ฉัน กับ โรคซึมเศร้า

เมื่อวันหนึ่งฉันพบว่าฉันไม่กลัวความตายอีกต่อไป.. แต่กลับโหยหามัน
ฉันไม่เห็นความจำเป็นของสิ่งที่เรียกว่า "ชีวิต" 
ฉันรู้สึกตัวคนเดียว แม้จะมีผู้คนรายล้อมมากมาย
ฉันหัวเราะและยิ้มแย้ม ทั้งๆที่ข้างในไม่รู้สึกอะไรเลย...

จะบอกว่าไม่เคยคิดเลยค่ะว่าจะป่วยเป็นโรคสุดอินเทรนด์อย่าง "โรคซึมเศร้า" เหมือนคนดังที่พากันป่วยเป็นโรคนี้กันอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง

ถ้าถามว่าแล้วรู้ได้ยังไงว่าป่วย?
เรื่องมีอยู่ว่า...
ว่า...
ว่า...

อยู่มาวันหนึ่งก็รู้สึกได้ว่าชีวิตนี้มันไร้ค่าเสียเหลือเกินอยู่ไปก็รกโลก เกิดมาไม่กี่สิบปีเดียวก็ตายและจะอยู่ให้เปลืองทรัพยากรบนโลกไปทำไมกันฟะ! ตายๆไปซะดีกว่า
แน่นอนว่าตลอดเวลาพอมีเรื่องอะไรมากระทบจิตใจสักเล็กน้อยภาพวิธีการฆ่าตัวตายต่างๆจะลอยขึ้นมาในหัว วนเวียนอยู่สักพักใหญ่เลยละค่ะ 55555
สิ่งที่รั้งไว้ไม่ให้ทำคือ "ความไม่แน่ใจ"

งงไหมคะ? 
ไม่แน่ใจอะไรของเอ็งฟะ?

ไม่แน่ใจว่าตายแล้วมันจะจบจริงๆรึเปล่า.. 
ค่ะ.. ด้วยประการฉะนี้จึงทำการโทรนัดหมอแถวบ้านอย่างไม่รอช้า พยาบาลผู้รับสายตอบมาอย่างเป็นมิตรทันทีว่า "คิวคุณหมอเต็มหมดเลยค่ะ ว่างอีกทีก็ปีหน้าเลยค่ะ" 
แต่เรายังไม่ย่อท้อ โทรไปเช็คทุกโรงบาลที่เดินทางได้สะดวกๆ ซึ่งก็คิวก็เต็มแน่เอี๊ยดกันเลยทีเดียว จนในที่สุดก็ได้รับเสียงสวรรค์จากโรงพยาบาลแถวๆทิ่มงาน(ที่ทำงาน)ว่าพรุ่งนี้ว่างค่ะ ยะฮู้! ดีใจประหนึ่งได้ของแจกฟรี
แล้ววันนัดก็มาถึง
แอบรู้สึกว่าฉันมาถูกที่ป่าววะเนี่ย ฉันไม่ได้ป่วยหรอก ออกจะหน้าตาสะสวยปานนี้(เกี่ยวเหรอวะ) หลังจากทำการกรอกประวัติ วัดความดัน ชั่งน้ำหนัก ถามส่วนสูง (ที่โกงไป 5 เซ็น) เรียบร้อยแล้ว ก็ได้ไปพบกับคุณหมอ

คุณหมอยังหนุ่ม(รึสาว) ก็ถามว่าวันนี้มาทำไมครับ 
อ้าวเห้ย มาช็อปปิ้งม้างหมอ ถามมาได้ (ได้แต่นึกแต่ไม่ได้พูดออกไป)
ก็.. เครียดๆมั้งคะ แล้วก็มีคนแนะนำว่าให้มาหาจิตแพทย์
เครียดยังไงครับ
...ก็เล่าๆไปเกี่ยวกับความเครียด...
มีความคิดอยากจะตายบ้างมั้ย?
มี..
ขี้ลืม เหม่อลอย ไม่มีกะจิตกะใจทำอะไร นอนเท่าไหร่ก็ไม่พอ เพลียตลอดเวลา แถมยังกระทบไปถึงงานล่ามที่ทำอยู่ เพราะพอลูกค้าพูดจบปุ๊บ เราเข้าใจ พอจะอ้าปากแปลเท่านั้นแหละ! ลืมจ้าาา คนรึปลาทอง!

คุยไปคุยมา คุณหมอก็เริ่มสรุปละว่า รู้มั้ยว่าที่เป็นอยู่น่ะมันคืออะไร มันคือโรคซึมเศร้าที่สมองจะหลั่งสารเคมีที่หมอจะเรียกว่าสารความสุขเนี่ยช้ากว่าคนทั่วไป แต่! มันรักษาได้ ได้เตรียมใจเรื่องกินยามาบ้างมั้ย ? บลาๆๆๆๆ

สรุปเสียไป 2000 บาท ได้ยานอนหลับมา 20 เม็ด (ซึ่งหมอบอกว่าหากทานตามที่หมอกำกับจะไม่ทำให้ติดยา) กับยาต้านเศร้า Zoloft แต่ยาที่โรงบาลจ่ายเนี่ยเป็นยานอก มันแพง หมอเลยจ่ายมาสามเม็ดแล้วให้ไปซื้อยาชนิดเดียวกันแต่ผลิตในไทยมากินเอง
แน่นอนว่าหมอบอกเกี่ยวกับผลข้างเคียงไว้แล้ว ตอนฟังก็ไม่คิดไม่ฝันว่าจะเกิดกับตัวเอง
ผลข้างเคียงที่ได้รับคือ
ใจเต้นแรง เสียสมดุล มึนหัว เบลอ คลื่นไส้ ไม่อยากอาหาร ท้องอืด (โดยหมอบอกว่าหากร่างกายชินแล้ว ผลข้างเคียงพวกนี้จะหายไป แต่ยานี้กินแล้วน้ำหนักจะเพิ่ม) 
กินไปได้สามเม็ด พี่ชายผู้ซึ่งไม่เชื่อว่าเราจะป่วยเป็นโรคซึมเศร้าก็ได้ให้เราไปตรวจอีกโรงบาลหนึ่งเพื่อทำการยืนยันว่าป่วยจริงๆ 
คุณหมอคราวนี้ไม่หนุ่มแล้วดูจากริ้วรอยบนหน้าอายุอานามน่าจะปาไปสักเลข6-7 (ดูแก่ประสบการณ์555)
คุณหมอถามถึงความสัมพันธ์ของคนในครอบครัวตั้งแต่วัยเด็กและความรู้สึกที่มีต่อแต่ละคน เราก็เล่าไปเนิบๆ คุณหมอถามอายุและแนะนำให้มีแฟน 5555 
(แหม หมอถ้าหาได้จะโสดมั้ยคะ) 
ซึ่งคราวนี้เราได้รับคำแนะนำที่ดีในการใช้ชีวิต หมอไม่ได้เน้นให้กินยาอะไรมากเหมือนคนแรก หมอบอกอาการเราเพิ่งเป็นเท่านั้น เมื่อเรารู้สาเหตุก็แค่ออกมาจากจุดๆนั้น 
ซึ่งเราค้านหมอไปว่าเราไม่อยากหนีปัญหา เรารู้สึกว่ามันเป็นความรับผิดชอบของเรา ถ้าเราทำได้ดีกว่านี้มันคงไม่เป็นแบบนี้ จึงได้รับคำคมจากหมอมาว่า 
"ถ้าแดดมันร้อนเราจะไปยืนตากแดดทำไม ก็หลบเข้าใต้ร่มเงาสิ"  คำสั้นๆ แต่ทำให้เราได้สติ คำที่พี่ชายที่บอกว่าทั้งหมดนั้นเราคิดไปเอง เราต้องฝึกฝนรับมันนั้น มันอันตรธานหายไปเลยค่ะ.
แน่นอนว่าหมอจ่ายยาตัวที่เบาที่สุดมาให้ ซึ่งกินๆไปแล้วไม่รู้สึกอะไรเลยค่า TT กระวนกระวายเหมือนเดิม 5555

ไปและค่ะ หมอเรียกกินยา 555555



SHARE
Writer
mrd_hi
etc.
No one's here. I just come to write my diary.

Comments