Tony Stark ใน Iron Man มีตัวตนอยู่จริงนะ รู้ยังง!!
หลายๆคนคงตกหลุมรักผู้ชายสุดหล่อ พ่อรวย ฉลาดสุดๆ กวนติงนิดๆ เกรียนหน่อยๆอย่างป๋า Tony Stark แห่ง Iron Man ละซิ!!! 
แม้ความหล่อของกัปตันจะทิ่มตาเรามาก แต่เรากลับตกหลุมรักStarkจนหมดใจ เพราะเขาฉลาดมากกก ทำนู่นสร้างนี่เจ๋งๆอยู่ตลอดเวลา แต่ใครจะรู้ว่า เค้า....มีตัวตนอยู่จริง กรี๊ดดดด ~


บุคคลที่เป็น Inspiration ของ Iron Man บุรุษสุดหล่อพ่อรวยเจ้าของนวัตกรรมล้ำๆนำโลก เค้าผู้นั้นก็คืออ ..... Elon Musk (ศาสดาของเราเอง proud to present มากเว่ออ ) ผู้ชายคนนี้คือผู้ก่อตั้งPayPal เว็บที่ให้บริการโอนเงินชื่อดัง ที่หลายๆคนคงคุ้นเคยถ้าเป็นขาช๊อป หลังจากนั้นเขาก็ได้ขายPayPal เพื่อเอาเงินก้อนหนึ่งเปิดบริษัทใหม่ ชื่อว่า SpaceX ( Space Exploration Technologies) ซึ่งให้บริการปล่อยจรวดสู่อวกาศโดยสามารถนำจรวดกลับมาใช้ใหม่ได้ ลูกค้าขาประจำก็ไม่ใช่ใครใหญ่โตอ่ะนะ ก็แค่NASAเอ้งงง... หืมมม ~
คนดีๆที่ไหน กระโดดจากบริษัทให้โอนเงินระหว่างประเทศกรุบกริบมาเปิดบริษัทใหม่คือส่งจรวดไปนอกโลก โอ้ยยย บ้าไปแล้ววว 
นอกจากนี้พี่แกยังเป็นเจ้าของ Tesla บริษัทผู้นำด้านรถยนต์พลังงานสะอาดหรือรถEV (ขอขยายในบทความต่อๆไปเน๊อะ)
Elon Musk เกิดและเติบโตในแอฟริกาใต้ พ่อเค้าเป็นวิศวกร ส่วนแม่เป็นนักโภชนาการ โดยเค้าเองได้รับแรงบันดาลใจหลงรักเทคโนโลยีมาจากพ่อเค้าเอง มัสได้เริ่มเขียนโค้ดวีดีโอเกมส์ชื่อ Blastarแล้วขายซอฟแวร์นั้นได้เงินก้อนแรกมา 500$ เก๋ๆอ่ะนะ ตอนนั้นก็12ขวบ เองงงงง...
หลังจากนั้นก็จบการศึกษาด้วยปริญญาตรี2ใบ สาขาเศรษฐศาสตร์ และ ฟิสิกส์จาก Pennsylvania
และจบปริญญาโท สาขา High Energy Physics จาก Stanford
เส้นทางด้านธุรกิจของเค้าดูจะไม่ได้สวยงามนัก เริ่มจากการตั้งZip2 Corporation ล้มลุกคลุกคลาน ทำงานหามรุ่งหามค่ำ กินนอนออฟฟิศ เพื่ออุทิศกายให้แก่บริษัทของเค้าเองจนประสบความสำเร็จ ก่อนจะขายหุ้น ให้แก่ Compaq Corporation ตอนนั้นก็รายรับเบาๆเพียงแค่ 22ล้านเหรียญ เอง... ~
ส่งผลให้เค้ากลายเป็นเศรษฐีด้วยวัย 28 ปี 
แต่เค้ายังไม่หยุดเท่านั้น ลงทุนทำบริษัทใหม่ชื่อว่า X.com โดยใช้เงิน10ล้าน$ แล้วพัฒนาต่อยอดบริษัท กลายมาเป็น Paypal แบบที่เราๆค้นเคย
ก่อนที่ E-Bayจะเข้าซื้อกิจการ ด้วยราคา1.5พันล้านเหรียญ
ในปี2002 เค้าจึงได้เริ่มเปิดบริษัทใหม่ ชื่อว่า SpaceX บริษัทขนส่งทางอวกาศรายใหญ่ (พี่แกจะเล่นใหญ่ไปไหนเนี่ยยย โอ้วว)
โดยแรงบันดาลใจของการเปิดบริษัทมาจากการที่ มัสอยากไปดาวอังคารแต่คิดว่าต้นทุนมันสูงไปอ่ะ เลยคิดเองทำเองซะเลยน่าจะลดต้นทุนได้มากกว่า (แบบนี้ก็..ได้หรออ!!!)
ในปี 2004 ก็เริ่มสนใจและลงทุนซื้อหุ้นของ Tesla บริษัทผลิตรถไฟฟ้าที่ขับด้วยตัวเอง และ แบตเตอรี่ลิเทียมไอออน ซึ่งเค้าเองเล็งเห็นว่า ยังไงเทรนด์รถยนต์พลังงานสะอาดมันต้องมาแน่ๆล่ะ เริ่มทำก่อนชาวบ้านเค้าซะเลยย ก่อนที่แกจะเอาจริงเอาจังแล้วฮุบกิจการมาเป็นของตัวเองซะเลยย
ปี 2008 เกิดปัญหาอย่างหนักเกี่ยวกับการปล่อยจรวดของ SpaceX แต่เค้าก็ยังไม่ยอมแพ้ ในช่วงนี้ถ้าเป็นหลายๆคนคงถอดใจไปแล้ว เพราะงานก็พัง เงินก็หมด จนต้องไปยืมเงินเพื่อนมาเพื่อหมุน
ปี 2012 SpaceXก็ประสบความสำเร็จ ขนส่งอุปกรณ์ขึ้นสู่สถานีอวกาศของนาซ่าได้สำเร็จแล้วกลับลงมาจอดเองได้แบบสวยๆ
ปี 2013 เริ่มโครงการ Hyperloop ซึ่งเป็นท่อสุญญากาศสำหรับขนส่งรถใต้ดินในสหรัฐอเมริกาลดปัญหารถติด และทำให้การเดินทางไวมากขึ้นชนิดที่ไวกว่าเครื่องบินเสียอีก
ปี 2017 SpaceX ได้พัฒนาให้จรวดที่ใช้แล้วนำกลับมาใช้ใหม่ได้ เพื่อลดต้นทุน + SpaceXได้กลายมาเป็นบริษัทที่ผลิตจรวดใหญ่ที่สุดในโลก
  
ปัจจุบัน Elon Musk เดินหน้าพัฒนาTesla อย่างเต็มสูบ เพราะต้องการให้โลกหันมาใช้พลังงานไฟฟ้าซึ่งเป็นพลังงานสะอาดไม่ทำร้ายโลก รวมถึงเป็นพลังงานทางเลือกแก่มวลมนุษยชาติ เพราะเราคงไม่สามารถพึ่งพาน้ำมันไปได้ตลอดหรอก จริงมั้ยย? วันใดวันนึงน้ำมันก็ต้องหมด
โดยมัสแบ่งเวลาในการทำงานให้ Tesla 3วัน และ SpaceX 3วัน แต่ก็มีข่าวแว่วมาว่า เค้าจะจับทั้ง2บริษัทมามัดรวมกันแล้ว สร้างนวัตกรรมล้ำๆในไม่ช้านี่แหละ (พี่จะสร้างรถบินได้หรอออ หรืออะไร มันจะล้ำไปแล้วว )

ถึงกระนั้นมัสในวัย46 ก็ยังไม่หยุดคิดและพัฒนา เค้าก็ยังมีความไผ่ฝันซึ่งเค้าได้ทำมันมาโดยตลอด นั่นคือการตั้งอาณานิคมบนดาวอังคาร มัสได้พัฒนาจรวดให้เป็นแบบ intercontinental passenger rocket ซึ่งสามารถเดินทางข้ามทวีบโดยจรวดได้เก๋ๆโดยใช้เวลา30นาที !! อีกไม่นานเราคงได้เห็นมัสนั่งจรวดไปกลับอเมริกา-จีน เพื่อบริหารTesla อย่างแน่นอนน   ในส่วนของการเดินทางสู่ดาวอังคารนั้นปัจจุบันได้มีการส่งคาร์โก้สินค้าแบบไม่มีผู้โดยสารไปยังดาวอังคาร ซึ่งคาดว่าจะเดินทางไปถึงในปี 2022 และเป้าหมายหลักที่เค้าตั้งไว้คือการส่งคนไปดาวอังคารในปี 2024 !!! และจะสร้างทุกสิ่งบนดาวอังคารเหมือนที่โลกมี ตั้งแต่โรงเชื่อมเหล็ก ไปยัน ร้านพิซซ่า แต่ใครก็ตามที่ไปดาวอังคารก็ต้องรับความเสี่ยงที่คุณอาจจะตาย ได้ทุกเมื่อ!


สำหรับสโลแกนเท่ๆของElon Musk ก็คงจะหนีไม่พ้นการที่เค้าเคยกล่าวเอาไว้ว่า "I would like to die on Mars, Just not on impact" แล้วแบบนี้จะไม่ให้เรียกว่าศาสดาได้อย่างไร 
  ~ ปรบมืออ  👏🏻👏🏻👏🏻

SHARE
Writer
IceBearOnMars
Storytelling | part-time robot
งานสุมหัว แต่ก็อยากขีดๆเขียนๆ เมื่อว่าง ยังไงก็ขอบคุณที่แวะมาอ่านงับบบ ~ ~*A Ted a day keeps the stupidity away.*~

Comments