รดน้ำให้หัวใจของเราชื่นบานด้วย " มโนภาพแห่งความปลาบปลื้ม "
     จุดเริ่มต้นขอไอเดียนี้มาจากช่วงนี้ผมรู้สึกหวาดหวั่นข้างในหัวใจ ช่วงนี้ผมได้ใช้เวลาส่วนใหญ่กับตัวเอง ผมเฝ้าถามกับตัวเองอยู่ตลอด ผมลังเลใจ จนทำให้ผมรู้สึกเหนื่อยล้าทั้งที่เป็นวันหยุดปีใหม่ที่ไม่ค่อยได้ทำงานอะไร

     ผมมีความฝันที่กำลังทำมัน ทำมันด้วยหัวใจอันอ่อนแอของผมที่รู้สึกกลัวทุกครั้งที่รู้ตัวว่าตัวเองกำลังก้าวไปข้างหน้า ทั้งๆที่อีกซีกหนึ่งของหัวใจก็บอกกับตัวเองว่า เหนื่อย เหนื่อย เหนื่อย อยากพัก แต่ก็ยังมีอีกซีกหนึ่งที่คอยย้ำเตือนว่าถ้าอยากไปให้ถึงฝั่งก็ต้องมุ่งมั่นให้มากกว่านี้ อย่าได้ท้อถอย

     ผมรู้สึกอยากพักสายตา จึงตั้งสติคิดขึ้นมาว่า เราใช้ตาเสียส่วนใหญ่ มันคงล้าแล้ว จึงอยากพัก เอ้าพักซักหน่อย เลยปิดไฟมืด หลับตานอนลงบนฟูกนุ่มๆ แต่ผมหันมาใช้ " หู " แทน ผมใส่หูฟังอันใหญ่แล้วเลือกเปิดเพลงบรรเลงมาชุดหนึ่งที่คิดว่าน่าจะทำให้ตัวเองรู้สึกผ่อนคลายได้บ้าง

     เมื่อเพลงเริ่มบรรเลง หัวสมองของเราก็เริ่มรันความคิดออกไปโดยอัตโนมัติ แต่บังเอิญโชคดีที่ไปคิดถึงเรื่องเมื่อสามวันก่อน ที่บังเอิญไปพบหญิงสาวคนหนึ่งที่ทำให้ผมตัดสินใจเปลี่ยนแปลงตัวเอง อาจไม่ได้เปลี่ยนไปเลย แต่ถือว่าเป็นการเปลี่ยนครั้งสำคัญในชีวิตนี้เลยก็ว่าได้ ผมจึงเผลอจินตนาการไปว่า ผมได้พบเธออีกครั้ง แล้วผมก็เดินเข้าไปหาเธอด้วยนรอยยิ้มที่ชื่นบานพร้อมกับบอกความในใจ และความซาบซึ้งใจในการมีอยู่ของเค้าคนนั้น ผมรู้สึกขอบคุณเค้าคนนั้นจริงๆ เพลงที่เปิดอยู่ก็ช่างใหลลื่นไปตามความรู้สึกจริงๆ ไปๆมาๆ เลยชวนให้มโนไปถึงว่า วันปีใหม่นี้ รู้สึกอยากตอบแทนอะไรใครบ้าง อยาก " ขอบคุณ " ใครบ้าง พอได้จินตนาการถึงแต่ละคน น้ำตาก็ล้นเอ่อออกมาคลออยู่ที่เบ้าตา อยากขอบคุณไปซะหมด ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

     เรื่องนี้ทำให้ผมตระหนักได้ว่า การนึกถึงเรื่องดีๆ เรื่องที่น่าซาบซึ้งใจ มันทำให้หัวใจเราถูกหล่อเลี้ยงด้วยอาหารดีๆบางอย่างจนลืมความเหนื่อยล้า ความคิดลบๆ เรื่องแย่ๆที่เราเอาแต่โฟกัสมันอยู่ทั้งวัน สติและสมาธิที่หายไปก็พลันกลับมาอยู่อย่างสงบได้อีกครั้ง

     เทคนิคเลยคือ ให้คิด นึก มโน จินตนาการ แต่เรื่องดีๆ เอาแบบที่เราอินกับมัน  เราชอบเราพอใจ ถ้ามีเพลงประกอบด้วยยิ่งดี มันสนับสนุนกัน อาจจะจินตนาการว่ามีคนรักหรือได้ทำอะไรเพื่อใคร ได้ทำงาน ได้พจญภัยไปในสถานที่ที่ชอบ อะไรก็ได้ทั้งนั้นที่ทำให้เรารู้สึกอินไปกับมัน จนเกิดความรู้สึก จนทำให้เราเชื่อว่านั่นคือเรื่องจริง นี่คือความฝัน ความเพ้อ ความมโน จะว่างั้นก็ได้ แต่มันเป็นจริงได้ แล้วมันก็ดูสมเหตุสมผลดีไม่ใช่เหรอ ความฝันมันมีระยะทางที่เผื่อไว้ให้เราเริ่มเดินไปหามันอยู่ ซึ่งมันเป็นจริงได้

     " ความฝันไม่เคยหนีหายไปจากเรา มีแต่เรานี่แหละที่เป็นคนหนีไปจากมันก่อน "
SHARE

Comments