ชวนอ่านหนังสือ 01: Still Alice
เดือนนี้ได้อ่านหน้งสือ 2 เล่มที่ชอบมากๆๆๆ ชอบจนเราเอาไปพยายามชักชวนให้คนอื่นๆ มาอ่านด้วย พอพูดไปหลายรอบจนกลัวว่าคนรอบข้างจะเซ็ง ก็เลยขอมาป่าวประกาศในเพจนี้ต่อแทน เผื่อว่าจะมีใครสนใจอยากอ่านบ้าง

เล่มแรกคือหนังสือ Still Alice (http://amzn.to/2zbUmRG) หนังสือนิยายที่ออกมาได้ซักพักจนกลายไปเป็นหนังไปเมื่อไม่กี่ปีก่อน (ที่ Julianne Moore แสดงและได้รับรางวัลออสการ์ไปด้วย) แต่เราเพิ่งจะได้มีโอกาสมาอ่าน

ปกติแล้วเราไม่ค่อยได้อ่านหนังสือนิยายเท่าไหร่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นิยายที่เรารู้อยู่แล้วว่าตอนจบมันไม่ได้ happy ending แบบเล่มนี้ แต่เล่มนี้ต้องเรียกได้ว่าเป็นเรื่องที่พิเศษมาก เพราะถึงแม้ว่ามันจะเศร้าแค่ไหน แต่มันทำให้เรารู้สึกดี และรู้สึกว่าเราได้อะไรจากหนังสือเรื่องนี้เยอะมากๆ

But just because I’ll forget it some tomorrow doesn’t mean that I didn’t live every second of it today. I will forget today, but that doesn’t mean that today didn’t matter.”
 
ได้ความรู้ทั้งเกี่ยวกับเรื่องโรค Alzheimer’s เกี่ยวกับเรื่องสมอง เรื่องการตรวจการรักษา แม้กระทั้งเกี่ยวกับเรื่องการทำ trial ทดสอบเรื่องยา (คนเขียนจบปริญญาเอกทางด้าน Neuroscience มาจาก Harvard ด้วยนะ ข้อมูลเลยแน่นหนากว่าหนังสือนิยายทั่วไป)

ได้คิดถึงโลกในมุมมองของคนที่เป็นโรค Alzheimer's และมุมมองของคนที่ต้องเป็นผู้ดูแลย และได้ลองคิดถามตัวเองดูว่าถ้าเป็นเราในแต่ละบทบาทเหล่านี้เราจะรู้สึกยังไง และเราจะพร้อมที่จะรับมือมั้ย

ได้มองย้อมกลับมาดูปัจจุบันว่าตกลงแล้ว อะไรเป็นสิ่งที่สำคัญในชีวิต

ได้กลับมาคิดถึงเรื่องความสัมพัันธ์ต่างๆ ในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นกับพ่อแม่ กับคนรัก กับคนอื่นๆ

ได้เตือนใจตัวเองไว้ว่า บางครั้งเหตุการณ์อาจจะเกิดขึ้นต่างกันโดยสิ้นเชิงจากที่เรารู้สึกและที่เราเห็น

อีกอย่างคือ เราชอบวิธีการเขียนของคนเขียนมากๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ที่เค้าสามารถเอาบางคำบางประโยคที่ไม่ต่างกันมาก แต่พอเอามันมาอยู่ในกรอบที่ต่างกันไม่กี่ประโยคถัดมา กลับให้ความรู้สึกที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง (โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าฟังเป็นเวอร์ชั่นหนังสือเสียงที่คนเขียนเป็นคนอ่านให้ฟังเอง)

เอาเป็นว่า เราคงไม่เล่ารายละเอียดมากกว่านี้ จะได้ไม่สปอยล์หนังสือมากไป (แต่จริงๆ แล้วเนื้อเรื่องก็ไม่ค่อยซับซ้อนอะไรนะ น่าจะเดาๆ กันได้อยู่) ขอเตือนแค่ว่าเรื่องนี้เศร้ามากๆ นะ เราน้ำตาซึมๆ ไปหลายรอบเลยระหว่างอ่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนจบเล่ม (ตอนอ่านจบนี่คืออยู่บน MRT ยังน้ำตาไหลแบบไม่สนคนรอบข้างเลย)

แต่มันก็เป็นความรู้สึกเศร้าๆ แบบที่ยังทำให้เรารู้สึกดี และรู้สึกอยากบอกให้คนอื่นๆ มาอ่านหนังสือเล่มนี้ด้วยกันนะ

ถ้าใครได้อ่านเล่มนี้แล้วก็มาแชร์ความรู้สึก มาพูดคุยกันได้นะ (หรือจะมานั่งอ่านไปร้องไห้ไปกันก็ได้นะ)

ปล๑. อ่านเล่มนี้แล้วเรานึกถึงหนังสือนิยายที่เคยอ่านตอนเด็กๆ เรื่อง Flowers for Algernon (http://amzn.to/2jPtELP) ในแง่ของการติดตามความคิดและการเปลี่ยนแปลงของความสามารถทางสมองของตัวละครหลัก แต่อันนั้นนิยายจริงจัง ไม่ได้อิงวิทยศาสตร์จริงๆ แบบอันนี้ และก็นึกถึงอีกหนึ่งในหนังสือโปรดของเรา Thinking Fast and Slow (http://amzn.to/2hJuPIH) ในประเด็นเรื่องของการที่คนเรามี "remembering self" กับ "experiencing self" ที่แตกต่างกัน

Originally Posted On:
http://on.fb.me/2jk3M77

Photo by Aliis Sinisalu on Unsplash
(https://unsplash.com/photos/yOh9lWBDjP4)
SHARE
Written in this book
One Book at a Time
Writer
Cloud9
นักอ่านแอบเขียน
https://www.facebook.com/1Thing.1Thing

Comments