I can’t live with loneliness. (ผมไม่อาจอยู่ได้ด้วยความโดดเดี่ยว)
ลองจินตนาการว่าคุณกำลังอยู่ระหว่างใจกลางผู้คนนับร้อยที่เดินสวนไปมา เพื่อนนับพันในงานปาร์ตี้ ทุกคนล้วนต่างทำธุระของตนเอง เสียงพูดคุยดังเซ็งแซ่ บรรยากาศสนุกสนาน คุณเดินเข้าไปทำความรู้จักผู้คนบ้าง แต่สุดท้ายแล้วคุณก็ยังรู้สึกโดดเดี่ยวอยู่ดี ไม่ใช่เพราะเพื่อนสนิทของคุณมาร่วมงานไม่ได้ แต่เป็นเพราะคุณรู้สึกว่าที่นี่ไม่ใช่ที่ของคุณ

นาฬิกาตีบอกเวลาสามโมงครึ่ง ผมนั่งอยู่ในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง เฝ้ามองดูผู้คนมาจับจ่ายใช้สอย ทำกิจกรรมต่างๆ อย่างสนุกสนาน พวกเขามีสีหน้าแตกต่างออกไป บ้างก็หัวเราะหยอกเย้า บ้างก็เคร่งเครียดจริงจัง หัวข้อบทสนทนานั้นยิบย่อยออกไป

ผมนั่งมองผู้คนผ่านไปมาได้ราวสองชั่วโมงแล้ว อันที่จริงนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมทำแบบนี้ และคิดว่าคงไม่ใช่ครั้งสุดท้ายด้วยเช่นกัน

หากคุณอยากถามว่าผมว่างนักเหรอ คำตอบคือใช่และไม่ใช่ในเวลาเดียวกัน ความจริงผมก็เหมือนกับมนุษย์ทั่วไป มีงานต้องทำ มีภาระต้องรับผิดชอบ แต่ก็ต้องการช่วงเวลาพักผ่อนเหมือนทุกคน

ผมจำไม่ได้แล้วว่ามันเริ่มตั้งแต่เมื่อไหร่ที่มักมาเฝ้ามองความเป็นไปของผู้คนแบบนี้ เสียงมากมายผ่านรอบตัวผม แต่แปลกเหลือเกิน ผมกลับรู้สึกเดียวดายอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

การใช้ชีวิตเพียงลำพังเป็นเรื่องปกติสำหรับผม ผมกินข้าวคนเดียวมาหลายปีแล้ว ผมดูหนังคนเดียว เล่นเกมคนเดียว หากิจกรรมต่างๆ ทำเพียงคนเดียวจนเป็นเรื่องปกติ แต่สิ่งเหล่านั้นไม่ได้ทำให้ผมโดดเดี่ยวถึงเพียงนี้ อาจมีชั่วโมงยามที่เหงาบ้างเวลาเห็นคู่รักเดินด้วยกัน หรือเห็นพ่อแม่ลูกเล่นกันอย่างสนุกสนาน แต่นั่นเป็นเพียงความเหงาชั่วคราว ไม่ใช่ความโดดเดี่ยวอ้างว้างที่เป็นหลุมดำแบบนี้

คุณอาจคิดว่าเพราะผมใช้ชีวิตอยู่ตัวคนเดียวมากไปจึงทำให้รู้สึกแบบนี้ ในความจริงแล้วผมยังปฏิสัมพันธ์กับผู้คนเสมอ ผมยังกลับไปหาพ่อแม่ที่บ้านเพื่อกินข้าวและพูดคุย ผมยังออกไปสังสรรค์กับเพื่อนสนิทเป็นครั้งคราว ปรับทุกข์สุขกับคนที่เข้าใจ ทำกิจกรรม เข้าเวิร์คชอปเพื่อลองสิ่งใหม่ๆ ให้ตัวเอง แต่ความโดเดี่ยวไม่เคยหายไป

ผมพยายามคิดหาสาเหตุว่าทำไม ความรู้สึกเหล่านี้จึงไม่หลุดพ้น มันเกิดขึ้นบ่อยครั้งและทวีคูณมากขึ้นเมื่ออยู่ใจกลางผู้คน มันเป็นความว่างเปล่าที่ไม่อาจหาคำตอบได้

ผมไม่ได้มีปัญหากับครอบครัว ไม่ได้มีปัญหากับแฟน (ถึงเราจะเลิกกันแล้วก็ตาม) ผมแค่รู้สึกว่าไม่มีที่ไหนท่ี่เรียกว่าที่ของผมได้เลย

Somewhere I belong เป็นเพลงชื่อดังของวงร็อกระดับตำนานอย่าง Linkin Park และมันก็เป็นวลีที่บรรยายความรู้สึกผมได้ดี ผมรู้สึกเหมือนตนเองวิ่งตามหาอะไรสักอย่างที่ไม่มีตัวตน พยายามออกไปค้นหาสิ่งใหม่ๆ เสมอ วิ่งไปรอบโลกเพื่อตามหาสิ่งที่ขาดหาย แต่กลับไม่มีที่ไหนที่ให้เรียกว่าบ้าน (ผมหมายถึงบ้านของใจที่ผมจะพักพิงได้ในยามเหนื่อยล้า ที่ๆ จะไม่ถูกความคาดหวังผู้คนกดทับ)

รัสเซีย จีน มาเลซีย อังกฤษ อิตาลี นิวซีแลนด์ เยอรมนี ลัตเวีย ลิทัวเนีย ฟินแลนด์ โปแลนด์ เดนมาร์ก ผมไปมาหมดแล้ว และได้ประสบการณ์มากมาย แต่มันไม่อาจตอบคำถามได้เลยว่าความหมายของชีวิตคืออะไร มันไม่อาจตอบได้เลยว่าผมต้องไปที่ไหนเล่าถึงจะคำตอบที่เฝ้าถาม มันไม่อาจเปลี่ยนความว่างเปล่า อ้างว้างภายในใจได้เลย

ผมรู้มีใครหลายคนชอบเวลายามค่ำคืน ช่วงเวลาที่เงียบสงบ ไม่มีเสียงรบกวนของใครให้รำคาญหู ช่วงเวลาที่เราได้พูดคุยอย่างตรงไปตรงมากับตัวเอง ช่วงเวลาที่เราไม่ต้องใส่หน้ากากเข้าหาใคร ช่วงเวลาที่เราสามารถนอนมองเพดานได้หน้าโง่ๆ โดยไม่มีความคาดหวังใครกดทับ ช่วงเวลาที่เราจะกรีดร้องถึงความเจ็บปวดยังไงก็ได้

มนุษย์เป็นสัตว์สังคม ข้อนั้นเราทุกคนรู้ดี และมนุษย์ก็ยังเป็นสัตว์ที่มีความซับซ้อนทั้งทางกายภาพและความรู้สึกนึกคิด เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีความย้อนแย้งภายในตัว เป็นสิ่งมีชีวิตที่หลงเชื่อว่าอยู่สูงสุดในบรรดาสิ่งมีชีวิตต่างๆ

หากพระเจ้าสร้างมนุษย์ขึ้นมา ผมคิดว่าท่านคงลงโทษเราด้วยการสร้างพวกเราให้มีความรู้สึก ให้พวกเราเรียนรู้ความทุกข์ตรม ให้พวกเราเกิดความสงสัยที่ไม่อาจหาคำตอบได้ ให้ความสุขแก่เรา และไม่นานท่านก็พรากสิ่งนั้นจากไป

หรือท้ายที่สุดแล้ว ชีวิตคือการเรียนรู้การก้าวข้ามผ่านความรู้สึกเหล่านั้น เรียนรู้ที่จะอยู่กับมัน นั่นเป็นสิ่งที่ท่านต้องการรึเปล่า ผมไม่อาจตอบคำถามนี้ได้เลย...
SHARE
Writer
Janiva
No one
A girl who loves writing, emotional, sold my soul to devil, love sadness, disappointed daughter.

Comments

MarinMarla
3 years ago
ชอบมากค่ะ เป็นบทความที่ดีจริงๆ
Reply