คนละคน
       ผมชื่อเต๋า ตั้งแต่ผมจำความได้ผมเกิดมาในครอบครัวที่มีฐานะปานกลาง นิวาสสถานก็ไม่ได้ใหญ่โตสักเท่าไหร่ พ่อผมเป็นนักดนตรี ส่วนแม่เป็นจิตรกร หลังจากผมเรียนจบปริญญาตรีมาสองปี ผมเริ่มรู้จักตัวเองว่าชอบถ่ายภาพมากกว่า ผมจึงผันตัวเองมาเป็นช่างภาพอิสระ ถึงแม้ว่าตัวผมจะเรียนจบดนตรีมาก็ตาม การถ่ายภาพมันเป็นอีกงานหนึ่งที่ผมหลงไหลมาโดยตลอด ผมรับงานถ่ายภาพพรีเวดดิ้งซะเป็นส่วนใหญ่ รายได้ก็พออยู่ได้โดยที่ไม่ต้องขอเงินพ่อแม่ 
        
       ผมทำงานมากับสิ่งที่ผมรักมาตลอดระยะเวลาสองปีเต็ม ผมสะพายกล้องพเนจรร่อนเร่ซัดเซไปมาเที่ยวต่างจังหวัดอยู่บ่อยๆ เมื่อผมมีเงินผมก็มีความอยากที่จะไปเปิดหูเปิดตาเก็บภาพบรรยากาศที่ต่างประเทศบ้าง อย่างน้อยก็ได้ไปเจอสิ่งใหม่ที่หาไม่ได้ในเมืองไทย ต้องการหนีปัญหาที่ถาโถมเข้ามารุมเร้าอย่างไร้ความปราณี เอาง่ายนะๆผมแค่อกหัก
        ตอนเด็กๆผมจำได้ว่า ผมเคยมีเพื่อนผู้หญิงอยู่คนหนึ่ง เธอชื่อแก้ว เธอมีนิสัยแก่แดดท่าทางห้าวหาญเกินผู้ชายอย่างผมที่บอบบางกว่าผู้ชายทั่วๆไป จนผู้คนละแวกนั้นเข้าใจว่าผมมีจิตใจเป็นหญิง บ้านแก้วห่างจากที่ตั้งของผมแค่หลังเดียว เราเรียนที่เดียวกันมาตั้งแต่ป.1  ผมมักจะตื่นสายในวันที่มีเรียนเป็นประจำ แล้ววันไหนที่ผมตื่นสายก็มักจะมีเด็กหญิงคนนี้มาตะโกนร้องเรียกผมหน้าบ้าน


"เต๋า.. เต๋าตื่นหรือยัง"

"เต๋าลูก แก้วรออยู่หน้าบ้านนานแล้วนะ รีบๆหน่อยนะลูก"

"ครับแม่ แปปนึงนะแก้ว เราจัดตารางสอนอยู่"

       เมื่อผมทำภารกิจส่วนตัวเสร็จแล้ว แม่ควักเงินยี่สิบห้าบาทใส่กระเป๋ากางเกงตัวเล็กๆสีน้ำตาลตัวเก่งของผม ผมไม่รีรอที่จะยกมือไหว้พร้อมกับเอ่ยปากขอบคุณแม่ เมื่อก้าวขาออกจากประตูบ้าน ภาพที่ชินตาผมเห็นแก้ว เด็กหญิงตัวเล็กๆยืนกอดอก เธอทำหน้าตาเบะปากพร้อมกับสีหน้าที่ไม่พอใจของเธอ

"จะไปโรงเรียนทันไหมเนี่ย ทำอะไรให้มันไวๆหน่อยไม่เป็นหรือไง"


"เราขอโทษ รีบไปเรียนกันเถอะหน่าอย่าบ่นได้ไหม"

       เราทั้งสองเดินทางไปโรงเรียนด้วยรถเมล์เป็นประจำทุกวัน จนกระเป๋ารถเมล์สายนั้นจำเราสองคนได้ บางทีพี่กระเป๋าก็ใจดีไม่คิดตังค์สักบาท ทำให้ผมเหลือตังค์กลับบ้านยอดกระปุกอยู่บ่อยครั้ง

       
5ปีต่อมา..
       เช้าวันนี้ไม่เหมือนวันก่อนๆ ปกติแล้วตอนเช้าแบบนี้ผมจะไม่พลาดที่จะได้ยินเสียงเด็กหญิงแก่แดดยืนตะโกนเรียกผมอยู่หน้าบ้าน แต่วันนี้ไม่มี.. ไม่มีเสียงเรียกที่ดังอึกทึกเหมือนก่อน ผมรีบแต่งตัวแล้วเดินออกจากบ้านอย่างเร่งรีบ ก่อนไปโรงเรียนผมก็อดไม่ได้แวะไปบ้านของแก้ว 

"แก้ว.. แก้ว"
        
        ผมร้องเรียกหาเธอพร้อมกับกดกิ่งอยู่ที่หน้าบ้าน แต่เหมือนจะเปล่าประโยชน์ ผมไม่ได้ยินแม้แต่เสียง ไม่เห็นแม้เงา สิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้าเป็นภาพที่ไม่เคยเห็นและไม่ค่อยจะคุ้นชินสักเท่าไหร่ ไม่มีรถจอดในบ้าน กระจกทุกบานถูกปิดอย่างมิดชิด ประหนึ่งว่าไม่เคยมีใครอาศัยมาก่อน ผมได้แต่คิดเข้าข้างตัวเองว่า.. เธอคงจะไปต่างจังหวัด


         ในวันนั้นผมเดินไปโรงเรียนตามลำพัง ผมย้ำเท้าเดินออกจากซอยบ้านด้วยความสงสัย หางตาด้านขวาผมสังเกตเห็นรถเจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองจำนวนหลายคันแล่นสวนผ่านผมไป แต่ตอนนี้ผมก็ไม่สนใจอะไรทั้งนั้นเท่ากับเรื่องของเธอคนนี้  วันทั้งวันผมหมดอาลัยตายอยากไม่มีกะจิตกะใจทำอะไรสักอย่าง สมาธิเตลิดเปิดเปิงไปคนละทิศละทาง ในใจครุ่นคิดแต่เพียงว่าเธอคงไม่สบาย

        หลังจากเรียนเสร็จ ผมไม่พลาดที่จะรีบกลับบ้าน หวังจะชวนกันไปวิ่งเล่นที่สนามเด็กเล่น แต่ภาพที่เห็นคือไม่ต่างจากตอนเช้า ไม่มีแม้เสียง ไม่มีแม้เงา แววตาของผมที่ดูเหมือนว่าจะมีหวังในตอนแรก ตอนนี้มันกลับสลายไม่เหลือซาก ผมเดินก้มหน้าแววตาละห้อยกลับบ้านอย่างไร้เรี่ยวแรง ก่อนจะเข้าบ้านหางตาของผมปะเข้ากับกล่องจดหมายสีแดง ภายในนั้นมีจดหมายฉบับหนึ่ง เขียนข้อความสั้นๆแต่ได้ใจความว่า
เต๋า เราไม่ได้อยู่ที่นี่แล้วนะ        เธอหายไปพร้อมกับทิ้งอะไว้หลายๆอย่าง เกิดเป็นคำถามว่าทำไม เพราะอะไร ไม่มีเวลาให้เตรียมใจสักหน่อยเลยหรือ เธอหายไปโดยที่ไม่ได้บอกกล่าว ย้ายไปอยู่ไหนผมก็ไม่รู้ ความเปล่าเปลี่ยวเข้าสิงสู่ผมตั้งแต่วันนั้น

จนวันนี้
         ผมวางแผนมาท่องเที่ยวฮ่องกงเป็นเวลาสามวันสองคืน ผมออกเดินทางในช่วงปลายเดือนธันวาคม สภาพภูมิอากาศที่ฮ่องกงค่อนข้างหนาวกว่าเมืองไทยอยู่พอสมควร ผู้คนเบียดเสียดแน่นเดินสวนกันไปมา ธงนำทัวน์ตรงหน้าโบกปลิวไสวไปมา ผู้คนที่นั่นก็หน้าตาละม้ายคล้ายกันอย่างกับแฝด เมื่อผมถึงที่หมายผมก็ไม่พลาดที่จะหาที่พักใกล้ๆแหล่งท่องเที่ยวก่อนเป็นอันดับแรก อย่างน้อยก็ลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางได้ไปเปาะหนึ่ง 

         มงก๊ก สถานที่ท่องเที่ยวของเหล่านักซื้อ ถ้าเทียบได้กับเมืองไทยก็คล้ายๆกับย่านไชน่าทาวน์ ที่มีทั้งของกินของต่างๆให้เลือกสรรมากมาย อีกทั้งแสงไฟระยิบระยับยามค่ำคืน
ทำให้ผมอดใจไม่ไหวที่จะหยิบกล้องตัวเก่งขึ้นมาเก็บภาพบรรยากาศ ณ สถานที่แห่งนี้ 

         ผมหามุมถ่ายภาพด้วยการกวาดสายตามองสิ่งโดยรอบ ผมเพ่งเล็งจุดโฟกัสอยู่สักพักหนึ่ง ไม่นานก็ได้ยินเสียงลั่นชัตเตอร์จากกล้องพร้อมกับแสดงภาพๆหนึ่ง ที่ดูเหมือนจะเป็นภาพถ่ายวิวบรรยากาศทั่วๆไป แต่สิ่งที่ติดมากับภาพๆนั้นปรากฏเป็นภาพของหญิงสาวผมสั้นตากลมโตพร้อมด้วยริมฝีปากอันบางเล็กยืนยิ้มติดอยู่ในเฟรม เธอก็เหมือนผู้หญิงทั่วๆไปที่ผมเคยเห็น แต่ความรู้สึกข้างในมันคอยย้ำว่าผมไม่ควรที่จะปล่อยเธอคนนี้ผ่านไปเหมือนหลายปีก่อนในที่ที่มีผู้คนมากมาย.. ผมเห็นคุณเป็นคนแรก         
        ทันใดนั้นเอง ผมรีบหาเจ้าของของคนในภาพ ผู้คนที่นี่ก็แน่นขนัด ตรงหน้าผมสัมผัสได้แต่ความว่างเปล่า แต่เป็นความว่างเปล่าที่มีแต่ผู้คนมากหน้าหลายตา จนผมอดคิดไม่ได้ว่าค่ำคืนนี้หรือวันพรุ่งนี้ผมคงไม่มีโอกาสที่จะพบกับเธอคนนั้นอีกเป็นแน่.. ผมถอนหายใจเฮือกใหญ่ๆ
        
"ขอโทษนะค่ะ"
           
        เสียงของผู้หญิงพูดว่าขอโทษเป็นภาษาไทย เธอเดินมาชนที่ไหล่ซ้ายของผมอย่างจัง จังหวะที่เธอหันหน้ามาทำให้ผมต้องอ้าปากค้าง เพราะเธอคนนี้คือคนเดียวกันกับผู้หญิงในภาพที่ผมตามหาเธอมาสักพักใหญ่ๆ
   
"อ่อ ไม่เป็นไรครับ"

"เอิ่ม.. คุณเป็นคนไทยหรอค่ะ"

"ผมเป็นคนไทยครับ"

"ฉันเองก็เป็นคนไทย ยินดีที่ได้เจอค่ะ"

         เราเดินแยกย้ายกันไปคนละทิศละทาง รอยยิ้มที่แปดเปื้อนอยู่บนใบหน้าของเธอคนนี้ติดตาผมอย่างมาก เราคุยกันตามภาษาเพื่อนร่วมประเทศที่มาพบปะกันด้วยความบังเอิญ มันเป็นความบังเอิญที่ดูเหมือนไม่บังเอิญสักเท่าไหร่ ผมดีใจที่ได้เจอเธอคนนี้ หวังว่าจะได้เจอกันอีกครั้ง 
          
        ผมเดินไปตามทาง สองข้างทางขนาบด้วยแสงสีเสียง ที่นี่เป็นแหล่งรวมตัวของเหล่านักดื่มยามราตรี จริงๆผมก็ไม่ได้ชอบดื่มสักเท่าไหร่ แต่เมื่อมีโอกาสมาแล้วดื่มสักหน่อยจะเป็นอะไรไป ผมไม่รอช้าก้าวเดินเข้าร้านนั่งชิลล์อย่างไว ถึงที่หมายผมสั่งเบียร์สี่ขวด พร้อมกับอุปโลกน์ให้เบียร์สี่ขวดนี้เป็นเพื่อนของผมตลอดการนั่งดื่มยามค่ำคืน

"คุณ มาคนเดียวหรอค่ะ" 

"ครับ.. ผมมาคนเดียว"

         เธอคนเดิมที่เดินแยกย้ายกับผมไปคนละทิศละทาง ตอนนี้เรามาเจอกันที่นี่ ที่ดูเหมือนว่าการเจอกันของเราในครั้งนี้มันจะไม่ใช่เรื่องบังเอิญอีกต่อไป ทันใดนั้นผมไม่รอช้าที่จะรีบละเลงเทเบียร์ที่วางอยู่ตรงหน้าลงแก้วใบใหญ่ให้เธอ เราทั้งสองคุยกันโดยที่ปราศจากความเคอะเขิน 

"ผมมาที่นี่เป็นวันแรกแล้วก็เป็นครั้งแรกด้วย แล้วคุณล่ะ?"

"อ่อ.. ฉันลงหลักปักฐาน ใช้ชีวิตอยู่ที่นี่มาสักพักใหญ่ๆแล้ว"

"สักพักใหญ่ๆของคุณนี่คือกี่ปีหรอครับ"

"ตั้งแต่จำความได้ ฉันย้ายมาอยู่ที่นี่ตั้งแต่อายุสิบสามปี"

"อะไรคือเหตุผลที่ทำให้คุณต้องย้ายมาอยู่ที่นี่.. "

"ฉันมีเหตุจำเป็นที่จะต้องมา ถึงแม้การมาที่นี่ของฉันมันจะฝืนมากแค่ไหนก็ตาม.. มันมาไวเกินกว่าฉันจะตั้งตัว"

"ผมสามารถจะถามปัญหานี้ของคุณได้ไหม อย่างน้อยคุณก็ได้ระบายความข้างในที่อัดอั้นตันใจมาตั้งแต่คุณยังเด็ก"

         สิ้นเสียงคำถามของผม เธอดูอ้ำอึ้งกับคำถามของผมเป็นอย่างมาก เธอผู้นี้ตรงหน้าที่ผมนั่งคุยด้วยและมาเจอกันอีกครั้งด้วยความบังเอิญ เธอดูไม่เหมือนจากตอนแรก เบียร์แก้วใหญ่ที่วางไว้ตรงหน้าตอนนี้ว่างเปล่าราวกับว่าไม่ได้เทเบียร์มาก่อน โหนกแก้มทั้งสองข้างของเธอเริ่มแดงอย่างเห็นได้ชัด 

"ฉันจะพูดออกมาได้อย่างไร ในเมื่อฉันไม่รู้จักคุณเลยสักนิด"

"มันอาจจะทำให้คุณสบายใจได้ ถ้าคุณไม่พูดออกมาผมคงจะเป็นบ้าไปอีกหลายวัน"ได้โปรด.. ช่วยปลดปล่อยผมออกจากพันธะนี้
"เอิ่ม.. ฉันแค่ต้องหนี หนีไปให้ไกลที่สุด.. ฉันทิ้งเพื่อนคนหนึ่งที่ฉันสนิทที่สุดไป ทิ้งความทรงจำดีๆไว้ที่นั่น ฉันจากไปโดยที่ไม่ได้บอกลาเขาคนนั้นสักคำ ถ้าเขาคนนั้นอยู่ตรงนี้ฉันอยากจะบอกว่าขอโทษ แต่ฉันมีเหตุผลที่จะต้องไป พ่อแม่ฉันติดยา ทำให้ฉันต้องพลอยรับกรรมไปด้วย ตลอดเวลาฉันต้องใช้ชีวิตแบบหลบๆซ่อนๆ เบื่อหน่ายกับชีวิตที่ไม่ได้เลือกด้วยตัวเอง ฉันถูกสังคมยัดเยียดความรังเกลียดให้ทั้งๆที่ฉันไม่เต็มใจเลยสักนิด "

         สิ้นเสียงของเธอคนนี้ ทำให้ผมเงียบไปชั่วขณะ.. ผมเงยหน้าแล้วจ้องเธออย่างไม่ละสายตา แล้วผมก็สรรหาคำมาพูดกับเธอจนได้

"เราสองคนคุยกันมาตั้งนาน แต่เรายังไม่ได้รู้จักกันเลยแม้แต่น้อย"

"ฉันชื่อแก้ว แล้วคุณล่ะ"

        ภาพเก่าๆในอดีตเมื่อหลายปีถูกดูดกลืนเข้าสู่ห้วงความทรงจำของผม ใช่แล้ว! ผมอุทานในความคิด หน้าตาของเธอละม้ายคล้ายกับเด็กหญิงคนนั้นที่เคยทิ้งผมให้จมปักในอดีต แต่ผมก็ไม่ได้มั่นใจขนาดนั้น ผมจึงถามกลับไปว่า..

"เพื่อนที่คุณทิ้งเขาไว้ พร้อมกับคำถามที่เขาต้องการหาคำตอบมาตลอดหลายปี เขาคนนั้นชื่อเต๋าใช่ไหม"

        เธอจ้องมองผมอย่างไม่ละสายตา แววตาคู่นั้นกำลังบอกผมว่าเธอกำลังสงสัยอะไรบางอย่างในตัวผม 

"คุณรู้จักเต๋าด้วยหรอ"

"อ่อ.. ผมรู้จักดีเขาดีเลยแหละ"

        เธอถามหาผมด้วยความคิดถึง เหมือนกับอยากรู้ความเป็นไปของผม ผมอดไม่ได้ที่จะบอกความจริงไปว่าผมคือคนคนนั้นที่เธอถามหา ผมอดไม่ได้ที่จะไขปริศนาให้เธอในครั้งนี้..

"เธอจำเราไม่ได้จริงๆหรอแก้ว"

         เธอเพ่งมองผมด้วยความสงสัยสักพักหนึ่ง หน้าตาที่เศร้าหม่นในตอนนั้นถูกรอยยิ้มของเธอเองเข้าข่มเหง เธอดูดีอกดีใจเอามากๆสำหรับการพบกันของเราทั้งสองในครั้งนี้ ผมเองก็เช่นกัน

"มันคือเรื่องจริงใช่ไหม คุณคือเต๋าใช่ไหม"

"ใช่แล้วแหละ"

         เราคุยกันพอหอมปากหอมคอตามภาษาเพื่อนรักที่เคยรู้จักกันเมื่อสิบกว่าปีก่อน คำสรรพนามที่เคยพูดกันในตอนแรกเปลี่ยนเปลงไปจากเดิม
         
"ฉันขอโทษนายด้วยนะที่ไม่ได้บอก ทุกอย่างมันเกิดขึ้นเร็วมากๆ ถ้าฉันไม่หนีไปกับพ่อแม่ในวันนั้นพ่อกับแม่คงจะโดนจับเข้าคุกตารางหัวโต แล้วฉันก็คงกลายเป็นเด็กกำพร้าที่ผู้คนต่างประณามว่าฉันเป็นลูกโจร ฉันรู้ว่าฉันไม่ทีทางใช้ชีวิตแบบปกติเหมือนคนทั่วๆไปได้แน่ และนี่ก็คือเหตุผลที่ฉันย้ายหนีมาอยู่ที่นี่.. ที่ฮ่องกง"

"ไม่เป็นไรนะ เราเข้าใจเธอ ตอนนี้เธอเป็นยังไงบ้างแก้ว"

"นายจะโกรธฉันไหม ถ้าฉันสารภาพอะไรบางอย่างออกไป"

"เห้ย เราเป็นเพื่อนเธอนะ มีอะไรให้เราช่วยก็จะช่วย"

"ตอนนี้เราค้ายาเสพติดข้ามชาติ มันอาจจะฟังดูตลกในมุมมองของนาย นายคงคิดว่าเราไม่มีทางเป็นแบบนั้นแน่ แต่เราตกเป็นทาสของมัน เราไม่สามารถจะหยุดมันได้ ไม่มีทางไหนที่ดีเลยสักทาง"
        
          ผมไม่อยากที่จะเชื่อเลยว่า คนอย่างแก้วเด็กที่หน้าตาน่ารักแก่แดดแถมนิสัยดีมากๆในตอนนั้นจะเปลี่ยนไปราวกับฟ้ากับเหว ผมไม่อยากจะเชื่อเลยจริงๆ

"เธอถอยห่างแล้วผลักมันออกไปชีวิตได้ไหม เราเป็นห่วงเธอ ภายใต้จิตสำนึกลึกๆของเธอเราเชื่อว่าเธอยังหลงเหลือความดีอยู่ไม่มากก็น้อย เพราะเธอเป็นเพื่อนเรา เราช่วยเธอได้แค่นี้.."

"ฉันทำไม่ได้ ฉันขึ้นหลังเสือแล้ว นายไม่ต้องมายุ่งกับเราหรอก เราเตือนนายด้วยความหวังดี นายอย่าเอาชีวิตดีๆมาทิ้งไว้ที่นี่ เราไม่ใช่แก้วคนเดิมอีกต่อไปแล้ว"

"ขึ้นหลังเสือก็ต้องลงให้เป็น หรือไม่เธอก็ฆ่ามันทิ้งซะ ฟังเรานะ.. เธอจำไม่ได้หรอ เธอโดดเราโดด เธอเสียใจเราก็ไม่ต่าง ตอนนี้ก็เช่นกัน"

"แต่เราจำไม่ได้"

         ทันใดนั้นชั่วอึดใจเดียว ด้วยสถานการณ์ของผมกับเธอไม่ค่อยสบอารมณ์สักเท่าไหร่ เธอลุกขึ้นไปสั่งเบียร์เพิ่มอีกสามขวด พร้อมๆกับทำอะไรสักอย่างอยู่ตรงนั้น ไม่นานเธอเดินกลับมาพร้อมกับเบียร์สามขวดนั้น เธอนั่งลงอย่างช้าๆ.. รินเบียร์ลงใส่แก้วตรงหน้า แล้วยิ้มแสยะมุมปากอย่างแปลกๆพร้อมกับส่งสายตาประหนึ่งว่าเป็นการเชิญชวนให้ผมลิ้มลองเบียร์แก้วนี้


เบียร์ทั้งสามขวดนั้น เธอค่อยๆร่ำเทอะไรบางอย่างลงไปอย่างช้าๆ..


        ผมผิดหวังกับเพื่อนคนนี้เอามากๆ ภาพในวันนั้นมันไม่ใช่เธอในตอนนี้ มันต่างไปเลย การเจอกันของผมกับเธอในครั้งนี้มันไม่ค่อยดีเหมือนตอนนั้น ผมพยายามทำความเข้าใจทุกสิ่งอย่างถึงแม้ว่าผมจะไม่เห็นดีเห็นงามกับการตัดสินใจของเธอในครั้งนี้ เมรัยที่เธอรินใส่แก้วพร้อมเสิร์ฟให้ผมอยู่ตรงหน้า ผมคว้ามันมาแล้วยกกระดกลงคออย่างกระหาย แล้วผมก็เดินจากเธอไปโดยที่ไม่ได้บอกกล่าว 

        ผมเดินโซซัดโซเซไปมาด้วยอาการมึนเมา ผมหายใจไม่ออก ไร้เรี่ยวแรงแม้แต่จะก้าวขาทั้งสองออกไปข้างหน้า ไม่นานร่างของผมหมดสติฟุบลงไปกองกับพื้น แสงสีในระแวกนั้นที่สว่างแทงตา ตอนนี้มันเริ่มหม่นมัวคล้ายคนสายตาสั้น แสงไฟดวงนั้นมันเริ่มเลือนหายไป.. จางไป.. และคงจะสลายไปพร้อมกับตัวผม ณ ตรงนี้ 
  

            
      












SHARE

Comments

Hime
2 years ago
อ่านแล้วขนลุกเป็นช่วงๆเลยค่ะ ชอบมาก :)
Reply
Gotsrwut
2 years ago
ขอบคุณมากๆครับผม