My Friend คือ มิตรแท้
 รู้จักพระราชนิพนธ์แปลของล้นเกล้ารัชกาลที่ 6 เรื่อง “มิตรแท้” กันบ้างไหม และรู้ไหมว่าพระราชนิพนธ์แปลเรื่องนี้มีความเกี่ยวข้องกับหนึ่งสุนัข และประเทศฝรั่งเศสด้วยนะ

วันนี้มีเรื่องจะมาเล่าให้ฟัง

ในบรรดาพระราชนิพนธ์บทละครพูดแปลทั้งหมด 26 เรื่องในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 นั้น เล่มที่ 4 มีชื่อว่า “มิตรแท้” ซึ่งพระองค์ทรงพระราชนิพนธ์แปลมาจากบทละครเรื่อง “My Friend Jarlet” และต่อมาพระองค์ยังทรงปรับเนื้อเรื่องมิตรแท้นี้ ให้เข้ากับบรรยากาศแบบไทย และทรงพระราชทานชื่อเรื่องว่า “เพื่อนตาย” อีกด้วย

“My Friend Jarlet” เป็นบทละครพูดแนวละครชีวิต (Drama) มีความยาว 19 หน้า มีผู้เขียนชาวอังกฤษสองคนคือ Arnold Goldsworthy และ F.B. Norman ออกแสดงครั้งแรกในวันที่ 2 สิงหาคม ค.ศ. 1887 (พ.ศ. 2430) ณ โรงละคร Old Stagers เมือง Canterbury ประเทศอังกฤษ

บทละครพูดเรื่องนี้เล่าถึงความรักโดยมีฉากหลังเป็นสงครามระหว่างประเทศเยอรมนีกับประเทศฝรั่งเศส โดยมีเนื้อเรื่องย่อว่า เมื่อเยอรมันเข้ายึดครองฝรั่งเศสคราวสงครามฟรังโก - ปรัสเซียน (Franco - Prussian War) เมื่อปี ค.ศ. 1870 – 1871 มีชาวฝรั่งเศสคิดทำการกู้ชาติโดยทางลับ ซึ่งเรียกกันในสมัยหนึ่งว่า "อันเดอร์กราวนด์" (Underground) หรือปฏิบัติการใต้ดิน วันหนึ่งปอล ลาตูร์ (Paul Latour) ซึ่งเป็นสมาชิกคนหนึ่งของสมาคมลับใต้ดินนี้ถูกทหารเยอรมันจับได้ และจะถูกประหารชีวิตเพราะมีการกระทำอันเป็นจารชน แต่ปอลนั้นหลงรักมารี เลอรูซ์ (Marie Leroux) ผู้เป็นหลานสาวของเจ้าของโรงแรมที่เขาพักอยู่กับ เอมิล ยาร์เลต์ (Emile Jarlet) ผู้เป็นสหายสนิท ฝ่ายยาร์เลต์นั้นเกรงว่า หากปอล แต่งงานกับมารีแล้วตนจะลำบากเพราะขาดผู้อุปถัมภ์ค่าใช้จ่าย จึงพยายามกีดกันมิให้ปอลกับมารีได้ติดต่อกัน ถึงวันที่ปอลโดนจับและทหารเยอรมันจะมานำตัวปอลไปประหารนั้น ยาร์เลต์ได้สนทนากับมารีและทราบความว่า มารีนั้นคือธิดาของตน แต่ไม่เคยได้พบกันมาก่อนเพราะยาร์เลต์ได้เลิกรากันไปกับมารดาของมารีตั้งแต่มารียังอยู่ในครรภ์ เมื่อปอลกลับมาที่โรงแรมเพื่อจะร่ำลามารีก่อนที่ทหารเยอรมันจะมาคุมตัวไปประหารนั้น ยาร์เลต์จึงได้อาสาไปตายแทนเพื่อให้คนที่ตนรักทั้งสองได้ครองคู่ร่วมกัน

ละครพูด My Friend Jarlet นี้ในสมัยที่ออกแสดงนั้นคงเป็นที่นิยมและผู้คนให้ความสนใจ เห็นจากคำวิจารณ์ในทางบวกจากหนังสือหลายเล่ม อาทิ Theatre (1890) Times (1890) Stage (1890) Athenaeum (1890) และ Era (1890) ที่มีความเห็นว่า “ละครพูดเรื่องนี้น่าสนใจจากเรื่องราวความรักโรแมนติกในฉากหลังของสงครามฟรังโก - ปรัสเซียน” และเชื่อว่าละครเรื่องนี้คงเป็นเรื่องหนึ่งที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพอพระราชหฤทัยมากตั้งแต่เมื่อครั้งพระองค์ทรงดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร จากการที่พระองค์ทรงเลือกจัดแสดงละครพูดเรื่อง My Friend Jarlet ร่วมกับพระอนุชาและเจ้านายที่ประทับทรงศึกษาอยู่ในยุโรปในการรื่นเริงรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่กรุงเจนีวา ประเทศสวิสเซอร์แลนด์เมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2440 ซึ่งในการแสดงครั้งนี้ พระบรมโอรสาธิราชฯ ทรงแสดงเป็น มารี เลอรูซ์ และต่อมาอีกครั้งในเดือนมกราคม พ.ศ. 2442 สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมขุนพิษณุโลกประชานาถได้ทรงจัดแสดงถวายสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ ที่กรุงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ประเทศรัสเซีย

จนเมื่อเสด็จนิวัติกลับพระนคร และต่อมาในปี พ.ศ. 2451 พระองค์ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระตำหนักขึ้นใหม่ในเขตพระราชวังสนามจันทร์ คือ พระตำหนักชาลีมงคลอาสน์ และพระตำหนักมารีราชรัตนบัลลังก์ ซึ่งถือเป็นสถาปัตยกรรมแบบตะวันตกที่ผสมผสานระหว่างศิลปะแบบเรอเนสซองต์ของฝรั่งเศสเข้ากับศิลปะของสถาปัตยกรรมแบบฮาล์ฟทิมเบอร์จากอังกฤษ โดยพระตำหนักทั้งสองนี้สร้างเชื่อมต่อกันด้วยฉนวนสะพานข้ามคูน้ำ

ชื่อของพระตำหนักทั้งสองนี้ พระองค์ทรงได้รับแรงบันดาลพระราชหฤทัยมาจากบทละครเรื่อง My Friend Jarlet โดยทรงนำบุคลิกของตัวละครมาพระราชทานเป็นนามของพระตำหนัก คือ พระตำหนักชาลีมงคลอาสน์มาจากชื่อของยาร์เลต์ ผู้เป็นมิตรแท้ต่อปอลผู้เป็นเพื่อน และแสดงถึงความเป็นพ่อที่เป็นมิตรแท้ต่อลูกคือ มารี เลอรูซ์ อันเป็นที่มาของชื่อพระตำหนักมารีราชรัตนบัลลังก์

ส่วนเรื่องของสุนัขทรงเลี้ยงเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2448 ระหว่างที่พระองค์ทรงพระราชนิพนธ์แปลบทละครเรื่อง My Friend Jarlet เป็นภาษาไทยในชื่อว่า “มิตรแท้” นั้น พระองค์ทรงรับแม่และลูกสุนัข 2 ตัวมาเป็นสุนัขทรงเลี้ยง หลังจากที่ทรงทอดพระเนตรเห็นลูกสุนัชพันทางทั้งสองตัวเมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินทรงตรวจเรือนจำมณฑลนครไชยศรี จังหวัดนครปฐม จึงได้โปรดพระราชทานนามลูกสุนัขตัวสีขาวมีจุดด่างดำที่วิ่งมาคลอเคลียอยู่แทบเบื้องพระยุคลบาทนั้นว่า "ย่าเหล" ซึ่งแปลงมาจากชื่อตัวละครเอก "เอมิล ยาร์เลต์" (Emile Jarlet) (ส่วนลูกสุนัขอีกตัวหนึ่งนั้นพระราชทานนามว่า “ปอล” (มาจากชื่อของตัวละครที่ชื่อปอล ลาตูร์) แต่คาดว่าปอลอาจจะมีชีวิตไม่ยืนยาว เลยไม่มีผู้ใดกล่าวถึงปอลอีกเลย)

นับตั้งแต่ย่าเหลได้มาอยู่ใกล้ชิดพระยุคลบาทแล้วก็ปรากฎว่าเป็นที่โปรดปรานของพระองค์เป็นอย่างยิ่ง ย่าเหลได้ชื่อว่าเป็นสุนัขที่ฉลาด และมีความจงรักภักดีต่อเบื้องพระยุคลบาทเจึงได้รับพระราชทานพระมหากรุณาชุบเลี้ยงเยี่ยงมหาดเล็กในพระองค์คนหนึ่ง เห็นได้จากเมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์แล้วได้พระราชทานเข็มข้าหลวงเดิมเป็นเข็มรูปพระวชิราวุธคมเงินด้ามทองให้แก่ย่าเหล เป็นเครื่องหมายว่า ย่าเหลได้ถวายตัวเป็นมหาดเล็กมาแต่ก่อนเสด็จเสวยสิริราชสมบัติทั้งยังได้โปรดเกล้าฯ พระราชทานเหรียญราชรุจิและเสมาอักษรพระบรมนามภิไธยย่อ ว.ป.ร.ทองคำให้แก่ย่าเหลเพื่อเป็นพยานว่า ย่าเหลได้รับใช้ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาทเช่นเดียวกับข้าราชบริพารทั้งหลาย นอกจากนั้นยังได้โปรดเกล้าฯ ให้จัดทำแผ่นทองคำลงยามีตัวอักษรสีดำจารึกข้อความว่า "ฉันชื่อย่าเหล เป็นสุนัขของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว" ห้อยคอย่าเหลไว้ตลอดเวลา เพื่อให้ที่ผู้พบเห็นย่าเหลภายนอกพระราชฐานได้ทราบและนำกลับมาถวายคืน กับได้โปรดเกล้าฯ ให้ย่าเหลมีเงินเดือน ๆ ละ 40 บาทเท่ากับเงินเดือนชั้นมหาดเล็กสำรอง หรือเทียบเท่าว่าที่นายร้อยตรีเลยทีเดียว เงินเดือนของย่าเหลนี้โปรดให้เก็บรวบรวมไว้ แล้วได้พระราชทานไปในการกุศลต่าง ๆ ในนามของย่าเหล

จนค่ำวันศุกร์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2456 ย่าเหลถูกปืนยิงจนเสียชีวิตข้างกำแพงพระมหาราชวังเฉกเช่นเดียวกับตัวละครยาร์เลต์ ที่จากไปด้วยการโดนยิงจากเรื่อง My Friend Jarlet ซึ่งเป็นที่มาของชื่อย่าเหล การตายของย่าเหลนำความโทมนัสมาสู่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวอย่างมาก จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดงานศพอย่างดี และให้สร้างอนุสาวรีย์ย่าเหลขึ้นเพื่อเป็นการรำลึกถึงความจงรักภักดีที่ย่าเหลมีให้ต่อพระองค์ อนุสาวรีย์ย่าเหลหล่อด้วยทองแดง ประดิษฐ์ไว้หน้าพระตำหนักชาลีมงคลอาสน์ในพระราชวังสนามจันทร์ จังหวัดนครปฐม ซึ่งเป็นพระตำหนักที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าตลอดช่วงปลายรัชกาล ทั้งยังทรงพระราชนิพนธ์บทกลอนไว้อาลัยแก่ย่าเหลจารึกไว้ที่ด้านข้างของอนุสาวรีย์   
จึงขอยกพระราชนิพนธ์บทกลอนนี้มาบางส่วน…

“อนุสาวรีย์นี้เตือนจิตร์ ให้กูคิดรำพึงถึงสหาย
โอ้อาไลยใจจู่อยู่ไม่วาย กูเจ็บคล้ายศรศักดิ์ปักอุรา
ยากที่ใครเขาจะเห็นหัวอกกู เพราะเขาดูเพื่อนเห็นแต่เป็นหมา
เขาดูแต่เปลือกนอกแห่งกายา ไม่เห็นฦกตรึกตราถึงดวงใจ
เพื่อนเป็นมิตร์ชิดกูอยู่เนืองนิตย์ จะหามิตร์เหมือนเจ้าที่ไหนได้
ทุกทิวาราตรีไม่มีไกล กูไปไหนเจ้าเคยเป็นเพื่อนทาง
ช่างจงรักภักดีไม่มีหย่อน จะนั่งนอนยืนเดินไม่เหินห่าง
ถึงยามกินเคยกินกับกูพลาง ถึงยามนอน ๆ ข้างไม่ห่างไกล
อันตัวเพื่อนเหมือนมนุษสุจริต จะผิดอยู่แต่เพียงพูดไม่ได้
แต่เมื่อกูใคร่รู้ความในใจ กูมองดูรู้ได้ในดวงตา…”
  ……. 
SHARE
Written in this book
STORY TELLING

Comments