มากระตุ้นตัวเองโค้งสุดท้ายเพื่อเขียนงานให้ได้จนจบกันเถอะ!

สวัสดีปีใหม่ค่ะ!

ออกตัวก่อนเลยว่าไม่ได้พูดถึงเรื่องพัฒนาทักษะการเขียน แต่เราจะมาเล่าถึงกิจกรรมที่ปรับสภาพร่างกายจิตใจให้กล้าเผชิญหน้ากับกระดาษเปล่า จับตัวเองให้นั่งลงและเขียนต่อสักทีค่ะ

พอดีว่างานเขียนเรื่องที่เราเขียนอยู่... ทำยังไงก็เขียนไม่จบเสียทีค่ะ รู้สึกผิดกับตัวเองมากเพราะมันช่างนานเหลือเกิน ไม่จบเสียที 

คิดว่าเพื่อนๆ ใน storylog น่าจะเขียนเรื่องสั้นเป็นส่วนใหญ่มั้ง ลักษณะการใช้เวลาต้องแตกต่างกันอยู่แล้ว 
ได้ยินคุณจิดานันทน์ให้สัมภาษณ์ว่าเรื่องสั้นบางเรื่องเธอใช้เวลาเขียน 3 สัปดาห์
ได้ยินเพื่อนเราบอกว่าเขียนนิยาย 200 หน้าเอสี่ ได้ภายใน 3 เดือน
อืม... เราแค่มนุษย์ฝึกหัดเริ่มเขียนค่ะ ดังนั้น เราทำงานช้ากว่านั้นไปมากๆ เลย

และพอมาถึงจุดหนึ่งที่ ...เกิน 1 ปีแล้วมันก็ยังไม่จบจ้า
เอิม... คือ... เราก็อยู่กับงานเขียนชิ้นนี้ตลอดเวลานะ แต่ก็ทำให้มันคืบหน้าแบบก้าวกระโดดไม่ได้ มีท้อมาเป็นพักๆ ล่ะค่ะ แต่ยังดื้ออยู่ ยังไม่ยอมเลิกเขียน

ดังนั้น เมื่อเวลามันผ่านมาปีกว่าแล้ว จนมาถึงโค้งสุดท้ายที่เห็นเส้นชัยอยู่แค่เขาลูกข้างหน้าแล้ว มันใกล้แล้ว อีกนิดนะ อีกนิดนึง
ช่วงสามเดือนที่ผ่านมา เราจึงขุดทุกวิธีมาอัพพลังให้ตัวเองค่ะ งัดมาทุกกลวิธีเรียกพลัง เรียกสติ เรียกปัญญา เรียกการกระตุ้นสารพัดอย่าง ไม่รู้เหมือนกันว่าจะได้ผลกับคนอื่นไหม และไม่แน่ใจด้วยว่ากับสายเรื่องสั้น มันจะช่วยรึเปล่า ใครลองแล้วได้ผลอย่างไรบ้าง มาเล่าสู่กันฟังได้นะคะ :-)

1.) หยุดอ่านทุกอย่าง 1 สัปดาห์
ถ้าเป็นคนที่ไม่ได้ชอบอ่านสักเท่าไร ข้อนี้คงฟังดูไม่ยากใช่มั้ยคะ?
แต่เปล่าจ้ะ... การหยุดอ่านที่เราหมายถึงไม่ได้ง่ายขนาดนั้น มันคือ "หยุดใช้สายตาเพื่อการอ่านผ่านสื่อทุกชนิด"
คุณจะอ่านหนังสือไม่ได้, อ่านฟีดใน facebook ไม่ได้, อ่านไลน์เพื่อนไม่ได้, เข้ามาอ่าน storylog ไม่ได้, อ่านงานที่ต้องทำส่งไม่ได้ (คนทำงานประจำลำบากแน่ค่ะ),  อ่านงานเขียนของตัวเองเพื่อทวน เพื่อ edit ก็ไม่ได้, หรือเวลาดูทีวีดู youtube ห้ามอ่านตัวหนังสือที่ปรากฎในหน้าจอเด็ดขาด!

เทคนิค "หยุดอ่าน 1 สัปดาห์" เราได้มาจากหนังสือ The Artist's Way ของคุณ Julia Cameron ค่ะ เหตุผลที่เธอแนะนำให้ทำอย่างนี้คือ "ต้องการให้เราปิดประสาทสัมผัสทางตา เพื่อกระตุ้นการใช้งานประสาทสัมผัสอื่นให้เปิดรับได้ดีขึ้น"

ไถหน้าจอมือถือเป็นเรื่องปกติ
หยิบหนังสือขึ้นมาอ่านทันทีเมื่อว่างนี่ก็เรื่องปกติ
...พอโดนสั่งให้ "หยุดอ่าน" เรานี่ช็อคไปเลยค่ะ ถึงขั้นไปต่อไม่เป็น

ในเมื่ออ่านฟีดในเฟซกับในไลน์ไม่ได้ อ่านหนังสือก็ไม่ได้ ดูข่าวก็ไม่ได้(เราชอบอ่านตัววิ่งข้างล่างของข่าวค่ะ -____-'') เราเลยต้องเอาเวลาไปทำอย่างอื่นค่ะ

อย่างอื่นที่เราทำแทนการอ่านทุกชนิดในสัปดาห์นั้น เช่น ทำความสะอาดบ้าน ล้างจาน รดน้ำต้นไม้ ขัดห้องน้ำ รีดผ้า ไปเดินเล่น จัดดอกไม้ ระบายสี ฟัง audio book ฟังเพลง

เมื่อเวลาไม่ถูกใช้ไปกับการอ่าน ปรากฎว่าเรามีเวลาใส่ใจกับอะไรเล็กๆ น้อยๆ รอบตัวมากขึ้นเยอะเลยค่ะ แค่รดน้ำต้นไม้ก็แฮปปี้มากๆ หรือกระทั่งเรานั่งรถออกไปซื้อดอกไม้มาจัดแจกันนี่ก็ทำหิมะตกเมืองไทยได้เลยล่ะ

ส่วนที่ประทับใจที่สุดคือ audio book & podcast ค่ะ
ปกติเราเป็นคนไม่ฟังพวกนี้เลย เพราะไม่ชอบฟังค่ะ เป็นพวกถนัดรับสารทางตามากกว่า ไม่ถนัดรับสารทางหู แต่พอโดนห้ามไม่ให้อ่าน มาฟังพวกนี้ก็รู้สึกได้ฝึกฝนทักษะใหม่ให้หูตัวเองดีค่ะ

อ่อ ระหว่างที่หยุดอ่าน เค้าไม่ได้ห้ามให้หยุดเขียนนะ ยังเขียนได้ แต่แค่ห้ามกลับไปอ่านทวนสิ่งที่เขียนน่ะค่ะ

พอครบ 7 วัน สิ่งที่เกิดขึ้นในวันที่ 8 เมื่อเรากลับมาอ่านได้ตามปกติ อิสรภาพที่ได้รับทำเราตัวเบาขึ้นมาเลยค่ะ เขียนได้ไหลลื่นสุดยอด!
คือเมื่อปิดตาไว้ ทำให้ต้องพยายามเอาตัวรอดในชีวิตประจำวันด้วยประสาทสัมผัสส่วนอื่น (หู-จมูก-ลิ้น-กาย-ใจ) เหมือนเราได้ให้ดวงตาไปพักร้อน พอพักร้อนเสร็จกลับมา ดวงตาก็เฟรชมากๆ พร้อมทำงานสุดๆ ผลคือ ทำให้ประสาทสัมผัสโดยรวมทั้งห้าทำงานดีขึ้นกว่าเก่าค่ะ 

พอตา-หู-จมูก-ลิ้น-กาย-ใจ ทำงานดีกว่าเดิม มันก็ส่งผลต่อคุณภาพงานเขียนทันทีค่ะ  คือพริ้วมาก ตัวเบา และรู้สึกอะเมซิ่งจริงๆ

2.) หัดทำอะไรใหม่ๆ ที่ไม่เคยทำ
คุณทำอะไรใหม่ๆ แบบที่ชีวิตนี้ไม่เคยทำ... ครั้งสุดท้าย เมื่อไหร่คะ?
เปล่า ไม่ได้ขอให้ไปทำอะไรยากขนาดเลี้ยงช้าง, ไต่น้ำตก, โดดร่ม, โดดบันจี้จัมป์หรอกค่ะ 
แค่ลองเลือกเดินเข้าร้านขายของที่ไม่เคยคิดจะเข้ามาก่อน, ลองไปเดินเล่นในย่านที่ไม่เคยสำรวจ, ลองทำอาหารเมนูที่ยังไม่เคยทำมาก่อน ฯลฯ ประมาณนี้ก็ใช้ได้แล้วค่ะ

ส่วนประสบการณ์ใหม่ที่เราไปลองมา คือ เล่นสเก็ตน้ำแข็งค่ะ
สิบปีก่อน เราเคยเหยียบลานสเก็ตน้ำแข็งครั้งนึง ไม่สนุกเลยค่ะ ล้มเจ็บด้วย ไถลไม่ได้ ไม่สนุกสักนิด อยากให้เวลามันหมดเร็วๆ จะได้กลับบ้านเสียที สุดท้ายเราก็ยืนเฉยๆ จนหมดเวลา

ส่วนคราวนี้ เราเดินตรงดิ่งเข้าไป 1 ครั้ง เล่นได้ 90 นาที มี security ของลานสเก็ตมาสอนวิธียืนและเดินแบบเบื้องต้นให้แค่ 3 นาที จากนั้นทีเหลือเราต้องลุยต่อเองแล้วค่ะ

บนลานที่เราไปเล่น อายุเฉลี่ยของคนที่นั่นไม่น่าเกิน 10 ขวบค่ะ ความสูงเฉลี่ยก็สูงเท่าต้นแขนเรา
พวกพ่อแม่ผู้ปกครองที่มาส่งลูกเล่นสเก็ตมองเราทำท่าพิลึกพิลั่นเดินตัวเกร็งเกาะขอบสนาม เดินตัวแข็ง ท่าทางประหลาดสุดๆ มีคนเข้ามาทักด้วยล่ะ
"ไหวไหมครับนั่น"
"ยากไหมน้อง?"
"เดินไวขึ้นกว่ารอบที่แล้วนะ"
พวกครูฝึกกับ security ก็มองเราด้วยท่าทีทำตัวไม่ถูก 
เราเองก็เดินรอบลานซะจนแขนเกร็งปวดแขนไปหมดเลยค่ะ แต่เราก็พยุงตัวเองเดินไปเรื่อยๆ อย่างนั้นจนครบเวลา ด้วยท่าเดินแขนเกาะขอบสนามไปแบบนั้นล่ะจนครบ 90 นาที

ประเด็นคือ เราแค่อยากลองเล่นสเก็ตน้ำแข็ง ตั้งใจแต่ต้นแล้วว่า เดินได้ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ขอแค่ไม่ล้ม (ล้มก้นกระแทกคงไม่ใช่ภาพน่าดูเท่าไร =____= ) ก็นั่นล่ะค่ะ เลยตั้งใจว่า เดินช้าๆ ก็ได้ แต่จะไม่ให้ตัวเองล้ม

พอครบเวลาเดินออกมานอกลาน ขาเราเบามากๆ เลยค่ะ! 
รู้สึกรักพื้นโลกขึ้นมากกว่าเดิมสักร้อยเท่า! 
ไม่เคยคิดมาก่อนกว่าการได้เดินบนพื้นโลกจะให้ความสุขขนาดนี้ 555 
วันนั้นเดินตัวเบากลับบ้านเลยค่ะ เยี่ยมจริงๆ

มีอะไรเกิดขึ้นใน 90 นาทีนั้นเหรอ?
90 นาทีนั้นผ่านไปไวมากค่ะ มันคือพลังจากการจดจ่อ(focus) เป็นการทำสมาธิวิธีหนึ่งล่ะนะ เราใช้สมาธิทั้งหมดลงไปจดจ่อที่ขา(เดินหน้า)กับต้นแขน(ทิ้งน้ำหนักตัว) ตลอด 90 นาทีนั้นเราจดจ่อแน่วแน่ไปกับการเดินเพื่อไม่ให้ตัวเองล้ม พอเรียกพลัง focus มาได้นานขนาดนี้ แน่นอนว่าเมื่อกลับมาเขียน สมาธิเราจัดว่าดีมากเลยค่ะ

ว่ากันจริงๆ แล้ว ถึงเราล้ม... มันก็ไม่เป็นไรหรอก
เพราะแค่หัดสเก็ตแป๊บเดียว เราก็เห็นนิสัยตัวเองแล้วว่าเป็นพวกขอช้าแต่ชัวร์ดีกว่า :-)
มันก็จะทำให้ใจดีกับตัวเองขึ้นมาได้อีกนิดนึง เพราะเข้าใจแล้วว่าที่ตัวเองเขียนได้ช้า มันก็เป็นลักษณะการประมวลของเราเอง ก็เท่านั้นเองล่ะค่ะ :-)

3.) อ่าน Quote สร้างแรงบันดาลใจ
เราอ่านตั้งแต่แบบซอฟท์ใส ใจดี ไปจนถึงสายโหดเลยค่ะ
เล่มนึงที่หยิบมาอ่านช่วงนั้นพอดีคือ "นักเขียนนวนิยายเป็นอาชีพ" ของฮารุกิ มูราคามิ ฝากพี่ไปซื้อที่กองดิดตอนเปิดตัวมาได้พอดีค่ะ เราชอบครึ่งเล่มแรกมาก ตอบโจทย์อารมณ์เราช่วงนั้นเลยล่ะ

มูราคามิว่าคนฉลาดจะไม่มาเขียนนิยาย
มูราคามิว่าในโลกนี้ มันก็มีคนบางประเภทที่ชอบใช้ตะเกียบคีบไม้ก้านเล็กๆ ต่อเป็นเรือในขวดแก้ว เขาว่านักเขียนนิยายก็เป็นคนประเภทนี้

หรือเล่ม It's Not a Long Long Time Ago ของ Jimmy Liao ก็ดีค่ะ ขออนุญาตแปะเป็นพารากาฟนะคะ

"การสงสัยตัวเอง(self doubt) เป็นเรื่องที่บั่นทอนสุขภาพมาก แต่ผมเชื่อว่านักสร้างสรรค์ผลงานจำนวนมากต่างใช้ชีวิตอยู่ในความกลุ้มกังวลเช่นนี้ด้วยกันทั้งนั้น เพราะมันเป็นเพียงวิธีเดียวที่จะพาเราก้าวเดินไปทีละก้าวอย่างปลอดโปร่งโล่งใจ 
ช่างเป็นกระบวนการสร้างงานที่ขัดแย้งในตัวเองเสียนี่กระไร 

ผมอิจฉาคนที่มีความเชื่อมั่นในตัวเองเต็มร้อย คนบางคนเป็นเช่นนั้นแต่กำเนิด คนบางคนเป็นเพราะได้สร้างสรรค์ผลงานที่น่าชื่นชมอย่างยิ่งออกมาจริงๆ ส่วนคนบางคน ก็อาจเป็นเพียงกบในกะลาครอบ

หลังจากยอดคลื่นผ่านไปแล้ว ผมหวังว่าสารพันผลงานที่ 'เปลือยกาย' ไปแล้วเหล่านี้ จะไม่น่าเกลียดจนเกินไป ไม่ถึงขั้นที่ทำให้ผมต้องสะดุ้งตื่นในยามดึก 
แต่เมื่อมองย้อนกลับ หากผู้สร้างผลงานไม่มีความกล้านำเสนอผลงานที่ยังไม่พร้อม เกรงว่าจะรอไม่ถึงวันที่ผลงานสุกงอมจริง"

ตัวเราเองก็ไม่ได้เป็นเผ่าพันธุ์ที่มีความมั่นใจในตัวเองมากมายนัก ดังนั้น พอได้อ่าน Quote นี้จาก Jimmy Liao ก็รู้สึกได้รับการปลอบโยนจากผู้ชายใจดีมากๆ คนหนึ่งค่ะ

แต่ Quote ที่ฮาร์ดคอร์สุดสำหรับเรานะ เป็น Quote ที่เจอโดยบังเอิญจาก The Book of Disquiet ของ Fernando Pessoa ค่ะ 

"ผมเริ่มเขียน เพราะผมไม่มีกำลังจะคิด
ผมเขียนจบได้ เพราะผมไม่กล้าพอจะล้มเลิก
หนังสือเล่มนี้คือความขลาดเขลาของผมเอง"

อ่านเจอ Quote นี้ปุ๊บเรากดสั่งซื้อหนังสือเล่มนี้เลยค่ะ 555

เราเขียน Quote นี้ของ Pessoa แปะติดโต๊ะไว้เลยค่ะ แบบว่าเงยหน้าจากกระดาษหน้าจอคอมเมื่อไร เจอข้อความนี้ปุ๊บก็จะก้มหน้าลงเขียนต่อทันที มันแรงกระแทกใจดีจริงๆ

4.) กลับไปเปิดดูกระดาษแผ่นแรกๆ ตอนเริ่มร่างงานเขียนชิ้นนี้
ไอเดียในการเขียนงานชิ้นนี้ของเราเริ่มตอนต้นเดือนกรกฎคม ปี 2559 ค่ะ
พูดชัดกว่านั้นเลยก็ได้ คือ ตอนนั้นอยู่ในร้านอาหารแนวครอบครัวย่านรามคำแหง กำลังดูข่าวเที่ยงทางโทรทัศน์ ผู้ประกาศกำลังประกาศข่าวผลประกอบการช่วงครึ่งปีแรกของธุรกิจร้านหนังสือสองเชนใหญ่ว่า ขาดทุนในหลักหลายร้อยล้าน ส่วนข่าวก่อนหน้านี้คือการทยอยปิดตัวของนิตยสาร มีข่าวนิตยสารปิดตัวแทบจะทุกสัปดาห์ในปีนั้น

พอกลับไปพลิกกระดาษ 2-3 หน้าแรกที่เขียน ร่าง วาดภาพเรื่องนี้ไว้ เทียบกับชิ้นงานเขียน ณ ปัจจุบันที่มีอยู่ (กรณีของเราคือ สมุดโน้ตตัวตั้งต้น กับต้นฉบับเวอร์ชั่นที่กำลังทำอยู่ไม่เสร็จเสียที  ระยะเวลาห่างกัน 1 ปีพอดิบพอดี) เนื้อหาบนหน้ากระดาษวันนั้นกับวันนี้ มันต่างกันมากค่ะ

ตัวละคนหลักเคยเป็นแบบนั้น แต่ตอนนี้เป็นแบบนี้
ตัวละครนั้นเคยทำอาชีพนั้นตอนนั้น แต่ทำอาชีพนี้ตอนนี้
คอนฟลิคในเรื่องมันคลี่คลายและชัดเจนกว่าตอนเริ่มมาตั้งมากมายขนาดไหน
และก็เห็นว่าระยะเวลาที่ผ่านมาไม่ได้สูญเปล่าเลย เราเห็นความพยายามของตัวเองนะ :-) 

5. ออกแบบภาพหน้าปก
เคยนั่งเขียนอยู่แล้วง่วงบ้างไหมคะ? เราเป็นบ่อยค่ะ ยิ่งตอนบ่ายที่กาแฟไม่ช่วยแล้ว (=_____=)
คือเคยอ่านเจอว่าพวกนักเขียนใหญ่ๆ มีประเภทยืนเขียน หรือแก้ผ้าเขียน หรือไปอาบน้ำวันละ 8 รอบ เพราะหัวแล่นดีเวลาอาบน้ำฝักบัว ...แต่ละคนก็อาศัยกิจกรรมต่างๆ กันไปเพื่อกระตุ้นสมองล่ะนะ
ของเราที่พึ่งลองก็เป็นเรื่องการ "ออกแบบหน้าปก" นี่ล่ะค่ะ
เพราะเห็นนักเขียนต่างประเทศที่พิมพ์งานออกขายเองเค้าให้น้ำหนักกับหน้าปกกันขนานใหญ่ มีอาชีพนักออกแบบปกหนังสือเป็นฟรีแลนซ์อยู่เต็มไปหมด เราเห็นเค้าสนุกสนานตื่นเต้นกับการเตรียมภาพปกของตัวเองก็อยากบ้างค่ะ แหะๆ

เนื่องจากเราวาดรูปไม่เป็น ก็คงต้องเป็นภาพถ่าย ทีนี้ก็ไปตามหารูปมาแล้วลองวางเลย์เอาท์คร่าวๆ ค่ะ เอาจนพอใจ
จะบอกว่าการตามหารูปนี่มันทำให้ "ตื่น" ดีจริงๆ ตาสว่างสนุกสนานมากมาย และยิ่งหาก็จะยิ่งเจอแต่รูปสวยขึ้นเรื่อยๆ คนเดี๋ยวนี้นอกจากจะร้องเพลงเพราะกันแล้ว ยังถ่ายภาพกันสวยจังเลยนะคะ

เอาเป็นว่า พอเราวางเลย์เอาท์หน้าปกแบบที่อยากได้อย่างคร่าวๆ แล้วก็ไปขอเพื่อนที่ทำกราฟฟิคเป็นว่า "ทำภาพปกให้เค้าหน่อยจิ นะ นะ" (พูดกับเพื่อนดีๆ นะคะ)
จากนั้น เราก็จะได้ภาพหน้าปกที่ดูดีมากมาค่ะ อยากแก้ไขอะไรก็ขอปรับนิดๆ หน่อยๆ ไป ถ้าเพื่อนใจดีและงานไม่รัดตัวเกินไป เค้าก็ทำให้นะ :-)

พอได้ภาพที่เสร็จแล้วมาปุ๊บก็เอามาเซ็ทเป็น Desktop Wallpaper เลยค่ะ
ทีนี้ ไม่ว่าจะเปิดเครื่องปิดเครื่องเมื่อไหร่เป็นเจอภาพหน้าปกของตัวเราเองตามหลอกหลอน มันเป็นแรงกระตุ้นที่ดีนะคะ คือ... เนียะ... อีกนิดเดียว อีกนิดนึงจริงๆ พยายามอีกนิดเดียวก็จะเสร็จ แล้วถ้าเสร็จนะ เธอจะใช้ปกนี้ขึ้นปกได้เลยนะ พยายามเข้า อีกนิดนึง ...เรารู้สึกอย่างนั้นทุกครั้งเวลาเห็นภาพปกของตัวเองค่ะ :-)

ปกงามๆ นี่เป็นแรงกระตุ้นชั้นยอดเลยค่ะ

6. กำหนดเดดไลน์
สำหรับคนที่เลยเดดไลน์มาหลายครั้งอย่างเราไม่มีหน้ามาบอกให้ "กำหนดเดดไลน์" เลยค่ะ ไอแอมโซซอรี่...
แต่ถึงอย่างนั้น เดดไลน์ก็สำคัญอยู่ดี!
เจ้าความกระวนกระวายยิ่งใกล้กำหนดส่งยิ่งบีบคั้น ทำให้ชั่วโมงการทำงานเรายาวขึ้น สติเอย สมาธิเอย ทุกอย่างมาจ่ออยู่ที่ปลายนิ้วปลายปากกา ทำให้เราทำงานได้นานขึ้น
และถึงเราจะเลยเดดไลน์มา 3 ครั้งแล้ว แต่สำหรับเดดไลน์ครั้งที่ 4 ของตัวเอง เราเสร็จก่อนกำหนดล่ะ (แฮ่กๆๆ เหนื่อยจ้ะ)

ต้องขอบคุณทุกคนใน storylog ทุกคอมเมนต์และกำลังใจที่ส่งมาให้นะคะ
เวลา 1 ปี 6 เดือน กระดาษเอสี่ 2 รีมครึ่ง กับสนุกโน้ต 14 เล่ม
เราเขียนงานเขียนชิ้นที่ 2 ในชีวิตเสร็จแล้ว!!! โห่ร้อง ดีใจน้ำตาจิไหล 555
เป็น novella เช่นเคยค่ะ(นิยายขนาดสั้น/เรื่องสั้นขนาดยาว)
ตอนนี้ส่งไปให้กลุ่ม Beta Reader เราอ่านกันแล้วค่ะ ก็...เริ่มจะได้คอมเมนต์กลับมาบ้างแล้ว (เจ๊คนนึงกระซิบมาเมื่อบ่ายนี้ว่า "อ่านไปได้หน่อยนึงแระ น่าสนใจดี แต่น่าจะต้องแก้หนักเลยล่ะ") 

ฟังคำเจ๊แล้วก็โล่งใจนะคะ 555
คือเรารู้แหล่ะว่าที่เขียนจบไม่ใช่ชิ้นงานเพอร์เฟค
และก็ไม่รู้เหมือนกันว่าหลังจากรวบรวมคอมเมนต์จากบรรดา Beta Reader แล้วตัวเองจะช็อคไปขนาดไหน แต่เอาเป็นว่าจะพยายามเข็นออกมาให้ได้อ่านกันแน่นอนค่ะ
(ฺBeta Reader คือก๊วนนักอ่านที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง ไม่ได้เป็นบ.ก.อะไรทั้งสิ้นค่ะ คอมเมนต์ที่ได้จะไม่ได้มาในเชิงโครงสร้าง คอมเมนต์เชิงโครงสร้างแบบนั้นต้องได้จากคนที่เป็นนักเขียนหรือบ.ก.ค่ะ)

สรุป
เราว่าจะเขียนจบหรือเขียนไม่จบมันก็ขึ้นอยู่กับความมุ่งมั่นของตัวเองล่ะนะ
งานเขียนนี่ช่างเป็นการต่อสู้กับตัวเองจริงๆ เพราะมันทั้งจับต้องไม่ได้ ไม่มีอะไรออกมาให้เห็นเป็นชิ้นเป็นอัน สุดท้าย ก็ต้อง "อยาก" ให้มากพอ ก็จะเขียนจบได้เองล่ะค่ะ

พอเขียนจบได้ ความรู้สึกที่ได้วางปากกาลง... รู้สึกโล่งสุดๆ ไปเลยล่ะค่ะ ตอนนั้นเวลาตี 3 แล้ว แต่เรายังรู้สึกตื่นมากๆ วินาทีนั้นมันคือรู้ตัวแล้วว่าการเดินทางอันยาวนานของเรากับเรื่องนี้เดินทางถึงที่หมายโดยปลอดภัยแล้ว :-)

ป.ล. ความโล่งนี้อยู่ไม่เกิน 24 ชั่วโมงจ้ะ เพราะเมื่อนอนหลับอิ่มดีแล้วก็จะพบว่ามีเรื่องที่ต้องทำหลังจากนี้อีกเต็มไปหมด งื้ออออ.... 
ป.ล. 2 ใครมีเทคนิค/กิจกรรมดีๆ อะไรไว้กระตุ้นตัวเองให้เขียนบ้างเหรอคะ? แนะนำได้นะคะ ถ้าไม่ยากเกินไปจะไปลองทำดูมั่งค่ะ 555

SHARE
Written in this book
what i've learned this year...
บันทึกข้อคิดจิปาถะที่เราค่อยๆ เรียนรู้ไปทีละนิด
Writer
nananatte
storyteller
nananatte (นานานัตเต) ...ทำอาหารไม่เก่ง ...ชอบแมว โดยเฉพาะแมวดำ ...เป็นนักเขียนนิยายแนว slice of life กึ่งโรแมนติก กึ่งชิลล์ เพราะชอบเรื่องราวของคนธรรมดาที่อาศัยอยู่ในเมืองเล็กๆ นิยายที่เขียนก็เลยมีแต่เรื่องราวของผู้คนเหล่านี้ ...ชอบเครื่องเขียน ชอบกาแฟดำ ชอบอ่านหนังสือ ชอบสวน ชอบเดินเล่นในวันอากาศดีๆ ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ ขอบคุณที่แวะมาทักทายค่ะ ผลงานนิยายของเราตอนนี้มี 2 เรื่อง คือ Say You Love Me และ ร้านหนังสือเที่ยงคืน ติดตามอ่านกันได้ที่ fictionlog นะคะ :-)

Comments

LaFloraRa
1 year ago
ขอบคุณมากนะคะ กำลังใจมาเต็มม! :)
Reply
nananatte
1 year ago
สู้เค้าาาาาา!!!!!
N-I-C-H-A
1 year ago
หยุดอ่านนี่แลดูจะทำยากจังค่ะ55555
Reply
nananatte
1 year ago
ตอนแรกก็คิดว่า 'หยุดอ่าน' คงไม่ยากเหมือนกันค่ะ นึกว่าแค่ตัด wireless กับแค่ไม่หยิบหนังสือ น่าจะพอไหว
โห... พอทำจริงนี่วันที่ 4 นี่ก็เริ่มจะอยู่ไม่สุขแล้วค่ะ
ต้องลองเองค่ะ ผลลัพธ์ที่ได้คือมันเฟรชทุกส่วนจริงๆ :-)
Shallot
1 year ago
น่าสนใจมากเลยค่ะการพักสายตาเนี่ย งานเขียนมันน่าหลงใหลและน่ากลัวพอๆกันเลยนะคะ ._. คนที่เขียนจบเค้าเก่งจัง
Reply
nananatte
1 year ago
การพักสายตาไป 1 สัปดาห์นี่เฟรชไม่น่าเชื่อเลยค่ะ แต่หาจังหวะเหมาะๆ ทำยากเหมือนกัน ก็ตัวหนังสือในชีวิตประจำวันมีเยอะมากเลยค่ะ