ทำไมมึงพูดเหมือนคนไม่มีความรู้สึกเลยวะ


คืนก่อนฉันกำลังดูซีรี่ห์อยู่ และได้รับสายด่วนจากเพื่อนคนหนึ่ง (เหตุที่ฉันคิดว่าด่วนเพราะเพื่อนฉันคนนี้มักจะไลน์บอกก่อนเสมอว่าจะโทรมา)

[ กูไม่ได้เมานะ ] ปลายเสียพูดเปิด

“ฮะ?”

แน่นอนว่าใครโดนเปิดประโยคแบบนี้ก็เป็นต้องงงกันบ้างเป็นธรรมดา แถมเสียงของอีกฝ่ายก็อู้อี้เสียจนจับใจความไม่ได้อีก สาบาน ไม่เชื่อหรอกว่ามันไม่เมา เหอะๆ

[ ทำไมเขาต้องเลิกกับกูวะ ทำไมวะ... ]

น่าน #ที่ไม่ใช่จังหวัด
มึงเมาใช่มั้ย แน่ๆ วางสิบบาทเลยเอ้า

“...”

[ กูไม่เข้าใจ กูทำไม่ดีตรงไหนวะ กูให้เขาได้ทุกอย่างยกเว้นเรื่องเงิน ทำไมวะ ]

บอกก่อนว่าเราเองเป็นเพียงเด็กมัธยม แน่นอนว่าเรื่องเงินอาจจะเป็นเรื่องพูดยากสักหน่อย หากไม่ได้มีรายได้ที่หามาเองจากการเล่นหุ้น หรือ ขายของออนไลน์ หรือด้วยเหตุอื่นๆ

“ถ้ายังรักอยู่ก็ลองคุยกันก็ได้นี่ ลองง้อเขารึยัง”

[ เหอะ ] เขาหัวเราะในลำคอ
[ กูลองมาหมดแล้ว ลองคุยก็แล้วแต่เขาก็บอกว่ามันไม่มีทางกลับมาเป็นเหมือนเดิม ] ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงตัดพ้อ

ขอโทษเถอะ แต่วินาทีนั้นฉันได้แต่คิดในใจ ‘แล้วจะมาเศร้าเสียใจเพื่อ’ 
ออกตัวก่อนได้มั้ยนะว่าฉันเองก็ไม่ค่อยปลื้มแฟนเก่าเพื่อนคนนี้เสียเท่าไหร่และตัวแฟนเก่าเพื่อนฉันเองที่ไม่ชอบขี้หน้าฉันก่อน แถมหึงแรงเสียด้วย แต่สำหรับฉัน...ก็ไม่เชิงเกลียดหรือมองหน้ากันไม่ติดหรอก เพียงแค่ไม่ค่อยชอบในนิสัยเอาแต่ใจของเขาที่มักพาให้เพื่อนของฉันคนนี้ไม่สบายใจ
แต่ในเมื่อเพื่อนฉันเลือกแล้ว และตัวฉันไม่ได้เป็นคนที่มีความรักเชิงนี้มาเกี่ยวข้องในวิถีชีวิตเท่าไหร่ ดังนั้นฉันเชื่อใจพวกเขา
but fine, they broke up. (ㄱㅡㄱ )

ฉันคุยกับเขาเรื่องแฟนคนนี้ ไม่สิความจริงเขามากกว่าที่เป็นคนมาขอคำปรึกษา (จากคนที่ไม่สนใจความรักเท่าไหร่อย่างฉัน) โอเค เราสองคนคุยกันมายาวนานมาก ฉันคอยให้คำปรึกษาเพื่อนเสมอ และครั้งนี้ก็เป็นอีกครั้ง ให้ตายยยยย เถอะ ! นาฬิกาบอกเวลาสี่ทุ่มกว่า หูฉันยังคงมีเสียงแว่วของคนที่อ้างว่าตนไม่ได้เมาพร่ำเพ้อถึงแฟนเก่าตัวเอง พระเจ้า นี่แม่ฉันเรียกให้ไปอาบน้ำประมาณสี่รอบได้แล้ว


นอกจากเรื่องแฟนเก่ายังคงมีเรื่องเพื่อนของเขาอีกเช่นกัน ซึ่งดูเหมือนเพื่อนของเขาคงจะมีปัญหาส่วนตัวที่ไม่อยากบอกใครเลย แม้แต่เพื่อนตัวเองก็ตาม
บวกกับเพื่อนฉันคนนี้ช่างเป็นคนคิดมากเสียเหลือเกิน ถึงกับร้องไห้ทันทีที่พูดถึงเรื่องนี้

( เอ้า เวรละไง แล้วทีนี้ฉันจะปลอบมันยังไงละวะ ? )

“มึงใจเย็นๆ”

ประโยคซิมเปิลมาก แต่ตั้งแต่เล่ามาจนถึงตอนนี้บอกเลยว่าฉันเงียบเป็นส่วนใหญ่ อยากให้เพื่อนฉันระบายออกมามากกว่า

[ ถ้ามันมีอะไร ทำไมถึงไม่ยอมบอกกันละวะ ]

ในฐานะที่ฉันเองก็พอจะรู้จักเพื่อนคนนั้นมาบ้าง และเท่าที่รู้จักกันมา ตัวเขาก็ไม่ใช่จะเป็นคนไม่ดีอะไร เพียงแต่บ้านดูมีฐานะพอสมควร ซึ่งอาจจะถูกกดดันหรือตัวเขาตีกรอบไว้เองก็ไม่อาจทราบได้

ฉันไม่อยากให้เพื่อนมีปัญหากัน รวมถึงไม่อยากให้มีเรื่องเครียดเพิ่ม
และทันใดนั้นฉันก็คิดได้

“สมมตินะมึง ทำไมมึงถึงคิดว่ามันจำเป็นต้องบอกวะ?”

[ ... ]

“แบบสมมติเลยนะ มีคนหนึ่งเครียดมากๆ เขาเองก็ไม่รู้ว่าควรจัดการหรือแก้ปัญหามันอย่างไร และเขาเองก็อยากปรึกษาเพื่อนอย่างที่เคยทำมา”

[ ... ]

“แต่คิดอีกแง่ ถ้าคนๆนั้นเขารู้ว่าเพื่อนตัวเองเครียด แล้วทำไมเขาต้องเอาความเครียดของเขาไปเพิ่มให้คนอื่นด้วยละวะ?”

ปลายสายเงียบ (จนคิดว่านอน)
แค่นั้น และอีกฝ่ายก็เปลี่ยนเป็นอีกเรื่องในเวลาต่อมา

เรื่องครอบครัว — เพื่อนฉันคงเกิดอาการน้อยใจ ?  ฉันคิดว่าเป็นอาการแบบนี้นะ
เขาบอกว่า ‘มึงรู้มั้ยกูเริ่มไม่ค่อยคุยกับพ่อแล้ว’

me: *งง*

อ่าวมันไม่ถูกหรอ

ฉันคิดว่าพอเราโตขึ้น เรื่องราวต่างๆ ที่พบเจอก็ต้องมีมากขึ้น มีผู้คนเข้ามาในชีวิตเพิ่มขึ้น เรื่องบางเรื่องเราเองก็ต้องเก็บไว้คิดเองบ้าง
ตัวพ่อเองก็ใช่ว่าจะไม่อยากคุยกับเรานี่ เขาอาจจะมีเหตุผลของเขาก็ได้ คนเราไม่จำเป็นต้องคุยกันตลอดเวลาไม่ว่าจะสถานะไหนก็ตามไม่ใช่หรอ ?

กูเหนื่อย เป็นผู้ใหญ่แม่งเหนื่อยขนาดนี้เลยหรอวะ กูไม่อยากเป็นแล้ว แม่ง เหนื่อยวะ

อะ โยงใยแกทเชื่อมโยงมาถึงนี้
สาบาน ว่าฉันพยายามหาคำที่ soft ที่สุดเพื่อจะมาพูดแล้วนะ

“นี่เรายังอยู่ในช่วงต่อฝึกการเป็นผู้ใหญ่อยู่เลย ในอนาคตต้องเจอหนักกว่านี้อีก”

[ ... ]

“มึงคิดว่าในอนาคตมึงจะต้องใส่หน้ากากใส่คนอีกเท่าไหร่วะ โลกก็คือละคร คนที่มึงสบายใจจริงๆ มีกี่คนกัน”
“มันไม่ใช่เรื่องง่ายแต่ก็ไม่ใช่เรื่องยากนักหรอกการเป็นผู้ใหญ่”

ในความคิดมึงการเป็นผู้ใหญ่ เขาต้องรับผิดชอบอะไรบ้าง มึงรู้มั้ยวะ ?

ฉันถาม และแน่นอนเขาเงียบ

[ รับผิดชอบตัวเอง มั้ง ]

ฉันคิดว่าเขาคิดถูก ครั้งหนึ่งฉันเองเคยได้รับการสอนมาแบบนี้เช่นเดียวกัน

ความรับผิดชอบหรอ มันคืออะไรอะ กินได้มั้ยนะ
มันคือการที่ฉันต้องเอางานไปส่งครูรึปล่าว
หรือการที่ฉันต้องทำการบ้าน
หรือการที่ฉันยืมของแล้วต้องดูแลรักษาให้ดี

แต่พอโตขึ้น ฉันคิดว่า การรับผิดชอบตัวเองและสิ่งที่ตัวเองก่อขึ้นมาไม่ว่าจะอะไรก็ตาม นั่นแหละคือความรับผิดชอบจริงๆ

รับผิดชอบอารมณ์โกรธ
รับผิดชอบความผิดพลาด
รับผิดชอบความรัก
หรือแม้แต่รับผิดชอบความสัมพันธ์

จากในเรื่องเจ้าชายน้อยนั้น เขาได้สร้างความสัมพันธ์ไว้กับสุนัขจิ้งจอก และแน่นอนสุนับจิ้งจอกตัวนั้นบอกให้เขารู้สึกสร้างความสัมพันธ์ รวมถึงรับผิดชอบความสัมพันธ์ที่ตนก่อนั่นด้วย

ไม่ว่ามันจะล้มเหลว
ใครเริ่มกันละ
ฉันเหรอ ?
งั้นฉันคงต้องรับผิดชอบความเศร้าภายในใจแล้วสิ

หรือจะเป็นเธอนะ ?
อืม... ฉันก็คงต้องรับผิดชอบการตัดสินใจตัวเองเช่นกัน


อยู่ๆ เขาก็พูดแทรกสวนฉันขึ้นมา

[ ไม่ใช่มึงคนเดียวหรอกนะ ที่ดูคนออก ] 

ฉันไม่เข้าใจ
ฉันไปดูคนออกตั้งแต่เมื่อไหร่กัน
ทุกวันนี้ฉันยังเดาใจอาจารย์สอนเลขไม่ออกเลยเสียด้วยซ้ำว่าเขาจะออกแนวไหน ฮ่าๆๆ

แต่แน่นอน มันดูเหมือนจะเป็นคำพูดตลกๆ ชวนขำ
แต่ฉันกลับรู้สึกหงุดหงิด

“กูไม่เคยบอกว่ากูดูใครออก”

[ หึ แต่กูดูมึงออกนะ ] เขาหัวเราะในลำคอ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เหนือกว่า

และมันทำให้ความหงุดหงิดของฉันเพิ่มมากขึ้นไปอีก

“หรอ แล้วตอนนี้กูรู้สึกยังไง?”

มันเงียบไปพักหนึ่ง ก่อนจะตอบกลับมาว่า
[ มึงอึดอัด ]

ขอโทษนะคะesus แต่กูไม่ได้อึดอัดค่ะ

“ไม่ใช่อะ”

[ มึงหลอกตัวเองไม่ได้หรอกนะ ]

ถ้าไม่ติดว่าคนตรงหน้ากำลังอยู่ในอารมณ์เศร้า ฉันคงตัดสาย เพราะฉันชักจะเริ่มโกรธคนตรงหน้าขึ้นมา

มีอย่างที่ไหน มายัดเยียดความรู้สึกให้คนอื่นวะ

“กูไม่เคยอึดอัดกับเพื่อน กูมีอะไรพูดตรงๆ ไม่เคยปล่อยให้ข้ามวันเหมือนมึง”



ทำไมมึงพูดเหมือนคนไม่มีความรู้สึกเลยวะ


หรือ


ความสุข มึงเคยมีบ้างมั้ยวะ


ฉันกำลังรับผิดชอบความอดทนของตัวเองได้อย่างดี ขอบคุณที่รับมือกับความโกรธของตัวเองได้มากขนาดนี้

เฮ้อ ฉันเหนื่อย และอยากอาบน้ำ
แม่ส่งพ่อมาเคาะประตูห้องฉันรอบที่สองแล้วนะ บ้าจริง นาฬิกาจะบอกเวลาเที่ยงคืนแล้วด้วย =___=

“ความสุขของกูอาจจะเป็นแค่เรื่องเล็กๆก็ได้นะ”
“เพราะแต่ละคนมันไม่เหมือนกันหรอก”

[ .... ]

“อาจจะแค่คุยกับหมา รดน้ำต้นไม้ กินคุกกี้สัปปะรด ฟังเพลง หรือนอน”

“บางทีคนเรามักคิดว่าตัวเองทำความสุขหาย”
“ถามจริงๆ คิดว่าตัวเองทำหาย หรือว่า ตัวคุณเองที่ลืมมันไป ?”

“บางทีกูแค่ฟังเพลง ก็ยิ้มได้แล้ว และนั่นคือความสุขของกูอีกหนึ่งอย่าง แน่นอนยังมีอีกมากมาย”



ฉันไม่ใช่คนที่แสดงออกเก่งนัก รวมถึงการพูดก็ค่อนข้างจะไม่รู้เรื่องซักเท่าไหร่
ฉันแค่คิดว่า เออ เราเคยเกลียดเลขมากๆนี่นา ทำไงดีละ เราต้องใช้สอบนะ และฉันพร่ำบอกตัวเองทุกวัน ฉันรักเลข มันไม่ยากเกินความสามารถของมนุษย์หรอก
และผลคือ ฉันสามารถเรียนรู้มันได้โดยไม่รู้สึกเบื่อ

ฉันคุยกับเขาต่ออีกครู่หนึ่งก่อนจะขอตัวไปอาบน้ำนอนเพราะมันล่วงเลยเวลามานานมากแล้ว


“ฝันดี อย่าเครียด เอ้ยไม่ต้องฝันหรอก มันเหนื่อย บาย”


หากในนี้ คนที่กำลังอ่านมีเรื่องราวชีวิตของผู้ใหญ่มากกว่านี้ละก็ ลองแนะนำฉันบ้างก็ได้นะ ถือว่าเป็นคู่มือเพื่ออนาคตได้มั้ย ฮ่าๆๆ ล้อเล่นค่ะ :-)



SHARE
Writer
159cm
2000s
เจ้าชายน้อยก็ไม่ได้เป็นเจ้าของดวงดาวไม่ใช่เหรอ.

Comments

nawin35pnz
2 days ago
อยากรู้คนเขียนอายุเท่าไหร่...55เขียนได้น่ารักครับ.
Reply
159cm
2 days ago
5555 อายุ 17 ค่า ขอบคุณนะคะ 😁🙏🏻