รสขมสุดท้าย
ผมเชื่ออยู่เสมอว่าการพบใครคนหนึ่งในจักรวาลนี้ ในแต่ละครั้งที่มันได้เวียนมาบรรจบพบนั้นมิได้เกิดขึ้นด้วยความบังเอิญ ด้วยว่าทุกสิ่งอย่างภายใต้จักรวาลอันไร้จุดจบได้ถูกลำดับจัดวางเอาไว้เป็นอย่างดี อาจโดยฝีพระหัตถ์ของพระผู้เป็นเจ้าที่มีอยู่จริง--หรือไม่นั้น อาจเพราะชะตากรรมที่พัดพา อาจเพราะแรงโน้มถ่วงที่ตาเราไม่มีวันจะมองเห็นได้ หรืออาจเพราะความมุ่งมั่นตั้งใจของใครคนหนึ่ง 


หญิงสาวในชุดดำ เธอคงจะนั่งอยู่ตรงมุมนั้นมานานแล้ว ซึ่งถ้าหากใช้การคาดเดาเป็นตัววัดก็อาจนับได้นานมากกว่าชั่วโมง 

 ความนิ่งสงบทางใบหน้าและท่าทีราบเรียบที่เคียงคู่อยู่กับแก้วบรั่นดี ดูจะเป็นจุดนำสายตาโดดเด่น และแยกเธอออกจากความครื้นเครงของผู้คนโดยรอบที่เอาแต่ง่วนคุยโวโอ้อวดความสุขรวมถึงเสียงหัวเราะของตน 

แต่ที่มากกว่าตามองเห็น ผมอาจจะกำลังเข้าใจไปเองก็ได้ว่า ความนิ่งสงบของหญิงสาวคนนั้นกำลังพุ่งตรงมาสู่ผมผู้นี้อย่างตรงไปตรงมา ผมที่กำลังนั่งดื่มอย่างหนัก และฟัง แบค ทู ดิ โอ เฮ้าส  ที่เป็นเหมือนดั่งบทสวดมากกว่าจะเป็นเพลงอยู่ตรงหน้าบาร์ โดยมีสาวบาร์เทนโดทรงโตเป็นเพื่อนคุยล้อบ้างในยามที่เธอว่างเว้นจากการชงเครื่องดื่ม

และพอกันทีกับความเข้าใจไปเองแต่เพียงผู้เดียว เพราะวินาทีนี้ หญิงสาวชุดดำที่แต่งกายมิดชิดด้วยเสื้อคอเต่าแขนยาวพร้อมกางเกงขาม้าพลิ้วไหว กำลังพาร่างอรชรสูงโปร่งแทรกผ่านแสงสีและฝูงชนที่ยังคงตะโกนเห่ากันดังขรมเสียยิ่งกว่าหมามุ่งหน้ามาสู่พื้นที่หน้าบาร์อันศักดิ์สิทธิ์ด้วยบทเพลงแห่งวง เดอะ สมิท ยังบรรเลงไม่จบ

ผมจ้องมองการมาถึงของเธออยู่อย่างนั้น จ้องมองใบหน้านิ่งสงบปนเศร้าที่ขับให้เธอดูงดงามราวพระแม่มารีมารดาแห่งพระเยซูเจ้า และนั่นอาจเป็นความปลอดภัยหนึ่งเดียวที่ผมกำลังค้นพบได้ภายในคลับแห่งนี้

“ดูเหมือนว่าคุณจะสนใจอะไรบางอย่างในตัวฉัน และถ้าหากไม่รังเกียจกันล่ะก็ ฉันอยากจะขอเลี้ยงปากท้องคุณในคืนนี้จะเป็นไปได้ไหมคะ”

“เป็นเกียรติมากครับ ผมยินดีที่จะได้ร่วมดื่มและสนทนากับคุณ”

“ถือเป็นเรื่องที่น่าพอใจ ที่สำคัญฉันชอบคนที่พูดง่ายคุยง่าย แต่บางทีคุณอาจต้องฟังข้อเสนอของฉันก่อน เพราะคงไม่มีอะไรที่คุณจะได้รับมันไปอย่างง่ายดายหรอกจริงมั้ยคะ”

“แน่นอนที่สุดครับ”


กับการที่เธอเข้ามาแสดงตัวอย่างตรงไปตรงมาต่อหน้าผม แถมยังพูดจาได้มีเสน่ห์น่าฟังเสียยิ่งกว่าบทสวดของวง เดอะ สมิท ทำให้ผมรู้สึกว่าตัวเองนึกชอบผู้หญิงคนนี้เข้าอย่างเต็มเปา และความใจง่ายที่อาจเกิดขึ้นได้ในทุกขณะนาทีก็ยิ่งตอกย้ำให้ผมรู้สึกและพูดได้อย่างมั่นใจในแบบที่ไม่ตะขิดตะขวงใจเลยสักนิดว่าผมชอบเธอ 

“ว่าแต่ คุณมีข้อเสนออะไรให้แก่ผมงั้นเหรอ”

“คุณจะต้องฟังในสิ่งที่ฉันต้องการจะพูด ย้ำ...ว่าคุณจะต้องฟังมันให้ได้ในทุกๆเรื่อง”

“แน่นอนว่ามันจะต้องน่าฟังถ้าหากคุณเป็นคนพูด” 

ผมยิ้มให้สาวชุดดำตรงหน้าอย่างจริงใจ พลางเหลือบมองบาร์เทนเดอร์สาวทรงโตที่ยิ้มแสยะให้แก่มิตรภาพครั้งใหม่ที่กำลังเริ่มต้น ดูเหมือนว่าเธอจะรู้หน้าที่ด้วยการปลีกตัวไปอ่อยลูกค้าชายคนอื่นแทน

“คุณอยากได้อะไรเพิ่มมั้ยคะ ฉันจะสั่งให้” เธอนั่งลงข้างผม ถามไถ่อย่างเป็นกันเอง

“ไว้ก่อนดีกว่าครับ ของผมยังไม่หมดดี” ผมยิ้มรับความใจดีของเธอ

“ออนเดอะร็อก” 

เธอยกนิ้วบอกบาร์เทนเดอร์หน้าบาร์อีกคน พลางหันมายิ้มให้ผม ผมยิ้มรับเธอแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรเพราะอยากทำให้ข้อเสนอของเธอเกิดความศักดิ์สิทธิ์ มันจึงกลายเป็นว่า เธอกับผมต่างเอาแต่จ้องหน้ากันและยิ้มให้แก่กันอยู่อย่างนั้น แต่นั่นถือได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่ดีสำหรับผม เพราะมันทำให้ผมสามารถพิจารณาใบหน้าสวยสงบของเธอได้อย่างครบถ้วน

“คืนสิ้นปีแบบนี้ทุกคนดูมีความสุขดีกันจังนะคะ”

“ครับ ถึงแม้ว่ามันจะทำให้เราปวดประสาทในบางครั้งเพราะเสียงหัวเราะของพวกเขา” ผมดื่มแล้วเหลือบมองเธอที่กำลังอมยิ้มไปกับคำพูดติดตลกของผม

“คุณมาที่นี่ค่อนข้างบ่อยนะคะ” เธอว่าต่อ แต่นั่นกลับทำให้ผมรู้สึกแปลกใจ

“คุณพูดเหมือนว่าเห็นผมเป็นประจำ”

“ก็อาจจะใช่” 

“แต่ทำไมผมถึงไม่เคยเห็นคุณ...” ผมรู้สึกแปลกใจ

“คุณอาจจะได้เห็นฉันในวันนี้เป็นวันแรก และอาจเป็นวันสุดท้าย”

“แต่ผมไม่คิดอย่างนั้นหรอกนะครับ ผมมีเซ้นท์ที่ดีอยู่เสมอว่าอาจจะได้เห็นคุณไปตลอดชีวิต”

ผมคิดว่าตัวเองค่อนข้างเป็นคนใจง่ายให้กับเรื่องแบบนี้ ทว่าในครั้งนี้มันค่อนข้างพิเศษมากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา และดูเหมือนว่ารอยยิ้มหวานของเธอผู้อยู่ชิดใกล้จะกำลังโขกสับความใจง่ายของผมอย่างไร้เยื่อใย แต่นั่นกลับทำให้ผมรู้สึกระทวยหัวใจและเริ่มเขินอายในความใจง่ายของตัวเองขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก 

“เคยมีใครต้องจบชีวิตลงเพราะตัวคุณเป็นต้นเหตุบ้างมั้ยคะ”

ผมรับฟังคำถามของเธอ พยายามกระพริบตาเพราะเกรงว่าตัวเองอาจเมาเกินไปจนได้ยินคำถามที่น่ากลัวนั้น ไม่น่าเชื่อว่าบทสนทนาระหว่างผมกับเธอจะเริ่มต้นด้วยคำถามอันสุดแสนจะแปลกประหลาดนี้

“เอ่อ... เกรงว่าเรื่องแบบนั้นไม่เคยเกิดขึ้นในชีวิตผมนะครับ มันคงไม่มีวันเกิดขึ้นได้หรอกน่า” 
 
“แต่มันเคยเกิดขึ้นกับฉัน” 

รอยยิ้มของเธอเลือนหายไป ใบหน้าแสนเศร้าแบบพระแม่มารีหวนคืน และนั่นยิ่งจะทำให้ผมรู้สึกเจื่อนไปพร้อมกันกับเธอ...

“คงจะเป็นเรื่องนี้ใช่มั้ยที่คุณอยากจะพูดให้ผมฟัง” ผมถามเธออย่างตรงไปตรงมา เธอพยักหน้ารับ “ข้อเสนอของคุณคงจะเป็นเรื่องที่ว่านี้ แต่ไม่เป็นไรนะครับ ผมจะรับฟังคุณด้วยความเต็มใจ”

“ขอบคุณที่คุณเข้าใจมันได้ง่ายดายแบบนี้”

“เชิญเลยครับ”

“ฉันก็ไม่ได้คิดหรอกว่าเขาจะฆ่าตัวตายเพราะฉัน” เธอเริ่มต้นพูดในสิ่งที่อยากพูด และผมพยายามทำตัวเป็นผู้รับฟังที่ดี

“มันอาจจะไม่ได้เป็นเพราะคุณก็ได้นะครับ ที่รู้ๆผมจะยังไม่ตัดสินเรื่องราวนี้จนกว่าคุณจะเล่าให้จบ”

“ฉันรู้สึกว่าฉันรักเขาจนหมดหัวใจ เขาเองก็ดูจะรักฉันมากเหมือนกัน เรามีแพลนที่จะแต่งงานกันในปีหน้าอยู่แล้ว แต่ดันมีเรื่องอัปยศเกิดขึ้นเสียก่อน”

“เกิดอะไรขึ้นเหรอครับ”

“ปฏิเสธไม่ได้ว่าเขาเป็นเพลล์บอยคนหนึ่ง ชอบทำให้ฉันหึงด้วยการชื่นชมสาวๆไปทั่ว มันเป็นสิ่งที่ฉันไม่ชอบแต่เขาก็ยังทำอยู่เสมอ ต่อหน้าอาจจะไม่เท่าไหร่ แต่ลับหลังก็อาจจะมากอยู่ ฉันไม่รู้หรอกนะว่าเขาจะเห็นว่าฉันเป็นคนโง่หรือเปล่าที่ยอมปิดหูปิดตาต่อเรื่องนี้ แต่สิ่งที่เขาทำลับหลังฉันกลับทำให้เขาดูโง่ยิ่งกว่า เขาคงไม่รู้จริงๆล่ะมังว่า ผู้หญิงทุกคนบนโลกใบนี้หูตาไวและมีเซ้นท์ต่อเรื่องพวกนี้มากแค่ไหน 

ฉันพยายามมองในแง่ดีว่านั่นเป็นสิทธิส่วนบุคคล เราอาจจะสามารถชื่นชมใครสักคนได้แม้นว่าจะมีใครอีกคนอยู่ข้างกาย และโดยเฉพาะฉันที่ยังคงเป็นคู่รักของเขาอยู่ แต่ในบางทีกับสิ่งที่ฉันไม่ชอบ  เขาเองก็ไม่ควรที่จะทำมันให้ฉันต้องรู้สึกร้อนใจไม่ใช่หรือ”

“ผู้ชายก็เป็นแบบนี้แหละครับ” ผมรู้สึกผิดที่ตัวเองเหมือนพยายามแก้ตัวให้แก่ผู้ชายทุกคนบนโลกใบนี้...

“บางทีผู้หญิงบางคนก็เป็นแบบนี้เหมือนกันนะคะ” 

ผมหัวเราะร่วนกลบเกลื่อนความชาที่เกิดขึ้นบนใบหน้าตัวเอง เพราะดูเหมือนว่าผู้ชายของเธอจะมีความละม้ายคล้ายผมอยู่มาก ส่วนเธอก็เอาแต่ยิ้มบางอย่างเยือกเย็นใส่ผม นั่นจะยิ่งทำให้ผมรู้สึกขนลุกเข้าไปใหญ่

“ฉันจับได้ว่าเขาคุยกับผู้หญิงอื่น เป็นผู้หญิงคนหนึ่งที่เขาชื่นชมอยู่เสมอ เป็นเพื่อนร่วมงานที่มีฝีไม้ลายมือดีไม่ใช่น้อย เธอคงจะเก่งเกินไปจนทำให้ผู้ชายของฉันหน้ามืดตามัว แล้วเธอเองก็ดูจะใจง่ายไม่น้อยที่ยอมนอนกับเขา”

“ผมว่าผมพอจะเข้าใจบ้างแล้วนะครับ”

“ฉันจับได้คาหนังคาเขาว่าพวกเขามีอะไรกัน รู้สึกโชคดีที่มันเกิดขึ้นก่อนหน้างานแต่งจะมาถึง  แต่ยังไงเสีย  ทุกอย่างก็ต้องพังลงอยู่ดี”

“แล้วหลังจากนั้นล่ะครับ” ผมรอคอยที่จะฟังเธอเล่าต่ออย่างตั้งใจ

“พอได้สติว่าตัวเองควรทำอะไร เขาก็ถีบหัวส่งผู้หญิงคนนั้น น่าแปลกที่เขาทำมันได้อย่างไม่ไยดี 
 
หลังจากนั้นเขากลับมาหาฉันแล้วขอโทษขอโพยยกใหญ่ ร้องห่มร้องไห้เหมือนคนบ้าประสาทเสีย เขาขอร้องให้ฉันยกโทษให้เขา ขอร้องให้เราเดินหน้าเตรียมงานแต่งงานของเราต่อไป ไม่น่าเชื่อว่าเพลล์บอยอย่างเขาจะตกอยู่ในสภาพทุเรศทุรังแบบนั้นไปได้ แล้วก็ไม่น่าเชื่อด้วยว่าฉันจะมีอิทธิพลต่อชีวิตเขาได้มากขนาดนี้”

“คุณตัดสินใจทำอะไรต่อจากนั้นครับ”

“ฉันไม่ทำอะไรทั้งนั้น  ไม่แม้แต่จะให้อภัยเขา” 

เธอจ้องหน้าผม จ้องเข้าไปในดวงตาของผม ทะลุทะลวงจนพานพบกับความรู้สึกเคร่งเครียดที่บีบรัดอยู่ภายในร่างผม  แล้วจู่ๆรอยยิ้มเยือกเย็นก็พลันปรากฏอีกครั้ง  หมายมุ่งบอกความต้องการอันแน่วแน่ของตัวเธอให้ผมได้รับรู้

“เขาดูรู้สึกผิดต่อเรื่องนี้มาก เอาแต่ตะโกนร้องบอกว่าเขารักฉันมากแค่ไหน เขาร้องห่มร้องไห้เหมือนอย่างที่ตัวเองเคยเป็น แน่นอนว่าตลอดชีวิตที่ผ่านมาเขามีเพียงแค่ฉัน เพียงแค่ฉันเท่านั้นที่รับรู้ว่าชีวิตของเขาโดดเดี่ยวมากแค่ไหน เพียงแค่ฉันเท่านั้นที่รับรู้ความเป็นไปของเขา และกว่าที่เขาจะมายืนอยู่ได้ในจุดนี้ จุดที่กลับมาเป็นผู้เป็นคนและสดใสร่าเริงอย่างคนปกติทั่วไป นั่นก็เป็นเพราะว่าฉันที่ช่วยเหลือปรับจิตใจเขามาโดยตลอด”

“เขาเป็นคนที่มีปัญหาทางด้านจิตใจนี่เอง...” 

“เขาเป็นอะไรที่ร้ายแรงมากกว่าที่คุณจะคาดคิดได้”

“ครับ...”

“แน่นอนว่าเมื่อฉันปฏิเสธเขาไปแบบนั้น การดำเนินชีวิตของเขาก็กลายเป็นเรื่องยากขึ้นมาทันที และแน่นอนว่าเขาอยู่ไม่ได้เมื่อไม่มีฉัน”

ผมรับเครื่องดื่มจากบาร์เทนเดอร์ กรอกมันเข้าปากรวดเดียวจนหมดเกลี้ยง รู้สึกตึงเครียดไปกับเรื่องราวของหญิงสาวตรงหน้า และรู้ดีว่าเรื่องที่กำลังดำเนินต่อไปจนใกล้ถึงจุดจบ บทสรุปของมันจะลงเอยเช่นไร

“หลังจากที่ฉันไม่ยอมพบหน้าเขาเลยตลอดหนึ่งเดือน ...เขาก็ฆ่าตัวตาย”

“พระเจ้า...”

“ไม่น่าเชื่อว่านอกจากบรั่นดีรสเยี่ยม เขาจะชอบดื่มลูกกระสุน...” น้ำเสียงเธอเลื่อยลอย

“ผมเสียใจด้วยครับ” น้ำเสียงผมแผ่วเบาบอกเธอ 

“เขาฆ่าตัวตายเพียงเพราะว่าฉันไม่ให้อภัยเขา”

ความเงียบงันเล่นงานผมเข้าให้อย่างจัง ได้แต่คิดอยู่ในใจซ้ำๆว่านี่มันโคตรจะหดหู่เป็นบ้า...

เธอจุ่มนิ้วลงในแก้วบรั่นดี ควานน้ำแข็งในแก้วเขี่ยไปมา ดวงตาก็จับจ้องอยู่ที่แก้วเหล้าไม่กระพริบ 

ผมรู้สึกได้ว่าดวงตาของเธอแข็งกร้าวหากแต่แฝงไปด้วยความรู้สึกผิดอย่างล้นเหลือ

“ผมไม่รู้จะพูดอย่างไรให้คุณรู้สึกดี แต่ผมเข้าใจความรู้สึกของคุณในตอนนี้ บางทีถ้าคุณหยุดโทษตัวเองสักครู่ บางทีถ้าคุณหยุดความรู้สึกผิดเอาไว้สักชั่วขณะ คุณอาจจะเข้าใจในความเป็นไปบางอย่าง”

“ทั้งที่ฉันเป็นส่วนหนึ่งของต้นเหตุในเรื่องราวนี้ ฉันควรที่จะต้องเข้าใจอะไรแบบไหนกันคะ” เธอหันมามองผมทั้งน้ำตา

“คุณอาจจะต้องให้เกียรติต่อการตัดสินใจกระทำการบางอย่างในครั้งนี้ของเขาครับ”

เธอหลับตาลง กระทั่งผมเห็นหยดน้ำตาไหลร่วงลงบนแก้มทั้งสองข้างของเธอ หยดน้ำตาที่เป็นประกายสะท้อนความเจ็บปวดรวดร้าว หยดน้ำตาที่ไม่แยแสเสียงหัวเราะรอบกายเรา หยดน้ำตาที่พระผู้เป็นเจ้าประทานให้แก่เราเพื่อยืนยันต่อการแตกสลายของชีวิต

“คุณคิดเหมือนฉันมั้ยว่าสิ่งที่เราไม่เคยได้จากการมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้นั่นก็คือการย้อนเวลา”

“ครับ...ผมคิดเหมือนคุณ”

“แต่ถ้าหากพระเจ้ามอบสิ่งนั้นให้แก่ฉันได้ ถ้าหากฉันย้อนเวลากลับไปได้... คุณอยากรู้มั้ยว่าฉันต้องการที่จะทำอะไรมากที่สุด”

“คุณต้องการที่จะทำอะไรงั้นเหรอครับ...
 

ฉันจะให้อภัยคนที่รักฉันด้วยหัวใจของฉัน 
 
.
.
.


“เจ๊โรสสสส!!!  มีผู้หญิงที่ไหนไม่รู้มานอนตายอยู่ในรถเก๋งสีดำที่มันจอดอยู่ตรงหน้าคลับ งามไส้ใหญ่แล้วววววว มีคนฆ่าตัวตายต้อนรับวันปีใหม่ที่คลับของเราแบบนี้!”

“อะไรนะ!  ใครที่ไหนมาตายที่คลับของกูกัน! แล้วนี่มึงแจ้งตำรวจหรือยังอีแป๋ว แล้วนี่มึงทิ้งงานตรงหน้าบาร์มาสาระแนอะไรตรงนี้ห๊ะ!”

“โอ้ยยยย! ใครมันจะงกทำงานอยู่ได้ล่ะเจ๊  วิ่งวุ่นกันไปหมดแล้วเนี่ย นี่พวกตำรวจเขาก็มาถึงกันแล้ว เห็นเขาว่าผู้หญิงคนนั้นเป่าลูกซองเข้าขมับตัวเอง  เลือดนี่กระจายเต็มกระจกหน้ารถสยองสุดๆ  สงสัยจะทะเลาะกับผู้ชายที่เดินออกมาจากบาร์ด้วยกัน  ก็ตามประสาผัวเมียผิดใจกันอ่ะเนอะ  เอ๊ะ...  หรือว่าไอ้ผู้ชายคนนั้นจะเป็นฆาตรกรวะเจ๊!”

“เดี๋ยวๆ เขาที่ว่านี่เขาไหนกันวะ  แล้วนี่มึงเชื่อขนาดเล่าเป็นตุเป็นตะแบบนั้นไปได้ยังไง  มึงคาบข่าวจากใครที่ไหนมาเล่าให้กูฟังมั่วๆรึป่าวเนี่ยอีแป๋ว  พูดมั่วไปเรื่อยเดี๋ยวก็ได้ฉิบหายกันหมดหรอก” 

“ก็...พวกคนที่มันยืนมุงดูนั่นแหละเจ๊! นี่ฉันก็ไปมุงดูอยู่ได้สักพักก็รีบกลับมารายงานเจ๊เนี่ย แต่ฉันว่าผู้หญิงคนที่ตายหน้าตามันคุ้นๆแหะ... เออ... แล้วนี่เจ๊ทำอะไรอยู่ข้างบนห้องเงียบเลยเนี่ย ไม่เห็นลงมาดูลูกค้าบ้างเลย”

“กูนอนกกอยู่กับเด็กของกูฉลองข้ามปีน่ะสิอีห่าถามได้!”

“แหม... ไม่ค่อยเลยนะเจ๊  ไปเลยเจ๊ รีบออกไปข้างนอกเดี๋ยวนี้เลย ตำรวจเขาอยากสอบปากคำเจ้าของคลับแหละ ฉันว่านะ งานเข้าเจ๊แล้วล่ะ  เดี๋ยวฉันขอเติมแป้งแป๊บแล้วจะตามออกไปนะ เผื่อได้ออกทีวีกับเขาบ้างอ่ะ  คิๆ” 

“โอ้ยยยย!! อีเหี้ย! นี่มันวันซวยอะไรของกูกันเนี้ย! ซวยรับปีใหม่จริงจริ๊งงง!!!!!”




สำหรับพื้นที่แห่งความทรงจำนี้  
รสขมสุดท้ายอาจนับได้ว่าเป็นงานเขียนชิ้นสุดท้าย  
ขอให้นักอ่านทุกท่านซึมซับมันด้วยความรู้สึกเปิดใจ  
และได้โปรดเข้าใจต่อความเป็นไปของเรื่องราวทั้งหมดที่ตัวผู้เขียนรังสรรค์ขึ้น
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสั้นเรื่องนี้  หรือไม่ว่าเรื่องไหนๆก็ตามตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา  


สุดท้ายนี้  
ขอให้ลมหายใจอันมีค่านำพาชีวิตให้ทอดไหลไปตามเส้นทางที่ทุกคนตัดสินใจเลือก  
นับถือในความปรารถนาดีที่มีให้กันมาเสมอ

...ขอขอบคุณ...  
  




 
SHARE
Writer
Chomsuk
N .POLARIS
เธอผู้เขียนความรู้สึกเป็นตัวอักษร

Comments

seedum
2 years ago
ชัดถ้อยชัดคำดีจัง
Reply
yellowsmileyface
2 years ago
โหววววววว ชอบอ่ะ ทำหนังสั้นม่ะ
Reply
Humanonearth
2 years ago
อ่านแล้วคิดภาพตามเลยค่ะ ขอบคุณนะคะ
Reply
Kulswy
2 years ago
เหมือนดูหนังดีๆเรื่องนึงเลย
Reply