ใช้ระยะเวลาตลอดชีวิตเพียงเพื่อ...




มีคนไทยจำนวนไม่น้อยที่มีเลือดนักสู้ชาวจีนไหลเวียนอยู่ภายในร่างกาย ตัวผมเองนั้นก็ถือได้ว่าเป็นลูกหลานชาวจีนคนหนึ่ง โดยพ่อเล่าให้ฟังว่าทั้งอากงและอาเหน่ (คุณปู่ คุณย่า) ท่านอพยพมาจาก เกาะไหหลำ ประเทศจีน





ผมไม่ค่อยแน่ใจมากนักว่า อากงและอาเหน่ ท่านทั้งสองมาพบรักกันที่เมืองไทย หรือตั้งแต่แผ่นดินใหญ่โน่นแล้ว แต่ที่ทราบเป็นที่แน่ชัดก็คือ อาเหน่ท่านรัก อากงมาก รักขนาดที่ว่าสร้างหลุมศพไว้ข้างๆ หลุมศพของอากง







อากงท่านเสียไปตั้งแต่ตอนที่ผมยังเด็ก อายุสักประมาณ2-3ขวบ ผมจึงจดจำเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับอากงไม่ได้เลยแม้แต่น้อย ตอนที่อากงท่านยังมีชีวิตอยู่ท่านใจดีแค่ไหน มีมาดเท่หรือสุขุมนุ่มลึกเพียงไร ผมคะเนเดาบุคลิกของอากงเป็นปริมาตรที่เหมาะสมไม่ถูก แต่ก็โชคดีที่ได้รู้จักอากงมากขึ้น โดยผ่านการเล่าเรื่องราวจากแม่ของผมเอง แม่เล่าว่าอากงท่านใจดีมาก เวลาหลานๆ(ผมและพี่)ไปเยี่ยมเยือนหาท่าน อากงมักจะยื่นธนบัตรใบร้อยบ้าง ธนบัตรใบห้าร้อยบ้างตามแต่อารมณ์ของอากง มอบให้หลานทั้งสอง และแล้วธนบัตรเหล่านั้นก็ไปนอนอุ่นในกระเป๋าของหลานทั้งคู่ของท่าน ด้วยความที่ไม่รู้ประสา และใช้ธนบัตรเหล่านั้นไม่เป็นหรอก บุคคลที่จะได้ครอบครองสิทธ์เจ้าธนบัตรใบร้อย ธนบัตรใบห้าร้อยเหล่านั้นอย่างเป็นเอกฉันท์จึงเป็นแม่ของผมเอง ผมนึกเสียดาย ว่าทำไมตอนนั้นไม่รีบใช้เงินให้เป็นเสียก่อนนะ (เสียดายๆ)






มาจำความได้อีกครั้งหนึ่งเมื่อโตขึ้น ราวช่วงประถมศึกษา พ่อมักจะพาพวกเราทั้งครอบครัวไปเยี่ยมหาอาเหน่ โดยอาเหน่ก็ยังทำเหมือนที่อากงทำในสมัยก่อนอากงเสียไม่ผิดจากเดิม คือการให้เงินหลานๆไปจับจ่ายใช้สอย ซื้อของตามที่ตัวเองอยากจะได้ ผมอดสงสัยไม่ได้ว่าอาเหน่ท่าน มีความสุขมากๆขนาดนั้นเลยเหรอในการแจกเงินให้หลานๆ





รูปของอากงตั้งอยู่บนชั้นไม้ที่ตอกติดกับผนังซึ่งรูปร่างลักษณะคล้ายกับหิ้ง บูชาพระ ในหิ้งไม้ขนาดกะทัดรัดนั้นมีของประดับเซ่นไหว้วิญญาณบรรพบุรุษตามความเชื่อ ความศรัทธาของเหล่าชาวไทยเชื้อสายจีน อย่างเช่นแจกันใส่ต้นกวนอิม(ลักษณะต้นเป็นปล้องสูงยาว ใบเขียวเรียวยาวขนาดครึ่งหนึ่งของฝ่ามือ) เทียนสีแดง(ซึ่งสมัยนี้ก็เป็นเทียนแดงแบบหลอดไฟเสียบปลั๊กกันหมดแล้ว) กระถางธูป และรูปของอากงที่วางอยู่ตำแหน่งตรงกลางที่เห็นเด่นชัด





ทุกครั้งที่พ่อพาพวกเรามาเยี่ยมบ้านอาเหน่ พ่อจะเป็นคนคอยทำความสะอาดหิ้งรูปอากง และเราสองพี่น้องก็คอยหยิบจับสิ่งของเล็กน้อยช่วยพ่ออีกแรงหนึ่ง (หนักไปทางช่วยให้ยุ่งเสียมากกว่า)





ในขณะที่พ่อกำลังปัดคราบฝุ่นหนาประมาณหนึ่งที่รวมตัวกันเกาะหิ้งรูปอากง นั้น ผมแอบเห็นอาเหน่นั่งมองลูกชายอยู่บนเก้าอี้ตัวโปรด อาเหน่นั่งในท่าหลังโค้งงอ เพราะหลังท่านไม่สู้ดีนัก คงเป็นเพราะท่านกรำงานหนักมาตั้งแต่สมัยสาวๆ หาเลี้ยงครอบครัวด้วยอาชีพค้าขาย อาเน่ท่านขายข้าวมันไก่สูตรไหหลำ หลังที่งองุ้มนั้นคงเกิดจากการนั่งสับไก่เป็นเวลานาน





พ่อบรรจงปัดฝุ่นบนหิ้งแล้วจึงเช็ดรูปอากงช้าๆ ให้คราบฝุ่นผงหลุดออกให้หมดจด ส่วนอาเหน่กำลังมองลูกชายแล้วยิ้ม ผมเองไม่รู้ว่าเป็นรอยยิ้มแบบไหน ผมเผลอคิดเรื่อยเปื่อย ท่านอาจยิ้มเพราะเห็นลูกชายกลับมาดูแลพ่อ แม้เป็นเพียงรูปถ่ายแห่งความทรงจำก็ตาม หรือท่านกำลังจินตนาการเห็นภาพของอากงฉายทาบทับในตัวของพ่อผม แน่นอนว่าอาเหน่คงคิดถึงอากงไม่น้อย ไม่ว่ารอยยิ้มนั้นจะเป็นอย่างไรผมไม่มีสิทธิ์ล่วงรู้ แต่ที่ผมรู้ เมื่อผมมองดูอาเหน่ยิ้มแล้ว รู้สึกได้ว่ารอยยิ้มนั้น ยิ้มออกมาจากดวงตา เผลอๆยิ้มน้อยๆนั้น





อาจออกมาจากทั้งดวงใจของอาเหน่





เป็นรอยยิ้มที่มีความสุขที่สุด ผมเผลอยิ้มตาม






..........







เชื่อไหมว่า พวกเรา พ่อ แม่และ ลูกๆ เฝ้าเวียนไปเยี่ยมอาเหน่ อย่างนี้เป็นเวลา10ปีเห็นจะได้ ตั้งแต่ผมเรียนชั้นประถมจนกระทั่งก้าวสู่รั้วมหาวิทยาลัย พ่อก็ยังคงผลัดเปลี่ยนน้ำรินเติมแจกันที่ปักต้นกวนอิม เช็ดหิ้งรูป ทำความสะอาดบ้าน พวกเราก็คอยช่วยเหลือเล็กน้อยไม่ทิ้งห่างไปไหนไกล และก็ยังเห็นใบหน้าแย้มยิ้มเล็กๆของอาเหน่ยามพบหน้าลูกหลานทุกครั้ง





ในระยะเวลา10ปีหากจะนับว่านานก็นาน จะนับว่าสั้นก็สั้น ขึ้นอยู่กับว่าในช่วงระยะเวลา10ปีนั้น เราใช้ทุกวินาทีได้อย่างคุ้มค่าพอแล้วหรือยัง สำหรับคนที่ต้องใช้ชีวิตร่วมกันนั้น การอยู่ร่วมกับคนที่ทำให้มีเราความสุข ต่อให้10ปีก็ถือว่าแสนสั้น แต่การอยู่ร่วมกับคนที่ทำให้เรามีแต่ความทุกข์ หนึ่งวันก็นานเกินพอ





ในระยะเวลา10ปี ไม่ได้มีเพียงเรื่องราวที่แสนสุขสงบแต่อย่างเดียว และไม่ได้มีแต่เรื่องทุกข์แสนโศกเท่านั้น ไม่ได้มีเพียงด้านใดด้านหนึ่ง หลายๆสิ่งคลุกเคล้ากันไป ถือเป็นรสชาติที่ไม่ได้ยอดเยี่ยมอะไร และก็ไม่ใช่รสที่ย่ำแย่ขนาดนั้น เป็นรสชาติกำลังดี





คนที่จะให้คำตอบว่า10ปีนั้นมีคุณค่าและมีความหมายมากมายขนาดไหนได้ดีที่สุด เห็นจะเป็นคนที่ใช้ชีวิตร่วมกัน อย่างอาเหน่ และพวกเรา พ่อ แม่ ลูก





ปลายปีพ.ศ.2548 อาเหน่เริ่มเจ็บไข้ด้วยโรคชรา และเริ่มเข้าโรงพยาบาลบ่อยครั้ง พวกเราจึงได้มีโอกาสไปเยี่ยมท่านบ่อยขึ้นเช่นกัน ยามที่เราไปพบอาเหน่ อาการป่วยไข้ของอาเหน่ก็ดูเหมือนจะดีขึ้น สีหน้าก็มีเลือดฝาดชัดเจนเมื่อท่านพบหน้าพวกเรา บางทียาบางตัวที่ใช้รักษาอาการป่วยของอาเหน่ อาจไม่ทำปฏิกริยาจนกว่าจะได้พบหน้าลูกหลานก็เป็นได้





กำลังใจ ว่ากันว่าเป็นโอสถขนานเอก ยิ่งกำลังใจจากคนที่เรารักล่ะจะมีสรรพคุณชั้นเยี่ยมขนาดไหน





อาการของอาเหน่ดีขึ้นตามลำดับ จนพวกเราพลอยคลายกังวลได้มากโข





แต่หลังจากนั้นไม่กี่สัปดาห์ต่อมา อาการที่ว่าดีขึ้นของอาเหน่กลับกลายเป็นทรุดหนักลงไปอีก ผมพลันคิดว่าโชคชะตาบางครั้งก็มักเล่นตลกกับเรา แต่เวลาที่โชคชะตาเล่นตลกกับเรา เรามักที่จะร้องไห้มากกว่าที่จะหัวเราะเสียอีกไม่รู้ว่าทำไม ทั้งที่โชคชะตาเล่นตลกให้เราดู





อาเหน่เข้าโรงพยาบาลอีกหลายต่อหลายหน อาการเจ็บป่วยของอาเหน่ก็ยังไม่มีทีท่าทุเลาลง ซ้ำร้ายยังมีโรคแทรกซ้อนอีก สุดท้ายจึงต้องย้ายไปอีกโรงพยาบาลหนึ่ง เพราะลูกๆหลานๆต่างคิดว่าโรงพยาบาลที่ย้ายไปใหม่นี้ ต้องรักษาอาเหน่ให้หายจากโรคร้ายรุมเร้าได้อย่างแน่นอน





การไปเยี่ยมอาเหน่ครั้งหลังๆจะพบได้ว่า ร่างกายอาเหน่ซึ่งปกติซูบผอมอยู่แล้ว ก็ซูบผอมลงกว่าเดิมเสียอีก แต่การไปเยี่ยมอาเหน่ในครั้งหลังๆนี้ ก็ทำให้ค้นพบอะไรบางอย่างในชีวิตที่ผมไม่เคยคิดว่าจะได้รับรู้ และได้เข้าใจ





ตลอดชีวิตผมไม่เคยเห็นพ่อแสดงความรัก ต่อแม่ พี่ และผม หรือแม้แต่อาเหน่





พ่อหยิบกรรไกรตัดเล็บที่เตรียมมาบรรจงตัดให้กับอาเหน่ พ่อลงมือตัดเองทั้งหมดโดยไม่ได้เรียกแม่ของผมมาช่วยตัดให้เลย พ่อค่อยๆตัดจนเล็บทั้งหลายดูเรียบร้อยสะอาดสวยงาม และจากนั้นพ่อส่งมือให้อาเหน่กุมไว้ ทั้งสองจับมือกัน สายตาของพ่อจับจ้องอาเหน่ราวกับจะบอกแก่อาเหน่ว่า 'ไม่เป็นไรแล้ว ลูกอยู่ตรงนี้ ผักผ่อนเยอะๆ' จากนั้นมืออีกข้างของพ่อก็บีบเฟ้นแขนของอาเหน่ที่ตอนนี้ช่างดูลีบเล็ก ใบหน้าของอาเหน่ดูผ่อนคลายมาก บรรยากาศในห้องนั้น ไม่ต้องมีใครบอกคำว่ารัก ไม่จำเป็นที่ต้องมีใครพูดคำหวานซึ้งๆ แต่พวกเราในที่นั้นก็สัมผัสได้ทันทีว่าสิ่งที่พ่อกำลังทำให้อาเหน่ นี่แหละที่เรียกว่า "ความรัก"





ผมได้แต่หวังและภาวนาในใจเงียบๆว่าแรงนวดของพ่อจะส่งพลังกาย พลังใจไปถึงอาเหน่ให้หายจากจากโรคร้ายโดยไว เพราะผมยังเชื่อว่าความรักและกำลังใจจะเยียวยาโรคร้ายให้หายปลิดทิ้ง





ผมคิดเสมอว่า คนที่เรารักสักวันหนึ่งเขาก็ต้องตายจากเราไป เช่นเดียวกันกับคนที่เราไม่ได้รักหรือคนที่เราไม่ชอบสักวันหนึ่งเขาก็ต้อง ตายจากเราเหมือนๆกัน แต่สิ่งที่ต่าง คือ คนที่เราไม่ชอบเมื่อเขาตายจากเราไป เราคงได้เพียงพูดถึงคนคนนั้นไม่กี่คำ ก่อนกล่าวอโหสิกรรมแก่เขาที่จากไป





แต่สำหรับคนที่เรารักนั้นแล้ว เขาไม่ได้ตายจากเราไปอย่างเดียว เขานำพาความรู้สึก ความรัก เรื่องราว ความทรงจำที่แสนดีของเราและของเขาจากไปด้วย





อาเหน่จากไปอย่างสงบ และอย่างไม่วันกลับมา





เราไม่มีโอกาสพบเจออาเน่อีกต่อไป





ในวันที่รู้ข่าวการจากไปของอาเหน่ ผมไม่เห็นพ่อเสียน้ำตาในการจากไปของอาเหน่เลย แต่ก็ไม่ได้แปลว่าพ่อไม่ได้รักอาเหน่ พ่ออาจบังคับน้ำตาตัวเองให้ไหลย้อนกลับสู่อกอย่างยากเย็น พ่ออาจไม่ได้ไม่อยากร้องไห้ หรือร้องให้ไม่ออก แต่พ่ออาจต้องการแสดงเป็นแบบอย่างให้ลูกๆเข้มแข็ง เพื่อวันข้างหน้าในยามที่ลูกต้องเผชิญปัญหาเพียงลำพังเราก็ยังยึดถือพ่อเป็น แบบอย่างในความเข้มแข็งได้เป็นอย่างดี





และผมก็เชื่อมั่นว่า แม้อาเหน่ไม่อยู่แล้ว พ่อก็ไม่ได้คิดถึงอาเหน่ตลอดทุกลมหายใจเข้าออกหรอก พ่อยังมีภาระหน้าที่อีกมากมายให้คอยเฝ้าพะวง แต่ยามใดที่เรื่องราวบางอย่างหรือเหตุการณ์บางเหตุการณ์ที่พ่อพบเจอในชีวิต ประจำวัน อาจทำให้พ่อย้อนกลับไประลึกถึงอาเหน่ ความทรงจำดีๆที่พ่อและอาเหน่เคยใช้ชีวิตร่วมกัน ก็จะไหลบ่าเข้ามาจนพ่อสุขโดยไม่ทันตั้งตัวเลยก็ได้





ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมากว่าสิบปีที่พวกเรามีโอกาสใช้ชีวิตร่วมกัน อาเหน่ พวกเรา พ่อ แม่ ลูก แทบไม่มีครั้งใดที่เราพูดจาหวานแหวว จ๊ะจ๋าใส่กัน อาจจะละเลยได้แม้กระทั่งขอบคุณหรือขอโทษ แล้วนับประสาอะไรกับการมานั่งบอกรักกัน





คำว่ารักสำหรับพ่อก็ยากที่จะเอ่ยออกมา เมื่อไม่มีใครกล้าเอ่ยปากบอกคำว่ารักคนแรก ทำให้ลุกลามไปถึงคนต่อไปๆไม่กล้าบอกกล่าว แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้เรารู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจว่าพวกเราไม่ได้รักกันเลยแม้ แต่น้อย ในยามที่เรากำลังพบภาวะคับขัน หรือยามยากลำบากในชีวิต พวกเราก็ผ่านมันมาได้ แม้หลายครั้งจะผ่านมาอย่างกระท่อนกระแท่นก็ตาม แต่เราก็พ้นวิกฤตินั้นมาแล้ว





เหมือนทำให้รู้สึกได้ว่า คำว่ารักที่เราอยากจะเอ่ยออกมาให้กันฟังและเราก็อยากได้ยินจากปากของคนที่ เรารัก เราได้บอกผ่านความรักนั้นจากการใช้ช่วงชีวิตที่เราร่วมเคียงทุกข์สุขมาตลอด เวลา สำหรับ10ปีที่พวกเราอยู่ร่วมกับอาเหน่ เราได้บอกผ่านความรักจากการกระทำมาโดยตลอด พ่อที่เฝ้าดูแลปัดกวาดเช็ดถูหิ้งรูปอากง ไปเยี่ยมหลุมศพอากงที่ชลบุรี อาเหน่ที่เฝ้ามองลูกชายและหลานๆ ทำให้เกิดความผูกพัน ก่อร่างเป็นความรักที่ถ้อยคำใดก็ไม่สามารถพรรณาได้หมดจด และช่วงเวลาก่อนหน้านี้อีก ช่วงเวลาที่พ่อและอาเหน่เคยใช้ชีวิตร่วมกันก่อนที่จะมีครอบครัวมีพวกเราอีก ล่ะ จะสร้างห่วงคล้องใจของทั้งคู่ให้แน่นแฟ้นมากขนาดไหน อาเหน่ที่เคยมีวันเวลาอยู่ร่วมกับอากงในฐานะคนรัก ทั้งคู่รักกันปานใด เคยเอ่ยคำว่ารักกันบ่อยรึเปล่า ยากที่ผมจะล่วงรู้ เป็นเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างอากงและอาเหน่เท่านั้น แต่ความรักที่อาเหน่เฝ้าถนอมกว่า60ปี กับการเลี้ยงดูลูกๆและหลานๆซึ่งเป็นเสมือนตัวแทนอากงที่จากไป บอกปริมาณความรักของอาเหน่ได้เป็นอย่างดี





และต่อจากนี้เมื่ออาเหน่ไม่อยู่แล้ว ในครอบครัวเล็กๆของพวกเรา ตลอดช่วงเวลาที่ผม พ่อ แม่ พี่ ได้ใช้ชีวิตร่วมกันพวกเรานั้นผ่านเรื่องราวอะไรมากมาย มีการกระทำในยามใดบ้างไหมที่บอกใบ้ว่า แม้พวกเราจะไม่เคยบอกคำว่ารักต่อกัน แต่เวลาที่ทุกข์ คับขัน ต้องการความช่วยเหลือ เมื่อเราได้พบเห็น พ่อ แม่ พี่ คอยช่วยเหลือ ให้คำแนะนำและให้กำลังใจเราอย่างสม่ำเสมอ คือเครื่องหมายย้ำเตือนใจว่าพวกเราได้แสดงความรักต่อกันเป็นที่เรียบร้อย และเมื่อใดก็ตามที่ท้อแท้เพียงแค่นึกถึงหน้าบุคคลที่เป็นที่รักเหล่านี้ ดูเหมือนความทุกข์ก็ปลิดหายไปเสียครึ่งหนึ่งแล้ว





สำหรับพวกเราแล้วครอบครัวไม่ได้เป็นเพียงแค่สิ่งหนึ่ง แต่คือทุกสิ่ง การกระทำมาตลอดช่วงชีวิตของบุคคลที่ใช้ชีวิตร่วมเคียงกันมา ผ่านร้อน ผ่านหนาว ผ่านเรื่องราวดี ร้าย บอกอะไรๆได้มากมายกว่าคำว่า "รัก"





ในเมื่อคำว่ารักที่เป็นเพียงคำสั้นๆ สามารถเอ่ยได้โดยไม่ได้ยากลำบากหนักหนา ซ้ำความหมายยังกินใจ เอ่ยเมื่อใดก็สุขทั้งคนพูดและคนฟัง แต่เป็นเรื่องยากจริงๆสำหรับครอบครัวของเรา พวกเราจึงเลือกวิธีที่คนอื่นอาจมองว่ายากและลำบากเกินไป แต่พวกเราถนัดอย่างนี้มากกว่า อย่างที่พวกเราเคยทำ ยังทำอยู่ และต่อไปก็ยังจะทำ





พวกเรานั้น





"ใช้ระยะเวลาตลอดชีวิตเพียงเพื่อ บอกรัก"
SHARE
Written in this book
น้ำตาสีแดง

Comments