กลับในความรู้สึกคิด


"ผมกลับมาล่ะ หมู่บ้านที่เกิด"   

ชายกลางคนหรืออาจจะเรียกอย่างอื่น วางกระเป๋าเป้ใบใหญ่ที่เหมือนกระเป๋าของนักเดินทางที่อิสระเสรีตามโลกปัจจุบัน แต่ความจริงเป็นของทุกสิ่งที่เหลือในชีวิตจากเมืองกรุงที่ไปผจญความฝันมา  สุดท้ายก็พังทุกอย่าง ความฝัน ความจริง ตลอดจนพังถึงหัวใจ สรุปแบบสั้นคือ ล้มเหลว

"กลับบ้านเราน่ะ ต้อม มาอยู่บ้านกับแม่" 

ถ้าแม่ยังอยู่ก็คงได้ยินประโยคประมานนี้ แต่นี่แม่ก็เสียไปหลายปี  บ้านในซอยข้างโรงเรียนวัดในชนบทยังไม่ต่างจากสิบปีที่แล้วนัก  ผมเปิดรั่วเหล็ก เข้าบ้านที่ดูเป็นบ้านร้างดีๆนี่เอง เข้ามานั่งกลางบ้านกับพื้นฝุ่นหนา ความคิดทุกอย่างยังลอยในสมอง แล้วหลับไปกับตาแดงๆ 


"ต้อม ต้องใช้ชีวิตไปให้ได้ ต้องคิดว่าเราต้องอยู่ต่อไป" 

มีอะไรให้ป้าช่วยก็บอกน่ะ เราญาติกัน เหลือกันอยู่แค่นี้ ต้องดูแลกัน  ป้าแดงเป็นพี่สาวแท้ๆของแม่ เป็นครูอยู่โรงเรียนวัดสิงห์ที่อยู่ทางเข้าบ้านผม  อาจจะยังดีที่ช่วงที่กำลังจะคิดจบเรื่องด้วยการฆ่าตัวตายก็ยังมีป้าแดงที่เตือนสติให้คิดไว้ทัน จนคำพูดเชิงกำลังใจของป้าแกที่พูดต่างๆนาๆ ยังคงอยู่ในความคิด  

โลกเรา ถ้าคนที่มีปัญหา เลือกที่จะจบชีวิตหนีปัญหากันทุกคน คงจะไกล้เป็นโลกร้างที่มนุษย์จะสูญพันธ์ุ
ทุกคนต้องมีเรื่องปัญหา ไม่ว่าใหญ่เล็กแล้วแต่มุมมองกันทุกคน  

อย่างผมตอนนั้นก็เด็กหนุ่มต่างจังหวัด สอบติดเพาะช่าง กระโดดขึ้นรถไฟไปเรียน  เรียนจบก็ทำงานเป็นลูกจ้างโรงละคร ผันมาเป็นทีมงานรายการทีวีตามเวลา พบรักแต่งงานกับสาวสวยบัญชีของบริษัท มีลูกสาวน่ารัก ชีวิตดีกู้ซื้อตึกแถวชานเมืองทำร้านกาแฟของตัวเอง มาเริ่มพินาศก็แม่ป่วยมะเร็งเม็ดเลือด ออกจากงานไปๆมาๆ คอยดูแม่ อยู่มา แฟนก็ขอเลิกแบบตั้งตัวไม่ติด ให้เหตุผลว่าศึกษากันแล้วไม่พอดีในความสัมพันธ์  แล้วพาเอาลูกสาวจากไป  ช่วงนั้นผมยังสับสน  แม่เสีย ชีวิตตกอยู่ในขวดเหล้าถึงปัจจุบัน ยิ่งได้ข่าวแฟนเก่าที่ไปอยู่กินกับหัวหน้าที่ทำงานเก่าของตัวเอง  ลูกสาวที่ยิ่งโตก็หน้าไปทางผู้ชายคนนั้น  ทุกอย่างพัง นั่งร้องให้ในร้านเหล้าจนตำรวจต้องมานั่งคุยด้วย งานไม่ทำ ร้านกาแฟปิดๆหยุดๆ เงินไม่มีจนตึกแถวที่ทำเป็นร้านต้องปล่อยยึด เหลือแต่เครื่องทำกาแฟเก่าๆกับเสื้อผ้า 2-3ชุด ที่แบกใส่เป้กลับมาด้วย  

"จำลุงได้ไหม เองเป็นไง กลับมาอยู่บ้านเราแล้วรือ"

ระหว่างเช้าที่เดินไปสูดอากาศ เสียงลุงจอมที่ตอนนี้ เด็กๆในหมู่บ้านคงเรียกเป็นปู่เป็นตาไปกันหมดแล้วทักทายมา แกนั่งเก้าอี้ไม้หน้าบ้านของแก ซึ่งละแวกในซอยเดียวกัน ในมือมวนยาสูบ ผมยกมือไหว้ตอบกลับ 

"ดีแล้ว กลับมาอยู่บ้านเรา เดี่ยวนี่คนล้มหายตายจาก พวกคนเด็กก็เข้าเมืองเข้ากรุง โรงเรียนนี่ก็เหลือเด็กไม่ถึงร้อยล่ะ เห็นป้าแกบอกอีกหน่อยอาจจะโดนปิดเอา" 

ผมรับฟังด้วยเสียงเงียบ พลางนั่งลงเก้าอี้ หยิบบุหรี่มาสูบ  

ทุกสิ่งทุกอย่างก็หมุนไปเรื่อยๆตามแบบของเวลา ผมก็ยังสิ้นหวังอยู่เกือบเต็มตัวเอง จะผ่านไปไง ถ้าเราไม่ลุกขึ้นเดินใหม่  ภาพแม่ในตอนหลับตาก็ยังให้ความอบอุ่นแบบตอนเกิด เด็ก และจนปัจจุบัน ถึงแม้ตอนนี้ แม่จะจากไปแล้ว แต่ความทรงจำแม่ยังชัดไม่จางหรือหาย น้ำตาผมเอ่อมาพร้อมกับเสียงจุดไม้ขีดไฟของลุงจอม 


. . . . . . พรุ่งนี้ ผมจะรื้อเครื่องทำกาแฟจากเป้ แล้วเริ่มชงกาแฟขึ้นมาใหม่ อาจจะไม่สมบูรณ์เหมือนเครื่องใหม่ แต่มันก็พร้อมจะกลับมาทำงานของมันใหม่  ผมไม่ได้อยู่คนเดียว ทุกสิ่งทุกคน ความรู้สึกยังอยู่ในใจ แค่เราไม่ทิ้งให้หายไป 






SHARE

Comments