Tell Me Why: A Sunshine Closet
1.
สติกเกอร์พระอาทิตย์บนตู้เสื้อผ้าของลูกชายผมมันสื่อความหมายได้หลายอย่าง
สำหรับภรรยาของผม เธอบอกว่ามันเปรียบเสมือนความสุกสว่างในชีวิต หมายถึงชีวิตที่จะมีแต่ความสดใส
แต่สำหรับผม ผมกลับมองว่ามันคือความร้อนแรง ความเด็ดเดี่ยว และความแข็งแกร่งในตัวลูกชายของผม
ผมกับภรรยาจึงตั้งชื่อเล่นให้ลูกชายของเราว่า ซัน
ซัน ในภาษาอังกฤษเป็นคำพ้องเสียง ความหมายหนึ่งอาจจะแปลว่าพระอาทิตย์ แต่ในอีกความหมายมันก็แปลได้ว่า ลูกชาย
แต่ผมคิดว่าเขาคงชอบความหมายแรกมากกว่า
เพราะผมรู้ดีว่าลูกชายของผมไม่ใช่ผู้ชายแท้ ๆ
ลูกชายของผมเป็นเกย์
ผมไม่เคยมั่นใจถึงเรื่องนี้เลย จนกระทั่งหนึ่งวันก่อนที่ผมจะเสียภรรยสของผมไป เธอเองที่เป็นคนหันมาบอกกับผมเองว่าลูกชายของเราสองคนอาจจะกำลังแอบคบใครบางคนอยู่ และคนที่คบด้วยไม่ใช่ผู้หญิง แต่เป็นผู้ชาย
ครั้งแรกที่ได้ยิน ผมแทบจะไม่เชื่อประโยคของเธอเลยสักนิดเดียว แต่พอผมลองนึกถึงเรื่องสันนั้นอีกที บางทีสิ่งที่ภรรยาผมพูดอาจจะเหมือนลางบอกเหตุให้ผมรับรู้อะไรสักอย่าง เพราะวันถัดมา อยู่ ๆ เธอก็จากไปโดยไม่มีสัญญาณบอกเหตุล่วงหน้าอะไรเลยสักอย่าง
เธออาจจะกำลังบอกให้ผมรู้ว่า เธอคงดูแลลูกชายของเราต่อไปไม่ได้แล้ว และกำลังบอกให้ผมเตรียมใจเป็นคนที่ดูแลเขาแทนเธอ
ผมไม่ได้มีปัญหาอะไรกับกะเทยหรือเกย์ แต่ผมแค่ไม่เข้าใจว่าทำไมโลกสมัยนี้ถึงมีเพศเหล่านี้มากขึ้นอย่างผิดปกติ มันเป็นความผิดพลาดทางโครโมโซม เป็นเชื่อไวรัสที่ติดต่อกันผ่านทางอากาศ เป็นพันธุกรรม เป็นเพราะบุญบาปในชาติที่แล้ว หรือความจริงมันเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นมาตลอด เพียงแต่มันไม่ได้ถูกเปิดเผยเหมือนในปัจจุบันกันแน่
ซันไม่เคยบอกผมให้ผมรู้ถึงเรื่องสิ่งที่เขาเป็น และผมรู้ว่าเขาคงกลัวว่าเขาจะทำให้ผมเสียใจ
แต่เขาไม่รู้หรอกว่า ผมเสียใจกับเรื่องนี้ไปนานแล้ว
ผมเคยลองแกล้งถามถึงเรื่องแฟน เรื่องเพื่อน แต่เขาก็มักจะเลี่ยง ๆ ทำเป็นไม่ตอบ หรือแกล้งทำเป็นเปลี่ยนเรื่องอยู่เสมอ ซึ่งนั่นก็ยิ่งตอกย้ำให้ผมมั่นใจในสิ่งที่เขาเป็นไปอีก
ผมไม่อยากให้เขาเป็นแบบนี้ เพราะผมเสียดายอนาคต คนรอบข้างจะมองเขายังไงในฐานะเพศที่สาม ไหนจะคำพูดจากคนข้างบ้านที่คอยแซ็ว คอนพูดถึงราวกับเป็นเรื่องแปลก ไหนจะเสียโอกาสในการทำงานหลาย ๆ อย่างไปโดยไม่รู้ตัว
แล้วความรักแบบนี้มันยั่งยืนเสียที่ไหน เขาจะโตไปมีครอบครัวได้อย่างไร ไหนจะเรื่องโรคอีก เรื่องอะไรต่อมิอะไรอีก
ผมเคยลองค้นหาดูหลายต่อหลายครั้งว่า พอจะมีทางใดที่รักษาลูกชายของผมให้กลับมาเป็นผู้ชายปกติที่ชอบผู้หญิงได้หรือไม่ ผมลองหาข้อมูลทั้งทางวิทยาศาสตร์และไสยศาสตร์เพื่อช่วยลูกชายผม จนผมรู้สึกได้เลยว่า สิ่งที่ผมกำลังทำอยู่ ผมไม่เคยได้ทำเพราะอยากจะช่วยลูกชายผมเลยแม้แต่น้อย
ผมทำเพราะไม่อยากให้ตัวเองรู้สึกแย่ต่างหาก
ทุกครั้งที่ลูกชายของผมกลับบ้าน เขาแทบจะไม่อยากสบตาผม ตั้งแต่ภรรยาผมเสียไป ผมกับเขาก็เริ่มคุยกันน้อยลง จนแมบจะไม่ได้คุยกันเลย
ผมรูเสึกผิดที่มัวแต่คิดถึงความรู้สึกตัวเองมากเกินไป จนทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างผมและเขาห่างเหิน ผมรู้ดีว่าผมควรทำให้ลูกของผมมีความสุข คอยเป็นคนที่อยู่ข้าง ๆ ให้คำปรึกษากับเขาทุกอย่างให้มากเท่าที่จะทำได้
แต่ในวันที่คนเราเริ่มจะทำใจได้ โลกก็มักจะเล่นตลกกับเราอยู่เสมอ
วันหนึ่ง มีใครบางคนส่งข้อความวีดีโอมาหาผม
มันเป็นคลิปของลูกชายผมเอง
เขาที่กำลังมีอะไรกับเด็กผู้ชายอีกคน

2.
เขาหลบสายทันทีที่วีดีโอนั้นถูกเปิดขึ้น แม้เขาจะพยายามหลบตา แต่น้ำตาก็ยังคงไหลหยดลงมาให้ผมเห็นอยู่
ผมกำหมัดแน่น ในใจของผมมันทั้งปั่นป่วนและสับสน ไม่รู้ว่าผมควรจะโกรธ เป็นห่วง ไม่พอใจ สงสาร หรืออะไรกันแน่ เพราะสิ่งที่ผมคาดหวังอย่างเดียวสำหรับเรื่องนี้คือการให้เขามาบอกผมตรง ๆ กับสิ่งที่เขาเป็น ไม่ใช่ให้ผมได้รับข้อความจากใครก็ไม่รู้ และเป็นข้อความที่ทำลายความรู้สึกเชื่อใจในตัวเขาไปจนหมด
มันเป็นช่วงเวลาเดียวที่เราทั้งคู่ต่างเงียบกันไป เขาทำได้เพียงแต่พูดขอโทษเบา ๆ ในขณะที่ผมได้แต่มองเขาด้วยความอึดอัด
ผมทรุดตัวนั่งลงที่เก้าอี้ตัวใกล้ ๆ มองเขาที่ยังคงยืนอยู่ตรงหน้าผม ไม่ขยับไปไหน เราทั้งสองยังเงียบกันไปสักพัก
“คนนั้นมันเป็นใคร ?” ผมเป็นคนเริ่มบทสนทนาก่อน เขาเช็ดน้ำตาแล้วเหล่มองผมเล็กน้อย
“เพื่อน”
“เพื่อนที่ไหน ?”
“ก็เพื่อนอะ..” เขาตอบห้วน ๆ “..เพื่อนที่โรงเรียน”
ผมมองเขา สภาพของเขาตอนนี้ย่ำแย่มาก ผมมั่นใจว่าเขาคงรู้สึกไปแล้วว่าโลกทั้งใบของเขากำลังพังทลาย ผมมองเขาแล้วก็ถามตัวเองว่า เวลานี้หรือเปล่าที่เขาควรจะได้กำลังใจจากใครสักคน ใครที่เขาสามารถจะคุยได้ ใครที่พร้อมจะรับฟังปัญหาและสิ่งที่แบกรับไว้ในใจของเขา
ผมชันตัวขึ้นจากเก้าอี้ เดินตรงไปหาเขา ก่อนจะเอาแขนทั้งสองข้างโอบกอดเขาไว้ ปล่อยให้เขาร้องไห้ออกมารดบ่าผม
“ไม่เอาน่าซัน..” ผมพูดเบา ๆ ข้างหูเขา “..เป็นผู้ชายต้องเข้มแข็งสิ”
“ผมขอโทษ..” เขาพูดพลางอ้าแขนแล้วกอดผมแน่น ผมลูบหัวเขากลับเบา ๆ
เราต่างคนต่างกอดต่างปลอบกันอยู่สักพัก ก่อนที่ผมจะผลักตัวเขาออกแล้วจ้องหน้าเขาตาเขม็ง
“พรุ่งนี้พาพ่อไปรู้จักหน่อย”

3.
ผมนั่งรออยู่ในร้านอาหาร ระหว่างนั้นก็เข้ามาพร้อมเด็กชายอีกคนหนึ่งในวัยใกล้เคียงกัน ซันพาเด็กคนนั้นเดินตรงมาหาผม เขายกมือไหว้ผมอย่างหวั่น
“พ่อ นี่นาย..” เขาพูด “..เพื่อนผม”
เขานั่งลงตรงข้ามผม พยายามหลบตา ผมจ้องหน้าเขาแล้วเริ่มยิงคำถาม
“เรียนโรงเรียนเดียวกันเหรอ ?”
“อะ.. อ๋อ ครับ เป็นเพื่อนร่วมห้องน่ะครับ” เขาตอบอึกอักเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มเล็ก ๆ ให้ผม ในขณะที่ผมยังคงสีหน้าเคร่งขรึมเอาไว้
“แล้วไปมีอะไรกันตอนไหน ?” ผมจี้เข้าประเด็นอย่างรวดเร็วจนทั้งสองคนตกใจ ซันพยายามบ่ายเบี่ยงให้ผมเปลี่ยนคำถามก่อน ผมยักไหล่เบา ๆ อย่างไม่สนใจ “ว่าไง”
“ตอนเข้าค่ายครับ”
“ได้ป้องกันไหม ?”
“พ่อ..” ซันส่งเสียงเบาเหมือนให้ผมหยุดถาม ผมจึงห้นไปจ้องตาซันเขม็ง
“กับเรื่องนี้ก็ยังคิดจะปิดบังพ่ออีกหรือไง ?”
ซันได้ยินดังนั้นก็เงียบไป นายเอื้อมมือไปกุมมือลูกชายผมไว้แล้วตอบคำถาม
“ป้องกันครับ ผมมีพกติดไว้ในกระเป๋าสตางค์ตลอดเวลา”
“ต้องพกตลอดด้วยเหรอ ?” ผมนัยน์ตาเบิกโพลง “นี่กะจะมีอะไรกันจนไม่ทำมาหากินเลยหรือไง ?”
ซันกำลังจะอ้าปากห้ามผม แต่ผมชี้หน้าเขาห้ามเอาไว้ก่อน
“แล้วทำไมต้องถ่ายวีดีโอไว้ ?”
ทั้งสองคนหันมามองหน้ากันแล้วเงียบไปสักพัก ก่อนที่นายจะหันมาตอบคำถามนั้น
“มันเป็นความผิดของผมเองครับ..” เขาตอบ “..ตอนนั้นเรามีความสุขมาก ผมเลยคิดว่าเราน่าจะอัดวีดัโอไว้ แต่ก็ไม่คิดว่ามันจะหลุดออกไปแบบนี้..”
“รู้ว่าผิดก็ดีแล้ว ทีหลังจะได้ไม่ทำผิดอีก”
ทั้งสองคนยกมือขึ้นไหว้ขอโทษผม
“แล้วพ่อแม่เรารู้เรื่องนี้หรือยัง ?” ผมถามต่อ นายมองซันและผมสลับไปมา ก่อนจะส่ายหน้าแทนคำตอบ
“ผมว่าพวกเขาก็ไม่รู้ซ้ำว่าผม.. เป็นเกย์”
ผมมองหน้าเขาสลับกับซัน ทั้งสองคนต่างก็ตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน และผมก็มั่นใจมากว่าพ่อแม่ของนายต้องรู้สึกไม่ต่างกับที่ผมเป็น ซันอาจจะแค่โชคดีกว่าหน่อยที่มีผมที่ค่อนข้างจะทำใจเรื่องนี้ไว้ได้ประมาณหนึ่งแล้ว
“ถ้าจะคบกับซัน ไปบอกพ่อแม่ซะ” ผมพูด ซันและนายเงยหน้ามามองผมอย่างแปลกใจ ผมจึงอธิบายต่อ “ถ้าคิดอยากจะคบกัน ฉันก็อยากจะให้มันอยู่ในสายตาของผู้ใหญ่ อย่างน้อยก็จะได้รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างกับลูกตอนที่เขาไม่เห็น เขาจะได้ไม่ต้องเป็นห่วง”
“พ่อ” ซันขัด “ผมโตแล้วนะ”
“ก็เพราะโตแล้วนี่ไงถึงได้อยากให้บอก” ผมเถียงกลับ “จะแอบคบกันลับ ๆ แบบนี้ไปถึงเมื่อไหร่ สุดท้ายถ้าวันหนึ่งเขารู้ความจริงจากปากคนอื่น ถึงวันนั้นพวกแกนี่แหละที่จะต้องเสียใจ”
ทั้งสองคนมองหน้ากันเล็กน้อย
“ยังไม่ใช่ตอนนี้ได้ไหมครับ ?” นายกระซิบถาม “ผมยังเตรียมใจรับกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นไม่ได้”
ผมยักไหล่
“จะบอกตอนไหนก็ได้ แต่ตราบใดที่ยังไม่บอก ไม่อนุญาตให้คบกัน เข้าใจนะ ?”
ทั้งสองคนมองหน้ากันเล็กน้อย ถอนหายใจออกเบา ๆ แล้วหันมาพยักหน้าให้ผม ผมมองทั้งสองคนแล้วยิ้มให้พวกเขาบาง ๆ
“ฟังพ่อนะ..” ผมเริ่มพูด “..ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ไม่ว่าพ่อแม่ของนายจะรับได้หรือไม่ พ่อรับได้..”
ผมหันไปมองซันแล้วลูบผมของเขาอย่างแผ่วเบา
“พ่อมีลูกชายคนเดียว เลี้ยงดูเขามาอย่างทะนุถนอมตั้งแต่เล็กจนโตเป็นหนุ่มแล้ว ถึงตอนนี้แม่จะไม่อยู่แล้ว เหลือเราแค่สองคน แต่พ่อก็พยายามจะทำหน้าที่ของแม่ทดแทนส่วนที่เขาขาดให้ดีที่สุด..” ผมพูดพลางยิ้มให้เขาอย่างเป็นมิตร “..พ่อเคยโกรธ เคยโทษตัวเองที่ทำให้ลูกเป็นแบบนี้ แต่ในที่สุดพ่อก็รู้ว่ามันไม่ใช่ความผิดของพ่อ มันไม่ใช่ความผิดของลูก มันไม่ใช่ความผิดของใครเลย”
ซันเอื้อมมือมาคว้ามือของผมแล้วกุมเอาไว้
“พ่อรักลูกนะ อยากเห็นลูกมีความสุข อยากเห็นลูกมีอนาคตที่ดี..” ผมพูดต่อ “..แต่ความสุขที่ลูกมีก็ควรต้องเป็นสิ่งที่ลูกต้องการด้วย และถ้านี่มันคือความสุขของลูก พ่อก็พร้อมที่จะอยู่ข้าง ๆ ในความสุขนั้น แต่ลูกสัญญาว่าตั้งแต่นี้เป็นต้นไป เราจะไม่มีความลับต่อกันอีก ไม่ว่าเรื้องไหนก็ตาม พบกันคนละครึ่งทางแบบนี้ โอเคไหม ?”
ซันพยักหน้ารับ น้ำตาคลอเบ้าตาเล็กน้อย
“ผมสัญญาครับพ่อ”
“สัญญาแล้วทำให้ได้ด้วยนะ”
สิ้นประโยคผม ซันก็โผตัวเข้ากอด ผมมองหน้านายที่มีสีหน้ากังวล ก่อนจะลูบหัวเขาเบา ๆ อย่างเอ็นดู

4.
ผมยืนจ้องตู้เสื้อผ้าของซันอยู่นานสองนาน ก่อนจะตัดสินใจเปิดออกเพื่อเอาเสื้อผ้าที่ซักเรียบร้อยใส่เข้าไป
ในตู้เสื้อผ้าของเขา ผมพบหนังสือตั้งหนึ่งที่ถูกซ่อนอยู่ในกองผ้าที่ถูกพับไว้ จากปกหนังสือ ผมรู้ทันทีว่ามันเป็นนิยายแนวชายรักชาย แม้ว่าจะไม่ได้เปิดอ่านเนื้อหาข้างในเลยแม้แต่น้อยก็ตาม ผมมองหนังสือกองนั้นแล้วส่ายหัวเบา ๆ
ผมว่ามันคงถึงเวลาที่จะเอามันออกมาจากตู้เสื้อผ้าแล้ว เพราะตั้งแต่นี้เป็นต้นไป เขาไม่จำเป็นต้องปิดบังผมเรื่องคนที่เขาชอบอีกต่อไป
ผมว่านี่อาจจะเป็นสิ่งที่ภรรยาของผมต้องการก่อนที่เธอจะจากไปก็ได้ การที่ให้ผมดูแลเขา เข้าใจเขา และให้อภัยเขาในสิ่งที่ผมพอจะคาดเดาได้
ข้อความหนึ่งถูกส่งมาที่โทรศัพท์ของผม ผมเปิดอ่านก็พบว่ามันเป็นข้อความจากซัน บอกว่าเขาและนายกำลังรอพ่อแม่ของนายอยู่เพื่อจะเปิดเผยตัวตน
ผมส่งข้อความให้กำลังใจกลับไปสั้น ๆ ภาวนาให้ครอบครัวของนายรับลูกชายของเขาได้เหมือนอย่างที่ผมทำ
เพราะถ้านี่คือความสุขของลูก ผมก็ยินดีที่จะภาวนา
SHARE
Writer
Doratong24
Troublemaker
Writer | Photographer | Programmer | Creator | Thinker

Comments

Sunflower38
2 years ago
ชอบจังเลยค่ะ อบอุ่นดี
Reply