สัจธรรมในวันปีใหม่
ปีใหม่ปีนี้ ได้พบกับสัจธรรมของชีวิตอย่างรุนแรง อย่างไม่ทันตั้งตัว

เรื่องราวเริ่มต้นที่ปีนี้ เราอยากไปปฏิบัติธรรม แต่เราว่างช่วงวันธรรมดา เพราะฉะนั้น เราจึงไปจบลงที่วันอัมพวัน สิงห์บุรี

เราไปถึงวันตอนช่วงเย็นของวันอังคาร และตั้งใจจะกลับในช่วงเช้าของวันศุกร์

ตลอดระยะเวลาที่ปฏิบัติธรรม เรารู้สึกเข้าใจสัจธรรมของชีวิตมากขึ้น (เวทนา) แต่บทเรียนที่หนักหน่วงก็ตามมาแบบติดๆ ในขณะที่เรากำลังเดินกลับบ้าน ม๊าบอกเบลว่า ป๊าอยู่ในห้อง ICU เมื่อคืนวันพฤหัส หัวใจหยุดเต้น แต่ม๊าปฐมพยาบาลเบื้องต้น ทำให้ป๊าฟื้นคืนมา

เรารู้สึกหวาดกลัวมากๆๆ แต่ด้วยความที่เราพึ่งปฏิบัติธรรมมา ทำให้เรายังพอควบคุมสติได้บ้าง แต่เราก็ยังร้องไห้นิดหน่อยตลอดทางจากสิงห์บุรีมาถึงกทม.

แต่ไม่น่าเชื่อ บทเรียนที่หนักหน่วงที่สุด กลับยังมาไม่ถึง หลังจากนั้นอีก 2 วัน ป๊าอยากให้เราไปถ่ายรูปพระเมรุมาศให้ เพราะ ป๊าไม่สามารถไปดูได้ เนื่องจากยังไม่ออกจากรพ. เราจึงไปพระเมรุมาศถ่ายรูปมาพอสมควรเอากลับมาให้ป๊าดู ป๊าก็ดูมีความสุข พูดคุยเป็นปกติ ป๊าปวดท้อง ลุกไปเข้าห้องน้ำพร้อมม๊า พอกลับมาจากเข้าห้องน้ำ เรื่องที่เราไม่อยากให้เกิดก็เกิดขึ้น ป๊าหมดสติไปอีกครั้งต่อหน้าต่อตาเรา ม๊าและน้อง พยาบาลพยายามปั๊มหัวใจป๊า จนในที่สุดก็หัวใจกลับมาเต้นจนได้ แต่ป๊าหมดสติไปราว 5 นาที ซึ่งถือว่าเสี่ยงมาก คุณหมอเดินมาบอกเราว่า มีโอกาสเป็นเจ้าชายนิทรา ต้องเช็คอาการพรุ่งนี้อีกที และมีคำถามหนึ่งที่สะเทือนหัวใจของเราและม๊ามาก
ถ้ามีเหตุการณ์แบบนี้อีกครั้ง ญาติจะปั๊มหัวใจคนไข้ไหม?ม๊าเราได้ยินประโยคนี้ก็หัวใจสลาย เพราะมันเหมายถึง ความตาย มันอยู่แค่เอื้อมเท่านั้น หลังจากเราสงบสติกันพักใหญ่ เรากับม๊าก็ตัดสินใจ จะไม่ปั๊ม เพราะ ป๊าทรมานมาก

แต่ไม่น่าเชื่อ ด้วยเหตุผลกลใดก็ตาม ป๊าฟื้นคืนมา จำได้ทุกอย่าง แต่อาการก็ยังไม่ดี เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่า ตอนนี้ป๊าเป็นอะไรกันแน่ คุณหมอก็ยังวินิจฉัยไม่ได้

ผ่านไป 2-3 วัน เราค้นพบว่า หัวใจป๊าทำงาน 30% แต่เราก็ไม่รู้ว่าด้วยสาเหตุอะไร หัวใจเราตุ๊มๆต่อมๆ จนกระทั่งถึงวันที่ผลฉีดสีออก ป๊ามีเส้นเลือดหัวใจตีบ 1 เส้น บริเวณส่วนปลาย โล่งใจไป 1 เปลาะ แต่เราก็ยังต้องรอผลปอด ม๊าค่อนข้างวิตกกังวลว่า ป๊าอาจจะเป็นโรคมะเร็ง
เราก็พยายามบอกม๊าว่า เราต้องอยู่กับปัจจุบันในที่สุด ผลปอดก็ออก คุณหมอแจ้งว่าเป็นปอดติดเชื้อรุนแรง แต่เป็นเชื้อชนิดที่ไม่ดื้อยา เราก็ค่อยยังชั่วขึ้นอีกนิด ป๊าเราไม่ได้เป็นอะไรร้ายแรงมาก แต่การรักษามีความคืบหน้าอย่างช้าๆๆ เนื่องมาจากป๊าเราป่วยด้วยโรคไตมาเป็นเวลานานถึง 15 ปีแล้ว การฟื้นฟูของร่างกายเป็นไปได้ช้า แต่ตอนนี้ที่เป็นกังวลคือ สภาพจิตใจของป๊า ที่ซึมเศร้า อยากกลับบ้าน เรากับม๊าก็พยายามเชียร์อัพ

จากเหตุการณ์ในครั้งนี้ เป็นข้อพิสูจน์ได้เป็นอย่างดีว่า สิ่งใดๆในโลกล้วนอนิจจัง เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป เราแม้ว่าจะคิดได้ในบางเวลา แต่ก็ยังทำใจไม่ได้เท่าไหร่นัก

ได้แต่พยายามบอกให้ตัวเองเข้มแข็งแล้วผ่านเหตุการณ์เหล่านี้ไปให้ได้อย่างดีที่สุด
SHARE
Written in this book
Diary

Comments

KCstory
2 years ago
เคยผ่านจุดที่ต้องส่งพ่อเข้าห้องฉุกเฉิน เข้าใจอารมณ์ที่เห็นพ่ออาการหนัก กำลังใจของคนในครอบครัวสำคัญที่สุด สู้ๆน๊า
Reply
Nu_Bell
2 years ago
ขอบคุณค่ะ ตอนนี้ก็พยายามสู้ๆๆอยู่ค่ะ