ความเชื่อในความฝัน
หากย้อนกลับไปสักสี่สิบปีที่แล้ว ในยุคที่เราไม่มีเฟสบุ๊ค ไม่มีใครสามารถไลฟ์สด ไม่มีใครแชร์ให้เพื่อนมางานอีเว้นต์ส่วนตัวได้ แต่กลับมีเหตุการณ์หนึ่งที่เปลี่ยนแปลงโลกไปตลอดกาล มันเกิดขึ้นที่ประเทศสหรัฐอเมริกาและมีการปราศรัยที่จับใจผู้ฟัง จนต้องบันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์โลก!

ในปีคศ. 1963 ผู้คนกว่าสองแสนห้าหมื่นคนมาชุมนุมพร้อมกันโดยปราศจากสื่อออนไลน์ ทุกคนเดินขบวนอย่างสันติที่กรุงวอชิงตัน เพื่อแสดงจุดยืนของตนในการยุติการแบ่งแยกสีผิวในโรงเรียนรัฐบาล

โดยมี "มาร์ติน ลูเทอร์ คิง จูเนียร์ " บุรุษผู้มีความเชื่ออย่างหมดใจและต่อสู้ เพื่อความเท่าเทียมกันของมนุษย์ เป็นผู้นำการชุมนุมอย่างสันติครั้งนี้ คิงยืนอยู่เบื้องหน้าสระน้ำใน National Mall เบื้องหน้าของเขาคือ อนุสาวรีย์วอชิงตันที่ตั้งตระหง่านอยู่ และด้านหลังของเขา คือ รูปปั้นของอับบราฮัม ลินคอร์น ประธานาธิบดีสหรัฐ ผู้ประกาศเลิกทาสเมื่อร้อยปีก่อนหน้านี้ เฝ้ามองบุรุษผิวสีที่ครั้งหนึ่งบรรพบุรุษของเขาถูกขายเป็นทาสเมื่อร้อยปีที่แล้ว ณ สถานที่แห่งนี้น่าจะเหมาะสมที่สุดสำหรับการกล่าวสุทรพจน์เกี่ยวกับความเท่าเทียมกันของมนุษย์

คำพูดของคิงถูกประกาศกร้าวด้วยความฝันและความเชื่อ เป็นสุนทรพจน์ที่สำคัญและทรงพลังที่สุดอันหนึ่งในประวัติศาสตร์ของสหรัฐอเมริกาและโลกใบนี้

วันนี้ผมบอกกับเพื่อนๆว่าถึงแม้เราจะพบความยากลำบากในวันนี้ ผมจะยังคงมีความฝัน มันเป็นฝันที่หยั่งรากลึกลงไปในความฝันของคนอเมริกัน 

ผมมีความฝันว่าวันหนึ่ง ประเทศนี้จะหยัดยืนและดำรงอยู่ด้วยความหมายที่แท้จริงของหลักการของมันที่ว่า “เรายืนหยัดกับความจริงที่ชัดแจ้งในตัวมันเองว่า มนุษย์ทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกัน”

ผมมีความฝันว่าวันหนึ่ง บนเนินเขาสีแดงของจอร์เจีย ลูกของอดีตทาสและลูกของอดีตนายทาส
จะสามารถนั่งลงด้วยกันที่โต๊ะแห่งภราดรภาพ

ผมมีความฝันว่าวันหนึ่ง แม้แต่ในรัฐมิสซิปซิปปี รัฐที่ร้อนระอุไปด้วยความอยุติธรรม ร้อนระอุไปด้วยการกดขี่ จะกลับกลายเป็น โอเอซิสแห่งเสรีภาพและความยุติธรรม

ผมมีความฝันว่าวันหนึ่ง ลูกเล็กทั้งสี่ของผมจะอาศัยอยู่ในชาติที่พวกเขาจะไม่ถูกตัดสินด้วยสีผิวของพวกเขา แต่ด้วยชื่อเสียงของสิ่งที่พวกเขากระทำ

วันนี้ผมมีความฝัน


ผมมีความฝันว่าวันหนึ่ง ที่รัฐอลาบามา ที่ ๆ เต็มไปด้วยพวกเหยียดผิวที่ชั่วร้าย และผู้ว่าการรัฐที่มีแต่คำพูดที่กีดกันและไร้ค่าหลุดมาจากปากของเขา วันหนึ่งที่รัฐอลาบามานั้นเด็กผู้ชายและเด็กผู้หญิงผิวดำตัวเล็ก ๆ จะสามารถคล้องแขนกับเด็กผู้ชายและเด็กผู้หญิงผิวขาวตัวเล็ก ๆ ดังเช่นเป็นพี่น้องกัน

วันนี้ผมมีความฝัน... 


แต่สิ่งที่คิงฝันและอยากให้มันเกิดขึ้นจริงๆนั้น มันยากที่จะเกิดขึ้นได้ในความเชื่อที่ถูกฝังรางลึกมามากกว่า 300ปี ว่าคนผิวสีไม่ต่างอะไรจากสัตว์สิ่งของ สิ่งที่เขาคิดและอยากให้มันเกิดขึ้นนั้น ต้องเจออุปสรรคและแรงต้านทานมหาศาลจากคนทั่วไป ผู้มีอิทธิพล หรือแม้แต่คนในรัฐบาลเอง ไม่ว่าจะเป็นคำสบประมาทและการทำร้ายร่างกายตัวเขา คนในครอบครัว และคนผิวสีที่ให้การสนับสนุนความฝันของเขา นับครั้งไม่ถ้วน และสุดท้ายคิงถูกลอบยิงตายหน้าห้องพักในโรงแรม

วันที่เขาประกาศสุนทรพจน์นั้น ผู้คนกว่าสองแสนห้าหมื่นคนมาชุมนุมพร้อมกันไม่ใช่เพราะ คิง แต่เพื่อแสดงออกถึงความเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะเป็นคนผิวขาว คนผิวสี ต่างออกมาเพื่อแสดงจุดยืนของตนเอง และหลังจากนั้นเป็นระยะเวลากว่า 40ปี ประเทศสหรัฐอเมริกา ก็ได้มีประธานธิปดีผิวสีคนแรก!

วันนี้วันที่เรามีเฟสบุ๊คและทุกคนบนโลกใบนี้ดูเหมือนจะสนใจเรื่องตัวเองมากกว่าส่วนรวม แต่ก็มีปรากฎการณ์ที่สร้างแรงกระเพื่อมให้กับสังคมไทย นั่นก็คือ การวิ่งของพี่ตูน บอดี้สแลม จากเบตงไปแม่สาย ภายในระยะเวลา 55 วัน เพื่อระดมเงินบริจาคจากประชาชนชาวไทยให้ได้เงิน 700 ล้านบาท เพื่อไปช่วยเหลือซื้ออุปกรณ์การแพทย์ให้กับโรงพยาบาล 11 แห่งทั่วประเทศไทย

ในวันที่พี่ตูนมีความฝัน และได้ประกาศความตั้งใจที่จะช่วยเหลือผู้ที่ด้อยโอกาสกว่า ด้วยโครงการ ก้าวคนละก้าว ต่อสื่อมวลชน มันได้เกิดกระแสทางความคิดจากคนที่เห็นด้วยและคนที่คิดต่างว่าสิ่งที่ตูนทำนั้น ไม่ได้แก้ไขปัญหาระยะยาวให้กับประเทศไทย และมันก็เสี่ยงอันตรายต่อสุขภาพของพี่ตูนเอง อาจจะเสียชีวิตจากการวิ่งในระยะทางไกลขนาดนี้ก็ได้ ในทางการแพทย์แล้ว การวิ่งระยะทางสองพันกว่ากิโลถือว่าอันตรายมาก

ตลอดระยะเวลาและระยะทางของการวิ่งของ พี่ตูน บอดี้แสลมนั้น ได้มีประชาชนไม่ว่าจะเป็นเด็ก วัยรุ่น ผู้ใหญ่ และคนแก่ที่ไม่เคยได้ดูคอนเสริต์ หรือแม้แต่เคยฟังเพลงพี่ตูนเลย ออกมารอพี่ตูนหลายชั่วโมง เพื่อเอาเงินมาบริจาคให้กับพี่ตูน ไม่ใช่เพราะ พี่ตูนหล่อ ร้องเพลงเก่ง หรือเป็นนักร้องดังระดับประเทศ แต่คนไทยทุกคนออกมาเพราะสิ่งที่พี่ตูนทำให้กับสังคมไทยมากกว่า

พี่ตูนไม่ได้ทำเพื่อให้ตัวเองดัง แต่ทำเพื่อคนอื่นได้มีชีวิตที่ดีขึ้น ด้วยการวิ่งด้วยระยะทางที่มากเหลือเกิน แล้วยังต้องคอยหยุดเพื่อรับเงินบริจาคจากฝูงชนมากมาย ตลอดทางจากเบตงไปแม่สาย ทำให้ร่างกายของเขาบาดเจ็บ แต่ในที่สุดก็ยังอดทนวิ่งต่อไปจนถึงเส้นชัย และยอดเงินบริจาคก็ได้ไปพันกว่าล้านบาทเกินที่ตั้งเป้าหมายไว้

สิ่งที่ทำให้พี่ตูนยังวิ่งต่อไปได้ ไม่ใช่เพราะยอดเงินบริจาค หรือ ความอีโก้อะไรทั้งสิ้น แต่เป็นความฝันที่จะเห็นผู้ป่วยได้รับการรักษาพยาบาลอย่างมีประสิทธิภาพ มันเป็นฝันที่ใหญ่และสามารถเอาชนะอุปสรรคจากความเจ็บปวดทางร่างกายได้

และที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง คือ ชายคนนี้ได้วางเมล็ดพันธุ์แห่งการให้แก่สังคมไทย ทั้งยังสร้างแรงบันดาลใจให้คนไทยออกมาวิ่งเพื่อสุขภาพตัวเองอีก เรียกว่า ยิงปืนนัดเดียวได้นกหลายตัวเลยทีเดียว

พี่ตูน บอดี้แสลมเหมือนกับมาร์ติน ลูเทอร์ คิง จูเนียร์ ตรงที่ออกมาแสดงจุดยืนในการทำเพื่อคนอื่น บุคคลที่ยิ่งใหญ่ในการให้ทั้งสองคนนี้ได้สร้างคุณค่าให้กับโลก และทั้งสองคนนี้มีบางสิ่งที่เหมือนกัน นั่น คือ "ความฝัน

เหมือนบทเพลงท่อนหนึ่งของวงบอดี้แสลมที่บอกเล่าเรื่องของความเชื่อในความฝันที่ว่า

เดินต่อช้าๆไม่อยากปล่อยฝันให้มันหลุดมือ
ที่สั่งให้ฉันไปต่อก็คือความเชื่อเท่านั้น
ถ้าในวันนี้เรี่ยวแรงยังเหลือก็ยังต้องฝัน ต้องก้าวไป


ตลอดชีวิตฉันเชื่อในสิ่งที่คิด
แม้ไม่ว่ามันจะถูกหรือผิด จะขอทำสุดหัวใจ

ชีวิตมันต้องเดินตามหาความฝัน หกล้มคลุกคลานเท่าไหร่
มันจะไปจบที่ตรงไหน แต่จะยังไงก็ต้องไปให้ถึง
ที่สุดถ้ามันจะไม่คุ้ม แต่มันก็ดีที่อย่างน้อยได้จดจำว่าครั้งนึงเคยก้าวไป
แค่คนที่เชื่อในความฝัน จะเหน็ดจะเหนื่อยก็ยังต้องเดินต่อไป


แล้วคุณหละมีความเชื่อในความฝันบ้างไหมครับ?
SHARE
Writer
Ohm
Creative Designer
Normal is Boring, Be Outrageous! See more cool things here https://www.facebook.com/ohmjustsketch/

Comments