไปท่าเรือ แล้วกลับมาถึงกรุงเทพในตอนค่ำของวันนั้นเลย 
          สรุป - ขึ้นรถไฟที่ขอนแก่นคืนวันศุกร์ เวลา 21.12 น. 
                 - ถึงหัวลำโพงเช้าวันเสาร์ประมาณ 6.00 น. (เช็คอินโฮสเทล เวลา 8.00 น. & อาบน้ำ)
                 - เที่ยวในกรุงเทพ & นอนที่โฮสเทล 1 คืน
                 - ตื่นประมาณตี 3 ของวันอาทิตย์ เพื่อเตรียมตัวขึ้นมินิบัสที่สายใต้ใหม่ไปยังเพชรบุรี
                 - ซื้อตั๋วมินิบัสปราณบุรีหรือคันไหนก็ได้ที่ผ่านเพชรบุรี รอบประมาณตีห้านิดๆ                           - ถึงเพชรบุรีแล้วให้ลงที่หน้า รพ. ในอำเภอเมือง ตรงนั้นจะมีวินฯตั้งแต่เช้าเลย ขอโทษที่เราจำชื่อโรงพยาบาลไม่ได้จริงๆ หรือจะลงที่หน้าบิ๊กซีเพชรบุรีก็ได้ แต่เราไม่แน่ใจว่าแถวนั้นมีวินฯ ตั้งแต่เช้าหรือเปล่า
                 - นั่งวินฯ ไปท่าเรือแหลมผักเบี้ย อย่าลืมขอเบอร์เขาไว้ด้วยเพราะที่ท่าเรือไม่มีวินฯ ให้นั่งกลับเข้ามาในตัวเมือง
                 - เรือออกจากท่า ประมาณ 8.00 น.
                 - เรือกลับเข้าท่าประมาณบ่ายโมงกว่า ให้โทรเรียกวินฯ มารับไปส่งที่ท่ารถตู้ตรงข้ามบิ๊กซีหรือถ้ำแก้ว จากนั้นซื้อตั๋วรถไปลงหมอชิต เอกมัยหรือสายใต้ใหม่ ซึ่งถ้ารถไม่ติดจะใช้เวลาแค่ 1.40 ชม. 
                 - เดินทางไปหัวลำโพงเพื่อรอรถไฟรอบ 20.45 น.

          ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด ค่าใช้จ่ายทั้งหมดในทริปนี้จะเป็นเงินประมาณ 2,500 - 2,600 บาท ซึ่งแน่นอนว่ามันผิดพลาด! ฮ่าๆ เดี๋ยวเราจะบอกว่ามันผิดพลาดยังไง

นั่นไง! ตัวดำๆ ที่ว่ายอยู่ตรงนู้น          หลังจากที่มาถึงท่าเรือแหลมผักเบี้ย จะมีเจ้าหน้าที่ในชมรมมาแจกอาหาร อธิบายรายละเอียดกิจกรรมดูวาฬ พร้อมบอกชื่อเรือกับแนะนำคนขับเรือให้เรารู้จัก จากนั้นคนขับเรือจะพาเราไปขึ้นเรือประมงลำเล็กๆ ที่จอดเทียบท่าไว้
          
          เราได้เห็นธรรมชาติที่เราไม่ค่อยคุ้นสักเท่าไหร่ เห็นวิถีชีวิตของชาวประมงตอนที่เรือแล่นผ่านป่าชายเลนออกไปยังทะเลอ่าวไทย บางคนกำลังเก็บหอย อืม...น่าจะหอยนะถ้าเดาไม่ผิด บางคนก็แล่นเรือสวนกันไปเฉยๆ แต่แม่ง คุณลุงคนที่ใช้เท้าบังคับหางเสือผ่านไปเมื่อกี้โคตรจ๊าบอะ

          เรือแล่นออกมาสักพักแล้วแต่ยังไม่ถึงจุดที่วาฬน่าจะอยู่ วิธีฆ่าเวลาที่ดีที่สุดก็คือ กิน กินไปเลย กินเข้าไปเยอะๆ เราหมายถึงกินของที่เขาแจกนั่นแหละ มันจะมีอะไรดีไปกว่าการกินขนมแล้วมองวิวทะเลไปด้วย มองนกนางนวลที่บินตามเรือเพลินๆ ถ่ายรูปเก็บบรรยายกาศ แล้วก็ทำความรู้จักกับคนอื่นบนเรืออะ ไม่แน่อาจจะได้เพื่อนไปเที่ยวทริปหน้าก็ได้

         ตอนนี้เรือจอดนิ่งแล้วแต่วาฬยังไม่ออกมา พี่คนขับเรือบอกเราว่าให้มองหาจุดที่นกนางนวลบินวนเป็นวงกลมเข้าไว้ เพราะถ้านกบินอยู่เหนือจุดไหน จุดนั้นแหละที่วาฬบรูด้าอยู่ 

          มองแล้วมองอีก อยู่ดีๆ ใต้ก๋งก็พูดขึ้นว่า "นั่นไง! ตัวดำๆที่ว่ายอยู่ตรงนู้น" คำว่าตรงนู้นของคุณลุงฟังดูเหมือนไม่ไกลนะ แต่มันคือหลายร้อยเมตร...ใครบอกว่าผู้สูงอายุสายตาไม่ดี เราขอเถียงขาดใจ
   
MISSION COMPLETE           จอดเรือให้คลื่นซัดจนแทบจะเมาเรือมาสักพัก เราก็ได้ยินเสียงกรี๊ดมาจากเรือลำข้างๆ ทุกคนตื่นเต้นกันมากเพราะได้เห็นวาฬโผล่มาใกล้ๆ ครั้งแรก ถึงจะเห็นแค่ครีบก็เถอะ แค่นี้ก็ดีมากแล้ว

           ตามองออกไปรอบๆเรืออีกครั้ง หูก็ได้ยินเสียงจากวิทยุสื่อสารดังอยู่ตลอด ใต้ก๋งบนเรือจะคอยชี้ให้ดูเป็นระยะว่าวาฬมาทางไหน ในใจเราภาวนาขอให้วาฬโผล่ขึ้นมาชัดกว่านี้หน่อยได้ไหม เหมือนจะได้ผลนะ 
          
          จังหวะที่หันไปเจอวาฬขึ้นมาอ้าปากกินปลาพอดีเนี่ย เราโชคดีอะไรขนาดนี้! ถ้านึกไม่ออกว่าเราตื่นเต้นแค่ไหน ให้นึกภาพว่าตัวเองนั่งรถไฟหลังแข็งตูดชาและตื่นแต่เช้ามืดเพื่อมาดูวาฬ พอได้เห็นวาฬแบบที่คิดไว้นี่มันโคตรจะ MISSION COMPLETE!  ไม่ต้องทำได้เพียงแค่ภาวนา..ภาวนาไปก่อนแล้ว

          เราจำไม่ได้ว่าใช้เวลาดูวาฬนานขนาดไหน แต่จำได้แม่นว่าเมาเรือจะไม่ไหวแล้ว ขากลับเข้าฝั่งเราเลยตัดสินใจลงไปนอนบนเรือทั้งๆ ที่แดดเผานั่นแหละ ตื่นขึ้นมาอีกทีก็ใกล้ถึงฝั่งแล้ว อาการเมาเรือไม่เหลือเลย ดันมีอาการหิวเข้ามาแทน

          หลังจากดูวาฬเสร็จเรียบร้อยแล้ว ทางชมรมวาฬบรูด้ามีของฝากให้คนละ 2 อย่าง เราไม่แน่ใจว่าของฝากแต่ละช่วงจะเหมือนกันหรือเปล่า แต่เราได้สาหร่ายพวงองุ่นกล่องใหญ่กับพวงกุญแจรูปปลาวาฬมา

ตกรถไฟครั้งแรก
          บังเอิญมากที่พี่ผู้หญิงบนเรือคนนึงเรียนจบจากโรงเรียนเดียวกันกับเรา อยู่จังหวัดเดียวกัน แถมยังคุ้นหน้าอีกด้วย พี่เขามีน้ำใจชวนเรากับเพื่อนติดรถไปลงกรุงเทพด้วยกันหรือถ้าเราเกรงใจ จะให้ไปส่งที่ท่ารถเข้ากรุงเทพก็ได้ แต่เรากับเพื่อนก็ปฏิเสธไป ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ หวังว่าจะบังเอิญเจอกันอีก

          ลุงวินฯ ที่ขี่มอเตอร์ไซค์รับ-ส่ง เรากับเพื่อนใจดีมากๆ ลุงเล่าเรื่องเกี่ยวเพชรบุรีให้เราฟัง ตั้งแต่นาเกลือไปจนถึงเรื่องสถานที่ท่องเที่ยว แถมยังพาแวะหาดเจ้าสำราญแบบไม่คิดเงินเพิ่ม

          เรากับเพื่อนอยากขึ้นมินิบัสมากกว่ารถตู้แต่ดันไปรอรถที่ท่ารถตู้กัน กว่าจะรู้ตัวว่ารอผิดที่ก็ปาเข้าไปบ่ายสามแล้ว หลังจากที่นั่งรอรถตู้ไปหมอชิตประมาณ 2 ชม. ในที่สุดเราก็ได้กลับกรุงเทพ

          ถึงหมอชิตประมาณ 20.10 น. แต่รถไฟออก 20.45 น. เพื่อนเราบอกพี่วินฯ ว่าไป MRT กำแพงเพชรแบบเร็วที่สุด พี่วินฯ จัดให้ทันใจเหมือนไม่อยากให้เรามีขาไว้เดินปกติแต่มีไว้เพื่อขูดกับรถคันข้างๆแทน ถึงแล้วก็วิ่งลงไปซื้อตั๋ว ลงบันไดเลื่อนด้วยความกระวนกระวายใจปนกับลุ้นนิดหน่อยว่าจะทันไหม แล้ว MRT ขบวนล่าสุดก็ผ่านหน้าเราไป...

          มาถึงตอนนี้ เราทำใจสบายๆ แล้วว่าน่าจะตกรถไฟแน่ เพื่อนที่มาด้วยกันตัดสินใจนั่งรถทัวร์กลับคืนนี้เลยเพราะมีเรียนในวันต่อไป ส่วนเราวางแผนจะไปนอนบ้านพี่สาวในกรุงเทพ แต่ยังไงก็ต้องนั่ง MRT ไปลงหัวลำโพง จะได้ชาร์จแบตฯ ติดต่อให้พี่สาวมารับที่สถานีรถไฟ

เพิ่งรู้ว่านอนในสถานีรถไฟไม่ได้
          นั่งมองคนนั้นที คนนี้ที จนแอบเสียมารยาทเหลือบไปมองโทรศัพท์ของคนข้างๆ ว่าตอนนี้สี่ทุ่มนิดๆ แล้ว โทรศัพท์ที่จ่ายเงินค่าชาร์จให้ร้านรับชาร์จก็มีแบตฯ ขึ้นมา 50% 
          
          เราทักไลน์ไปเซอร์ไพร์สพี่สาวว่าตอนนี้แอบโผล่มาเที่ยวกรุงเทพ แต่โดนเซอร์ไพร์สกลับว่าตอนนี้พี่อยู่ภาคเหนือซะงั้น...

          แวบแรกที่คิดในหัว คือ งั้นเราน่าจะนั่งรออยู่ที่นี่จนกว่าจะมีรถไฟรอบเช้าได้นะ นั่งอยู่อย่างนั้นจนดึก มีเจ้าหน้าที่เดินมาแจ้งผู้โดยสารทุกคนที่นั่งรออยู่ว่า รถไฟเที่ยวสุดท้ายของคืนนี้จะออกจากชานชาลาแล้วและใกล้ถึงเวลาปิดประตูด้วย 

          เอาไงต่อดี
          .
          .
          .

          คืนนี้เราจองโฮสเทลที่ราคาต่อคืนถูกกว่าบุฟเฟต์ปิ้งย่าง แต่ความซวยยังไม่จบแค่นี้เพราะเราดันได้คีย์การ์ดที่เปิดประตูห้องไม่ได้มา ในโชคร้ายก็ยังมีโชคดีอยู่ ขอบคุณคนในห้องที่มีน้ำใจคอยเปิดประตูให้นะคะ ไม่งั้นคงต้องนอนที่โซฟาชั้นล่างแล้ว

Bon Voyage
          เราใช้เวลาเดินทางประมาณ 7 ชั่วโมงด้วยรถทัวร์จากหมอชิตมาถึงหอที่ขอนแก่นในช่วงดึกของวันจันทร์ แบ็คแพ็คครั้งนี้มีเรื่องที่ต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าบ้างเป็นบางครั้งแต่เราก็ยังประทับใจอยู่ดี    

ขอบคุณแนนที่ยอมไปลุยด้วยกันจนเกิดทริปนี้
ขอบคุณทุกคนใน IG ที่กดโหวตรออ่านเรื่องของเรา
หวังว่าทุกคนจะชอบนะ 
ไว้เจอกันทริปหน้า


ติดตามรูปได้ที่ IG : @iwillsendyoumyfavsong 


SHARE
Writer
winterwinds
reader & writer
อยู่บ้านดีๆ ไม่ชอบ ชอบมาเดินตากแดดหัวแดง

Comments