เป็นตัวของเองเถอะ ดีที่สุด
มีหลายครั้งที่สถานการณ์พาให้ตัวเองไม่เป็นตัวของตัวเอง ต้องพยายามเป็นคนในแบบที่คนอื่นต้องการ เพราะคิดเอาเองว่าเขาจะชอบ นั่นเพราะคิดเอาเองทั้งนั้น...แต่ความเป็นจริงมันไม่ใช่ 

เมื่อวานเป็นวันศุกร์และก็เป็น "วันสุข" ด้วย อันที่จริงเป็นวันที่เคร่งเครียดทั้งที่งานไม่ได้ยุ่งแต่ติดต้องพรีเซนต์งานกับ Director หัวหน้าไม่อยู่...คนที่ต้องร่วมพรีเซนต์ลาพักร้อน มีแต่ลูกน้องที่ไม่เคยเชื่อถือในตัวเราเพราะเราต้องเรียนรู้งานจากเขาในช่วงใหม่ ๆ เขารู้เยอะกว่า มีเพื่อนร่วมงานที่คอยถือมีดแหลมคมไว้ข้างหลังตลอดเวลา...ฉาบด้วยคำพูดเคลือบยาพิษ แต่ก็ยังดีที่มีหัวหน้าแผนกที่เป็น backup ซึ่งหัวหน้าคนนี้ไม่เคยเชื่อมือเราแม้แต่นิดเดียว อ้าววววว! อะไรวะ

นั่นหมายถึงเราตัวคนเดียวสินะ ก็ใช่น่ะสิ ไอ้ความโดดเดี่ยวหัวเดียวกระเทียมลีบ...ไม่มีใครเห็นหัวเรามาตั้งแต่มาร่วมงานที่นี่...มันชินแล้วล่ะ ความไม่แคร์ world จึงเป็นกลไกธรรมชาติที่เกิดขึ้นเองตามสัญชาติญาณ 

แต่ที่เครียดเล็กน้อยเพราะครั้งที่แล้ว ตอนที่เพิ่งเข้ามาทำงานเพียงไม่กี่เดือนก็ต้องไปพรีเซนต์งานแบบนี้แหละ ไปกันทั้งแผนกและก็ถูกผู้บริหารกวาดโต๊ะเทกระจาดไม่ปลื้มการพรีเซนต์ เดินโซเซออกมากันทั้งหัวหน้าแผนกและสมาชิกทุกคนในทีม ครั้งนั้นทำให้ต้องแก้ presentation และค้นในสิ่งที่ผู้บริหารต้องการรู้ให้ได้ กว่าจะได้กลับบ้านปาเข้าไปเที่ยงคืน เล่นซะทุกคนขยาดกับการไปประชุมร่วมกับผู้บริหาร 

แน่นอนพอหัวหน้าไม่อยู่เพื่อนร่วมทีมที่เก่งด้านพรีเซนต์ก็ลาพักร้อนงานทุกอย่างก็ตกเป็นหน้าที่เราโดยปริยาย ลำพังเรื่องงานตัวเองก็เยอะพออยู่แล้วยังต้องพ่วงงานเพื่อนที่ฝากพรีเซนต์อีก แต่ช้าแต่...ครั้งนี้เราเตรียมตัวมาดี ทำการบ้านหนักและอีกอย่างคือได้รู้แล้วว่าสไตล์ของ Director คนนี้เป็นอย่างไร อะไรที่เขาอยากรู้ก็หามาให้เขาซะ

ถ้าเราพลาดอีกครั้งเหมือนครั้งที่แล้ว ไม่เพียงหัวหน้าที่ผิดหวังในตัวเรา แต่ยังมีลูกน้องและเพื่อนร่วมงานที่คอยถือมีดอยู่ข้างหลังคอยปักมีดและเหยียบมิดด้วยสองเท้าแน่นอน และที่สำคัญเราก็คงผิดหวังในตัวเองที่พิสูจน์ตัวเองไม่ได้สักที

และแล้วการประชุมและการพรีเซนต์ก็ผ่านไปด้วยดี Director ไม่มีข้อกังขาและยังชมกลับมาว่า good job! ทุกคนดีใจโดยเฉพาะหัวหน้าแผนกที่รอดการถูกตำหนิไปอีกครั้ง แต่คนที่ดีใจที่สุดเห็นจะเป็นหัวหน้าเราที่พยายามปลุกปั้นและคอยผลักดันเรามาตลอดในที่สุดเราก็พิสูจน์ตัวเองให้ผู้บริหารเห็นเสียที แต่ที่ทำให้เราแปลกใจมากที่สุดเห็นจะเป็นลูกน้องที่หันมาให้ความเคารพแบบไม่มีอคติ และที่แปลกใจไปมากกว่านั้นคือเพื่อนร่วมงานที่คอยถือมีดไว้ด้านหลังหันมาชม แต่เพื่อนสนิทก็เตือนไว้ว่า 
"careful your back hahaha"

ก่อนหน้าประชุมอาทิตย์เดียวเพื่อนร่วมงานคนนี้ยังคอยเสี้ยมลูกน้องให้เกลียดเราอยู่เลย ทั้งที่เราให้เกียรติเขาทุกอย่างทั้งในความอาวุโสกว่า และอายุงานมากกว่า ถึงเราจะมาในตำแหน่งสูงกว่าเขาแต่ไม่เคยเอาหัวโขนจอมปลอมนี้มาทำให้ความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานกระอักกระอ่วน เรียกว่าพยายามเปลี่ยนตัวเองเพื่อปรับตัวหาพวกเขาด้วยซ้ำทั้งที่ไม่เคยคิดจะทำ แต่พอมารู้จัง ๆ ว่าเขาคอยยุยง คอยเสี้ยมลูกน้องให้เกลียดเรา เท่านั้นแหละพอกันที ที่ได้รู้เพราะไอ้ลูกน้องคนนี้ดันมาคุยกับเราตรง ๆ ว่า "พี่พูดถึงหนูแบบนั้นจริงเหมือนที่เขาบอกหนูหรือเปล่า?" เรื่องเลยแดงขึ้นมาว่าเราไม่เคยพูดถึงใครลับหลัง น้องมันเลยถึงบางอ้อ 

พอกลับมาเป็นตัวของตัวเอง เออเรามีความสุขว่ะอยากทำอะไรก็ทำ อยากพูด อยากคิดอะไรก็คิดไปไม่แคร์ใครตราบใดที่ไม่ล้ำเส้นใคร 8 เดือนที่ผ่านมา ใช่! มันดูช้าไปที่กว่าจะไหวตัวทันแต่มันคือการเรียนรู้คน ได้เรียนรู้ตัวเองและเรียนรู้ที่จะมีความสุขกับตัวเองและเคารพตัวเองในแบบที่ตัวเองเป็น ^^

ป.ล. อย่าไว้ใจทางอย่าวางใจคน สุภาษิตนี้เก่าแค่ไหนก็ยังใช้ได้เสมอ

ป.ล. เป็นตัวของตัวเองดีที่สุด ตราบใดที่ไม่ทำให้ใครเดือดร้อน เพราะเราจะมีความสุขในแบบของเราที่ไม่จำเป็นต้องเรียกร้องความเข้าใจจากใครใด ๆ บนโลกใบนี้  




SHARE
Writer
KCstory
Writer
นักฝัน ที่อยากแบ่งปันมุมมองชีวิตผ่านตัวหนังสือให้คนที่ไม่รู้จักอ่าน

Comments