กำลังใจที่แสนเจ็บปวด
การได้รับกำลังใจมากๆ เป็นเรื่องดีจริงหรือ?นั่นเป็นคำถามที่เราเคยถามตัวเองสมัยม. 6 ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ค่อนข้างสับสนว่าจะเลือกเดินทางไหนดี ในตอนนั้นเรารู้อยู่แล้วว่าจุดแข็งคือภาษาอังกฤษ ทุกคนคาดว่าเราคงเข้าเรียนเอกภาษาอังกฤษแน่นอน

แต่ตอนนั้นเกิดคำถามขึ้นในใจเราว่า ถ้าเกิดเราเก่งภาษาอังกฤษอยู่แล้ว ทำไมเราถึงไม่ลองเรียนอย่างอื่นบ้าง ชีวิตเรามันอาจจะมีอะไรที่เราถนัดนอกจากภาษาอังกฤษนะ 

ตอนแรกเราคิดว่าจะเข้าเรียนดุริยางคศิลป์ เราชอบเล่นเปียโนมาก เราไม่ได้เป็นคนที่มีพรสวรรค์ทางด้านดนตรีอะไร แต่อาศัยความชอบและความเพียรจนกระทั่งสอบเกรดผ่านด้วยคะแนนที่น่าพอใจ แต่ยิ่งโตขึ้นเราก็ยิ่งรู้สึกว่าเราทนกับความประหม่าก่อนขึ้นแสดงไม่ได้เหมือนตอนเด็ก และหลังจากสอบผ่านเกรดห้าด้วยคะแนนแบบพอถูไถ เป้าหมายนี้จึงตกไป

หลังจากนั้นเราก็เริ่มหันมาสนใจการออกแบบ แค่เพราะว่ามีคนแนะนำว่ามันน่าจะเข้ากับเรา ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านั้นความสามารถด้านนี้ไม่ได้โดดเด่นเลย แต่เราก็ยังดั้นด้นไปเรียนพิเศษ ติววาดเขียน ไปจนกระทั่งสอบตรงคณะออกแบบอย่างจริงจังทีเดียว

ในช่วงที่หัดเรียนวาดเขียน ตัวเราเองก็พอมีความรู้สึกอยู่แล้วว่าเราไม่ได้เรื่อง (ไหนจะยังเพิ่งมาเริ่มหัดตอนม. 6) ขนาดสายตาของเรายังมองออก เมื่อเห็นงานของเพื่อนคนข้างๆ คนที่เขาเกิดมาเพื่อเป็นศิลปินจริงๆ และผ่านการฝึกฝนมามากกว่า

พอถึงตอนใกล้สอบตรง ช่วงนั้นเราติวอย่างหนักและคร่ำเคร่งมาก แต่ก็ได้รับกำลังใจมากมายจากคนรอบข้าง

มีอยู่ครั้งหนึ่งที่เราเอางานให้พี่ที่รู้จักทางอินเทอร์เน็ตคนหนึ่งดู แกบอกว่างานเราดี ให้กำลังใจเราว่าเราต้องสอบได้แน่ แต่ในตอนนั้นบางอย่างในใจมันกลับทำให้เราถามออกไปตรงๆ ว่า 

เวลาที่ทุกคนพูดแบบนี้ เขาพูดจริงหรือเพียงแค่พูดเพื่อให้เราไม่เสียใจเท่านั้น?
เพราะหากมันเป็นกำลังใจจอมปลอมเราก็ไม่อยากได้

หลังจากนั้นเราจึงได้รับความจริงจากปากของพี่เขาว่างานเรามันแย่ตรงไหนบ้าง
พอพูดจบพี่เขาก็ถามว่า พอพูดแบบนี้แล้วรู้สึกยังไง?

นี่ไม่ใช่ครั้งเดียวที่เราได้รับคำวิจารณ์อย่างดุเดือด 

หลังจากนั้นเราก็ยังเอางานวาดให้เพื่อนสนิทคนหนึ่งดู (ซึ่งต่อมาภายหลังเพื่อนได้เรียนจบสาขาออกแบบและทำงานด้านนี้) เพื่อนชี้ทุกจุดที่เราทำพลาดให้เห็นว่ามันบกพร่องตรงไหน

ตอนแรกเราก็โกรธเหมือนกัน ทุกครั้งที่ถูกวิจารณ์ตรงๆ ทั้งที่เราเป็นคนแสวงหาคำวิจารณ์นั้นเอง แต่หลังจากความโมโหผ่านไป เราตระหนักว่าความจริงแล้วยาขมพวกนี้มันช่วยเหลือเราไว้แค่ไหน

หลังผิดหวังจากการสอบตรงของมหาวิทยาลัยสองแห่ง เราก็ตกอยู่ในสภาวะวิตกและต้องกลับมาคิดทบทวนเส้นทางของตัวเองอีกครั้ง

เย็นวันหนึ่งเรากลับมาจากโรงเรียน และนั่งคุยกับแม่ที่โซฟาหน้าทีวีในห้องรับแขกที่บ้าน เราถามว่าเราควรทำอย่างไรต่อไป ทั้งด้านดนตรีและการออกแบบนั้นล้มเหลวไปหมดแล้ว แต่ก็ยังเหลืออีกหลายสาขาที่เราสนใจ 

วันนั้นแม่บอกในสิ่งที่เรามองไม่เห็นด้วยสายตาตัวเอง เราเคยบอกว่าเราเบื่อภาษาอังกฤษแล้ว เราเก่งอยู่แล้ว ไม่ต้องเรียนอีกหรอก แต่แม่บอกว่าที่เราเก่งเพราะเราชอบ นั่นคือสิ่งที่เรารักและทำได้ดี

แม่ปล่อยให้เราลองผิดลองถูก สนับสนุนเราทุกอย่าง และสุดท้ายเราก็ได้รู้จักในสิ่งที่ไม่ใช่ แม่ปล่อยให้เราล้มเหลว และกลับมาหาสิ่งที่ถูกต้องสำหรับตัวเรา

คำแนะนำของแม่คือสิ่งที่มีความสมดุลระหว่างกำลังใจและคำวิจารณ์

เราเชื่อว่าหากเราจะทำอะไรสักอย่างได้สำเร็จ เราต้องมีทั้งกำลังใจเพื่อขับเคลื่อน และคำวิจารณ์เพื่อทำให้เราเคลื่อนไปในทิศทางที่ถูกต้อง 

ตัวเราในตอน ม.6 นึกขอบคุณคำวิจารณ์ที่ตรงไปตรงมาเหล่านั้น ที่ทำให้เรารู้ว่า หลายสิ่งหลายอย่างที่เราชอบ เราอาจไม่ได้ถนัด 

เราไม่ผิดที่จะชอบและอยากทำอะไรหลายๆ อย่าง แต่เราต้องรู้ว่าอะไรคือสิ่งที่เราทำได้ดีที่สุด 

และเรื่องบางเรื่องสายตาเราก็อาจจะมองไม่เห็น หรือเห็นไม่ชัดเจนเท่าคนที่มองเราจากมุมมองภายนอก

หลังจากตัดสินใจได้ เราเลือกเรียนสาขาภาษาอังกฤษ ที่มหาวิทยาลัยศิลปากร และเรียนที่วังท่าพระ คณะของเราถูกรายล้อมด้วยคณะทางศิลปะแขนงต่างๆ มากมาย ตัวเรายังได้อยู่ท่ามกลางศิลปะที่เราชอบ และได้เรียนในสิ่งที่เรารักและถนัด

ตลอดเวลาที่ร่ำเรียนที่นั่นเราก็ได้รู้ว่าการเรียนรู้นั้นไม่มีวันสิ้นสุด ไม่มีการรู้มากพอ ไม่มีการถามว่าทำไมยังต้องเรียนอีก ดังคำพูดของอาจารย์ศิลป์ พีระศรีที่ว่า

อย่าถือว่าเราเป็นคนเก่ง ต้องศึกษาเล่าเรียนอีกมาก ฉันเองก็ยังศึกษาหาความรู้อยู่ตลอดเวลา

เราเรียนจบมาด้วยความรู้สึกรักภาษาอังกฤษมาก และจบมาด้วยเกรดที่สูง แต่พอเริ่มทำงานเรากลับพบว่ามีหลายอย่างที่แตกต่างและยากกว่าตอนเรียน

หลังจากทำงานเป็นเลขาได้เกือบสองปี เราก็ลาออกในช่วงที่ต้องทำวิทยานิพนธ์ป. โท และทำงานเป็นฟรีแลนซ์แปลหนังสือไปด้วย

ศาสตร์การแปลเป็นสิ่งที่แปลกใหม่ วงการหนังสือเป็นสิ่งที่เราไม่รู้จัก แต่เราก็ต้องการจะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในนั้น 

เราดันทุรังทำงาน ทั้งๆ ที่ช่วงเริ่มต้นงานห่วยบรม แต่เราบอกบ.ก. ทุกคนที่ทำงานด้วยว่า ถ้าไม่ดีเราขอแก้ใหม่ ขอแค่บอกว่ายังไม่ดีตรงไหน เพราะเราไม่เก่ง เราใหม่ เราไม่เป็น เราอาจจะไม่มีอะไรดีเลย ณ ตอนนั้น แต่เรายินดีแก้ไขทุกอย่าง เราต้องการเรียนรู้ และจะพยายามปรับปรุงจนกว่ามันจะใช้ได้

เรายังจำไฮไลท์สารพัดสีที่ขีดทับข้อความของเราจนแทบไม่เหลือพื้นหลังสีขาวได้ 
เรายังจำเส้นสีแดงที่ขีดฆ่าข้อความของเราทั้งย่อหน้า หลายๆ ย่อหน้าติดกันได้

มีหลายครั้งที่เราอยากจะเลิกเหมือนกัน 
แต่เราได้กำลังใจจากคนใกล้ตัวเสมอ เราได้รับแรงผลักดันจากคนรอบข้าง

และที่สำคัญ เราได้รับคำวิจารณ์ที่ตรงไปตรงมาจากบ.ก. ทุกคนที่ทำงานด้วย และรุ่นพี่นักแปลหลายๆ คนที่คอยแนะนำ จนกระทั่งในที่สุดเราเริ่มเดินไปถูกทางจนได้

กำลังใจเป็นสิ่งสำคัญ 

กำลังใจเป็นน้ำหล่อเลี้ยงให้เรามีพลังที่จะก้าวไปข้างหน้า แต่ถ้าหากเรามีแต่กำลังใจและคำชื่นชมเพียงอย่างเดียว เราก็อาจจะเดินไปไม่ถึงจุดหมาย เพราะเราจะรู้ได้อย่างไรเล่าว่าเราเลี้ยวพลาดไปตรงไหน

คำชื่นชมเพื่อรักษาน้ำใจสุดท้ายอาจทำให้เราเจ็บปวดที่สุด - เพราะเราไม่มีวันไปถึงฝั่งฝัน - ยิ่งกว่าคำวิจารณ์อันเผ็ดร้อนที่ทำให้เราโกรธเคืองเพียงชั่วข้ามคืน และแข็งแกร่งในวันรุ่งขึ้น
SHARE
Writer
Pachara_Y
Translator
I came from the past.

Comments