กอดกลีบพิกุล.


แด่คุณ,
กลีบพิกุลที่ไม่ยอมเอ่ยคำ. 


หัวใจคนเราแตกสลายได้ดังแค่ไหนกัน
ความเงียบและน้ำตาหยดหนึ่ง
คือคำตอบ

 
แสงอาทิตย์สาดเข้ามาในอาคารผ่านประตูกระจกบานใหญ่ที่เปิดออกไปสู่ดาดฟ้าชั้นสามของอาคารสีเขียวอ่อน ที่ดาดฟ้าไม่มีใคร เพราะตั้งแต่มีญาติคนไข้ในโรงพยาบาลกระโดดลงไปสองสามคนในปีแรกที่เปิดดาดฟ้า ทางโรงพยาบาลก็เอาโซ่มาคล้องไม่ให้ใครออกไปได้

...ใครออกแบบให้โรงพยาบาลเป็นสีขาววะ...
ผนังภายในอาคารทั้งหมดทาสีขาว ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไป ก็ค่อยๆ มีคราบฝังกลายเป็นสีขาวปนเหลืองตุ่นๆ พอมีแสงแดดลอดเข้ามาผ่านกระจกเป็นลำแบบนี้ ในตอนเช้าที่ยังไม่ค่อยมีคน บรรยากาศเลยดูเก่า มองแล้วนึกถึงเรื่องเก่าๆ ความเดียวดาย ความสูญเสีย 

...เศร้าเป็นบ้า ...
ก็พอจะเข้าใจได้ว่าทำไมถึงมีญาติคนไข้กระโดดออกไปแบบนั้น

...ทำไมถึงเป็นญาติคนไข้ที่กระโดดออกไปเหรอ
ไม่ได้เขียนผิิดหรอก ...
คนส่วนใหญ่มักมองว่าคนที่เจ็บปวดที่สุดคือผู้ป่วยที่ต้องทนกับปัญหา แต่การเป็นคนยืนข้างๆ เตียง มองดูคนที่รักต่อสู้กับปัญหาโดยไม่สามารถทำอะไรได้เลย บางทีมันทรมานกว่าหลายเท่านะ

...โห ดราม่าว่ะ ...
...เออ จะว่าไปส่วนหนึ่งคงเพราะฉันเป็นคนแบบนี้ไง อีกคนถึงไม่ยอมบอกอะไรกัน ...

"มาทำอะไรที่นี่ หืม"
คนบนเตียงปรือตาขึ้นมา เหมือนจะรู้แทบจะทันทีว่าเป็นใครที่เดินเข้ามา

"มาดูหน้าคนดื้อ" 
"ใครบอกเธอ" เสียงหวานถามกลับนิ่งๆ
"เจมส์บอก" เลยตอบกลับนิ่งๆ เช่นกัน
"ยุ่งจริงๆ เลย" คนดื้อว่า พลางถอนหายใจ
"ป่วยแล้วทำไมไม่บอกกัน"
"ไม่ได้เป็นอะไรมาก นอนวันสองวันก็หาย"
"แล้วนอนมากี่วันแล้ว"
"..."

เดินเข้าไปใกล้ขึ้น ร่างบนเตียงดูต่างไปจากครั้งล่าสุดที่ได้พบกัน กลีบฝีปากบางที่เคยเป็นสีชมพูอ่อน บัดนี้ซีดลงมาก แก้มอิ่มเต็มดูซูบลงเล็กน้อย มีเพียงดวงตาคมที่ยังคงฉายแววดื้อรั้นไม่เปลี่ยน

ใบหน้าสวยหันหนี เมื่อแตะมือลงที่แก้มนั้นแผ่วเบา
"คิดถึงนะคะ" ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายอยากฟังมันไหม รู้แต่ว่าตัวเองอยากบอก จึงบอกออกไปเบาๆ 
"อื้อ" ใจชื้นขึ้นนิดหน่อยที่อย่างน้อยก็มีเสียงแสดงอาการรับรู้ตอบกลับมา

"นี่ รู้มานานหรือยังว่าป่วย..."
"..."
"เกรซ ตอบมา..."
"สักสองปีได้มั้ง" หญิงสาวสวยพลิกตัวหนีไปอีกฝั่งของเตียง แต่ก็ยอมส่งเสียงตอบมาแผ่วเบา
"ก็เลยบอกเลิกเรา...สินะ"
"..."
ทรุดตัวนั่งลงที่เก้าอี้ข้างเตียง วางมือลงข้างๆ ตัวคนที่นอนอยู่

"ไหนบอกว่ามีคนอื่นไง มีอีกคนที่ต้องดูแล แล้วคนอื่นของเธออยู่ไหนล่ะ ทำไมไม่มาดูแลเธอ"
"คนที่ฉันต้องดูแลก็นอนอยู่นี่ไง ก็ออกมา... ดูแลตัวเอง"
"หึ" แค่นหัวเราะ ไม่มั่นใจเหมือนกันว่าควรจะสมเพชรใครดี น่าจะหัวเราะตัวเองที่ก่อนนี้เอาแต่คิดไปเองตั้งมากมายนั่นแหละ

"อีกหน่อยเธอคงเข้าใจ... ว่าอะไรสำคัญไปกว่า...แค่รักกัน
อีกหน่อยซึ่งคงไม่นาน ถึงวันนั้นแล้วเธอคงเข้าใจ 
ที่ฉันต้องบอกเธอ... ให้จากกันไป..." 
ไหล่ของคนตรงหน้าเกร็งขึ้นเมื่อทางนี้ฮัมเพลงนั้นเบาๆ
"ก็เลยทิ้งเพลงนี้ใส่หน้าจอคอมเราไว้..." 
"อื้อ" เมื่ออีกคนยังไม่เลิกนโยบายประหยัดคำพูด เลยลุกขึ้นอ้อมไปอีกฝั่งของเตียงแล้วยึดไหล่บางไว้
"อีกหน่อยแล้ว หลายหน่อยก็แล้ว ไม่เห็นเข้าใจเลยว่ะค่ะ"
"..."
เมื่อหลบสายตาไม่ได้ นัยน์ตาสีเข้มจึงมองตอบมาอย่างดื้อรั้น 

"นี่... ขอคำเดียว รักเราบ้างไหม"
เอ่ยถามออกไป ท้ายประโยคสั่นน้อยๆ อย่างควบคุมไม่ได้ 

...สองปี... 
...สองปีเต็มๆ ที่อยู่กับความรู้สึกเหมือนจมน้ำทุกครั้งที่นึกถึงใบหน้าสวยหวาน คิดถึงรอยยิ้มกว้าง แล้วก็ต้องคอยเตือนตัวเองว่าแหล่งกำเนิดความสุขของตัวเองนั้นได้สมัครใจลาออกไปเป็นแหล่งกำเนิดความสุขให้กับคนอื่นแล้ว 
เพราะเป็นการตัดสินใจของอีกคน เพราะคิดมาตลอดว่าเหตุผลเดียวของอีกคนคือไม่ได้รักอีกต่อไป เลยไม่เคยถามหารายละเอียดเพิ่มเติม และยอมปล่อยไปแต่โดยดี 
เพราะคิดมาตลอดว่าอีกคนคงมีความสุขอยู่ที่ไหนสักแห่งที่ไม่มีกัน เลยยังรู้สึกยินดีอยู่ลึกๆ ไม่ว่าจะเสียใจเพียงใดก็ตาม
พอได้รู้ว่าแท้จริงแล้วอีกฝ่ายอยู่ตัวคนเดียวมาตลอด ความรู้สึกมากมายที่คิดว่าข้ามผ่านมาได้แล้วก็ตีกลับขึ้นมาทั้งหมด รวมไปถึงความหวังว่าอีกคนจะยังต้องการกันอีกด้วย ....

หัวใจเต้นแรงอย่างไม่อาจควบคุมได้ พองฟูด้วยความหวัง แต่ก็ยังหวาดกลัวลึกๆ 

"เกรซ... ที่รักคะ... ตอบหน่อยเถอะนะ รักกันบ้างไหม"
คุกเข่าลงข้างเตียง เลื่อนมือข้างหนึ่งจากไหล่มากุมมือเรียวแล้วแนบมันลงกับหัวใจ มองลึกเข้าไปในแก้วตาที่เต้นระริกนั่นอย่างเว้าวอน 

มือถูกคนที่นอนอยู่ดึงกลับไปทาบหน้าอกใต้ชุดคนไข้

ในความเงียบ ฉันได้ยินเสียงหัวใจที่บาดเจ็บของอีกคนชัดเจนเป็นครั้งแรก

ในดวงตาคู่นั้น แววความเข้มแข็งที่ฉาบเคลือบไว้ค่อยๆ ปริร้าว เปลือกตาปิดลงมา และน้ำตาหนึ่งหยดก็ไหลรินจากหางตานั้น

หัวใจคนเราแตกสลายได้ดังแค่ไหนกัน
ความเงียบและน้ำตาหยดหนึ่ง
คือคำตอบ 


"ฉันกำลังจะตาย... ตายช้าๆ อย่างทรมาน ถ้าอยู่ข้างๆ กัน เธอจะต้องเห็นทั้งหมดนั่น แล้วสุดท้ายเธอก็จะเห็นทุกสิ่งที่เราทำมาด้วยกัน .. ฮึก ถูกแบ่งให้ญาติห่างๆ ของฉัน ให้ใครก็ไม่รู้..."
"ฉัน... ฮึก... ทำอะไรแทบไม่ได้แล้ว เพราะไม่รู้จะตายไปเมื่อไร ไม่มีค่าอะไรให้เธอสนใจหรอกนะ"
เธอสะอื้นแต่ไม่ได้ร้องไห้ออกมา แทนที่น้ำตา คำพูดหลั่งไหลเหมือนทำนบแตก 

ถึงจะไม่ได้ยินคำตอบที่ต้องการ ฉันกลับเผลอยิ้มออกมา
... ฉันไม่เคยกลัวอะไรเลย นอกเสียจากอีกคนไม่รัก ถึงแม้จะเป็นความจริงที่ดูยากลำบาก แต่พอได้ยินเหตุผลที่แท้จริง ว่าไม่ใช่ไม่รัก ก็อดสบายใจไม่ได้ ...

"ชู่ว์"
นิ้วชี้มือข้างที่เป็นอิสระจากการเกาะกุมขยับไปแตะริมฝีปากสั่นๆ แล้วยิ้มให้
"เรารักเธอ"
แทนที่นิ้วชี้ด้วยริมฝีปากของตัวเอง
หัวใจเต้นอย่างลิงโลดเมื่อไม่มีการปฏิเสธใดๆ ดวงตาคมปรือพริ้มลง ขณะที่ฉันป้อนความหวานให้หมายจะช่วยเยียวยาคนตรงหน้าบ้าง 

... ฉันเข้าใจว่าอีกคนไม่รัก และกำลังมีความสุขอยู่ที่ไหนสักแห่งมาตลอด แม้จะเจ็บปวดแต่ก็ยังมีแง่มุมให้ยินดีได้
แต่ผู้หญิงตรงหน้ารู้ความจริงทุกอย่าง รู้ว่าฉันรัก แต่กลับถอยออกไปเพราะไม่อยากให้ฉันต้องผูกพันและรู้สึกเจ็บปวดในสิ่งที่รู้ว่ากำลังจะเกิดขึ้น
การต้องจากไปด้วยเหตุผล 'ที่สำคัญไปกว่าแค่รักกัน' แบบนั้น จะต้องใช้ความเด็ดเดี่ยวมากแค่ไหนนะ
มันเจ็บเท่าไร แล้วหัวใจดวงเล็กๆ แบกรับความเจ็บปวดนั้นไว้คนเดียวได้อย่างไรมาตั้งนาน ...

"เรารักเธอ"
ผละออกมาเพื่อกระซิบย้ำ ก่อนจะจุมพิตเบาๆ ซ้ำอีกครั้ง
"คิดอะไรเยอะแยะ เรารักเธอ คิดแค่นี้ก็พอแล้ว"

"แต่... อื้อออ..."
กดริมฝีปากลงไป ไม่เปิดโอกาสให้คนดื้อเถียงไปมากกว่านั้น ส่งสายตาดุเป็นเชิงให้ฟังประโยคจากริมฝีปากที่แนบชิดกัน
"ฟังนะ วันนี้เราได้ฟังไอ้สิ่งที่ ‘สำคัญไปกว่าแค่รักกัน’ ของเธอหมดแล้ว ซึ่งมันไม่สำคัญสำหรับเราเลย"

"..." 
ดวงตาที่ไม่มีเกราะแข็งฉาบอยู่แล้วสั่นไหวอีกครั้ง ริมฝีปากอ้าออกเหมือนจะเถียง แต่ไม่มีเสียงออกมา
"ชีวิตของเราไม่เคยเต็มอยู่แล้ว เว้าๆ แหว่งๆ เป็นปกตินั่นแหละ ไม่มีเธอมันก็ไม่ได้สบายขึ้นเท่าไร หรือถึงมีคนป่วยไปนอนหนืดๆ ในบ้านเพิ่มอีกคน ภาระเราก็ไม่ได้เพิ่มขึ้นมากมายหรอก"
"ฮึก..." คนบนเตียงขยับใบหน้าห่างออกไปเล็กน้อย ผละมือออกไปปิดปากกลั้นเสียงสะอื้น ฉันส่งยิ้มเพื่อยืนยันความหมายของคำพูด
"แล้วใครว่าเกรซไร้ค่ากันคะ แค่ได้เห็นหน้าเกรซวันนี้ เราก็ยิ้มได้มากกว่าสองปีที่ผ่านมาแล้วเห็นไหม"
"..." น้ำตาหยดต่อๆ มาค่อยๆ ไหลจากนัยน์ตาคู่สวยตามหยดแรกนั้นออกมาเป็นสาย แต่ก็ยังมีแก่ใจเอื้อมมือมาเช็ดใบหน้าที่เปียกอยู่ตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้ให้กัน

"ไหนๆ ก็ว่างๆ อยู่ไม่ใช่เหรอ ช่วยมาเติมเต็มชีวิตให้กันหน่อยได้ไหมคะ" 
เมื่อเห็นว่าอีกคนยังทำหน้านิ่งอยู่ ฉันก็เติมลูกอ้อนต่อด้วยเสียงเล็กเสียงน้อย
“ไม่มีเธอเราก็อยู่ได้ แต่อยู่ด้วยกันแล้วมันดีกว่าเยอะเลยนะ”
"นะ... นะคะ... แค่อยู่ข้างๆ ก็พอนะ"
ตรงนี้เองที่คนที่ทำหน้ากึ่งบึ้งมาตลอดการสนทนาหลุดยิ้มออกมาบางๆ 

"อื้อ... ฉันขอโทษ... 
ขอบคุณนะ... 
แล้วก็... รบกวนด้วยนะคะ"
เธอพยักหน้าตอบรับ แก้มเซียวดูมีสีเลือดฝาดขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด

ฉันยิ้มกว้าง พอยื่นหน้าเข้าไปใกล้  อีกคนก็พริ้มตาลงโดยอัตโนมัติ ฉันเลยแกล้งหยุดอยู่ห่างจากริมฝีปากบางเล็กน้อย ปล่อยลมหายใจรดใบหน้าสวยอยู่อย่างนั้น จนคนนอนอยู่รู้ตัวลืมตากลับขึ้นมา

"งืออ!"
คิ้วเรียวขมวดเหมือนจะเร่งให้ฉันดำเนินการต่อ
"ยังไม่ตอบกันเลย รักเราบ้างไหมคะ คนดี หืมม.. อื้อออ"
ยังไม่ทันจะแกล้งหยอกเย้าได้จบประโยค มือเล็กแต่แข็งแรงก็โอบรอบคอฉันเข้าไป ริมฝีปากอุ่นนุ่มตอบคำถามนั้นตามอย่างที่เจ้าตัวถนัด 
... โดยไม่ใช้คำพูดใด

คนประหยัดคำพูดบอกรักได้ดังแค่ไหนกัน
ความเงียบและสัมผัสแผ่วเบา
คือคำตอบ  


"ไม่เคยเป็นอย่างอื่นเลย..."
คนพูดน้อยกล่าวทั้งรอยยิ้มและน้ำตา ฉันดึงร่างบางบนเตียงขึ้นมากอดไว้แนบกาย เราอิงหน้าผากชิดกัน ทั้งยิ้มและร้องไห้ไปพร้อมๆ กัน 

...เรื่องที่ฉันได้เรียนรู้วันนี้ก็คือ...
...จูบรสน้ำตานี่... ก็ดีเหมือนกันนะ ...

...พอแล้ว...
...ถึงพวกเราจะไม่ได้สิทธิ์ในการอยู่ร่วมกันตามกฏหมาย ถึงร่างกายของผู้หญิงตรงหน้าจะค่อยๆ อ่อนแอลงไปทุกวัน ถึงจะมีอะไรอีกมากมายให้ฟันฝ่า
แต่วันนี้ก็ได้อยู่ข้างๆ กันแล้ว

ในวันนี้ได้รู้แล้วว่าอีกคนก็รักกัน
และแค่รักกัน ก็พอแล้วแหละ

เพราะสำหรับฉัน ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่า ‘แค่รักกัน'
แค่ได้ใช้ชีวิตจริงที่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบไปข้างๆ กัน
ตราบที่ใจสองดวงยังต้องการตรงกันเช่นนั้นอยู่
ก็พอแล้วล่ะ...



เขียนจากอารมณ์หน้าห้องตรวจที่โรงพยาบาล และเพลง 'อีกหน่อยเธอคงเข้าใจ'

เคยจินตนาการว่าบอกเลิกด้วยเพลงไหนจะเจ็บที่สุด ส่วนตัวให้เพลงนี้ติดอันดับต้นๆ 
ถึงจะรู้ว่าความจริงมันยาก แต่เลิกทั้งที่ยังรักอยู่ ไม่ใช่เรื่องที่น่าทำเลยหนา คิดเหมือนตัวเอกว่าเหตุผลที่จะปล่อยมือไปควรมีอย่างเดียวคือ...ไม่รักแล้ว นั่นแหละ ;w;
ถ้ารู้สึกว่าตัวเองไม่ดีพอก็ทำตัวเองให้ดีพอแทนนะ อย่าให้ความไม่พอของเราทำร้ายใครเลย
https://youtu.be/Wqr01r4WdEQ




SHARE
Written in this book
เรื่องเล่าจากอีกฟากหนึ่ง.
ที่เก็บเรื่องเล่าเว้าแหว่งจากอีกฟากหนึ่งของความรู้สึก.
Writer
BlueBlackCat
แมวดำสีน้ำเงิน
A Black Cat in the Middle of Nowhere

Comments