Day 01
19.12.2017

อาจช้าไปเล็กน้อยสำหรับการบันทึกครั้งนี้

มีหลายอย่างเกิดขึ้นระหว่างช่วงเวลาที่ผ่านมา ทั้งผมและคุณต่างมีภาระหน้าที่ของตัวเองต้องรับผิดชอบ นั่นทำให้บางวันแทบไม่ได้คุยกัน มีเพียงข้อความที่ทิ้งไว้ผ่าน LINE แสดงถึงความเป็นห่วง

แต่นั่นก็เพียงพอแล้ว แค่รับรู้ว่าอยู่ข้างๆ เท่านั้นก็เป็นเหตุผลเพียงพอสำหรับผมแล้ว

ผมอยู่ในช่วงที่เกือบจะวิกฤตที่สุดในชีวิต ทั้งตัวโรคของผม และชีวิตจริงในแต่ละวันที่ต้องเผชิญ ทั้งสอบ ทั้งวิจัย ทั้งสอบ OSCE ที่ถือเป็นการสอบใหญ่ระดับหนึ่งใน 4 ปี และไม่ใช่แค่การเข้าไปทำให้จบๆไปเหมือนการสอบอื่นๆ

เคสคนไข้ 30 เคส ใช้เวลาสอบ 6 ชั่วโมง แบ่งเป็น 30 ฐาน รวมความรู้ทั้งหมดที่มี เอามาคิดวิเคราะห์เป็นการรักษาคนไข้ นั่นหมายความว่า ไม่ว่าคุณจะอ่านหนังสือมามากเพียงไร ก็ไม่ได้หมายความว่าคุณจะทำข้อสอบได้
มีอาจารย์ประจำฐานคอยให้คะแนน และมีคนธรรมดาแสดงเป็นคนไข้ นอกจากคุณจะไม่เห็นภาพจริงของคนไข้แล้ว คุณไม่อาจคาดหวังหน้างานได้เลย เพราะต่อให้คุณทำถูก แต่หากไม่ใช่คำตอบที่อาจารย์ต้องการ คุณก็ผิดอยู่ดี
ก่อนไปออกโรงพยาบาลต่างจังหวัด อาจารย์ทุกท่านมีความคาดหวังเต็มเปี่ยมว่า นิสิตนักศึกษาทุกคนจะสามารถมีความรู้ความสามารถมากพอในการออกไปรักษาคนไข้

แต่การเจอคนไข้จริง ระยะเวลาไม่ถึง 1 ปี ผมถือว่าประสบการณ์เท่านี้ยังน้อยมาก

สายตาของอาจารย์ที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง ทำให้นิสิตนักศึกษาทุกคนเครียดจนเข้าสู่สภาวะเป็นบ้า เพื่อนบางกลุ่มจับกลุ่มติวกัน ทุกคนพยายามช่วยเหลือกัน เพื่อให้ผ่านการสอบนี้ไปได้

ผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้น

และหนักกว่าเพื่อนกว่าครึ่งภาคที่เหลือ คือ ผมและเพื่อนกว่าครึ่งภาค ต้องมาเรียน และสอบในรายวิชาเลือก และวันถัดไปมีสอบ OSCE

ผมถึงกับหลั่งน้ำตา

ผมตั้งคำถามกับตัวเองหลายครั้ง ว่าผมทนไปเพื่ออะไร จนกระทั่งคุณบอกว่า 'สอบเสร็จไปเที่ยวกัน' นั่นทำให้ผมอดทนจนถึงวันสอบ

จนกระทั่งสอบผ่านพ้นไป ผมเดินทางไปพบคุณที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง พวกเราตกลงกันว่าจะหาอะไรทานเป็นอาหารเย็น ก่อนไปดูแสงไฟจากต้นคริสมาสด้านล่าง เพื่อถ่ายรูป เก็บบรรยากาศ

แม้วันนั้นจะเป็นวันที่เครียดที่สุด สำหรับการสอบ OSCE ในยามเช้า แต่ในขณะเดียวกัน กลับเป็นวันที่แสนวิเศษสำหรับผม ที่ผมไม่อาจลืมเลือนได้อีก

ผมกับคุณจับมือกันเดินท่ามกลางแสงไฟละลานตา

ผมเคยบอกคุณว่า ผมไม่ชอบที่ที่คนเยอะ และที่แห่งนี้ คนเยอะพอๆกับผู้โดยสารตกค้างบนรถไฟฟ้า แต่เมื่อผมอยู่กับคุณ ผมกลับรู้สึกปลอดภัยอย่างประหลาด จริงอยู่ที่ห้วงเวลานี้เหมือนนิยาย แต่มันคือความจริง และผมนึกขอบคุณอะไรก็ตาม ที่ทำให้ผมได้พบกับคุณ

สักพัก คุณรับสายโทรศัพท์ ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด คุณหันไปคุยโทรศัพท์ทางอื่นเพื่อไม่ให้ผมได้ยินเสียง เวลาล่วงเลยไปสักพักใหญ่ ผมจึงพาคุณไปนั่งด้านข้างแทน ผมแตะไหล่คุณด้วยความเป็นห่วงเมื่อคุณพูดกับปลายสายด้วยท่าทางเคร่งเครียด ผมกังวลว่าจะเกิดอะไรขึ้น แต่ทุกอย่างก็ไม่มีอะไร ผมเชื่อว่าคุณจะผ่านมันไปได้แน่

พวกเราเดินกลับไปทางสีลม ผมลงรถไฟฟ้าใต้ดิน ส่วนคุณขึ้นรถไฟฟ้า ระหว่างทางเต็มไปด้วยแสงไฟจากรถยนต์และตึกข้างทาง อากาศที่เย็นลงจากหน้าหนาว ทำให้ผมกระชับมือคุณแน่นขึ้นเล็กน้อย

ผมเริ่มชินกับการจับมือขึ้นบ้างแล้ว พวกเราคุยกันเรื่องเรื่อยเปื่อย ปัญหาของคุณ สิ่งที่ผมพบเจอในช่วงนี้ เราแลกเปลี่ยนความคิดกัน การถกเรื่องบางเรื่องกับใครสักคน มันเป็นเรื่องที่ดี และผมชอบคนที่ชอบถกปัญหาหลายๆเรื่องด้วยได้

และนั่นทำให้ผมเลือกที่จะตอบตกลงไป

จริงๆแล้วเหตุการณ์ถัดจากนี้ผมอยากเก็บไว้คนเดียว ไม่อยากให้ใครได้อ่าน (ฮา)

แต่ผมดีใจ ที่คุณทำเช่นนั้น

เพราะผมพูดได้เต็มปาก ว่าตั้งแต่ผมได้รู้จักคุณ ในชีวิตผมค่อยๆดีขึ้น

ผมไม่อยากให้คุณกังวลอะไรอีก และคุณเองก็ไม่ต้องกลัวว่าผมกังวลสิ่งใด

เพราะผมเป็นคนที่มักเลือกสิ่งที่เหมาะสม และเห็นสมควร

ซึ่งผมเลือกคุณแล้ว

แม้ทางเดินด้านหน้าจะเป็นเช่นไร ผมคิดว่า หากเราสองคนยังคงเสมอต้นเสมอปลาย ยังรักษาสิ่งต่างๆไว้ได้ดี มันคงจะเป็นทางเดินที่เต็มไปด้วยเรื่องน่ายินดี
SHARE
Written in this book
Soft cake between us
Since October 2nd, 2017
Writer
Asharch
Marionette
🌱 1996, I'm just a little ash in this dirty world

Comments