อุ๊ย ฝรั่งขี้เมาท์
ก่อนจะไปดูว่าฝรั่งยุโรปเขาเม้าท์มอยกันอย่างไร เรามาจับความตามท้องเรื่องของประวัติศาสตร์ยุโรปในหนึ่งย่อหน้ากัน

หลังจากยุโรปผ่านยุคมืดที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งและการสู้รบระหว่างชาติในยุโรปด้วยกัน จนยุโรปเข้าสู่ยุคสมัยใหม่จากการฟื้นตัวอีกครั้งในยุคเรอเนสซองส์ ซึ่งเป็นช่วงที่ปรัชญา ศิลปวิทยาการ และการศึกษามีความก้าวหน้าอย่างมาก นำไปสู่การออกไปสำรวจและการครอบครองโลก นำมาซึ่งความเจริญทางการค้า การพาณิชย์ และความมั่งคั่ง ตามมาด้วยการเกิดการปฏิวัติอีกหลายด้าน อาทิ การปฏิวัติอุตสาหกรรม ปฏิวัติการปกครอง และการเกิดขึ้นของรัฐชาติ (Nation States) คือการสร้างอำนาจอธิปไตยและความเป็นประเทศ แต่ยุโรปก็คือยุโรป เมื่อพัฒนาไปถึงขีดสุดก็อดจะเกิดความขัดแย้งกันเองไม่ได้ สงครามจึงเป็นทางเลือก จนนำไปสู่สงครามโลกครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 จบจากสงครามด้วยความร้าวรานและยับเยิน ทวีปแตกออกเป็นเสี่ยง จากนั้นจึงสร้างนิยามหน้าใหม่ของยุโรปด้วยการที่รวมกันเป็นสหภาพยุโรปที่เป็นสหภาพทางเศรษฐกิจและการเมือง รวมพื้นที่ภายใต้ระบบเชงเก้น และใช้สกุลเงินยูโร

ประเด็นคือ ชาวยุโรปที่ผ่านร้อนผ่านหนาวด้วยกันมายาวนาน ตั้งแต่ยุครวมกันแล้วแยก จนถึงแยกแล้วรวมกันใหม่แบบปัจจุบัน พวกเขาที่มีประวัติศาสตร์ความเป็นมาร่วมกัน อยู่ด้วยกันมาแบบทั้งรักทั้งเกลียด ทั้งชอบทั้งชัง ทั้งหวานและขมขื่น จะเห็นว่าพวกเขามักจะมีคำสร้อย หรือคำเรียกชาติอื่นที่เป็นเพื่อนบ้านกันไปในทาง “เม้าท์มอย” (Cliché) จะเป็นอย่างไร ลองมาดูตัวอย่างกัน  

ประเทศโปรตุเกส : Des paresseux nostalgiques ? 
ส่วนใหญ่แล้วภาพลักษณ์ของประเทศที่อยู่ทางตอนใต้ของยุโรป เช่นโปรตุเกส มักจะถูกมองว่าขี้เกียจ ไม่ค่อยเอาการเอางาน เพราะจากทั้งวัฒนธรรมงีบหลับตอนบ่าย และลักษณะของภูมิอากาศที่ไม่หนาวมาก แถมด้วยแสงแดด สายลม และชายหาด เลยทำให้ถูกมองว่าผู้คนอยู่กันแบบสบาย สบาย และยังถูกเม้าท์มอยว่าเป็นพวกชอบคิดถึงบ้านหรือโฮมซิก ซึ่งน่าจะมาจากแนวดนตรีของโปรตุเกสที่ชื่อว่า Fado music ที่ให้อารมณ์ “หนูอยากกลับบ้านนนนน”  

ประเทศสเปน : Des machos alternant fiesta et siesta ? 
จะว่าไปแล้วภาพลักษณ์ของสเปนในสายตาชาวยุโรปค่อนข้างจะชัดเจนในเรื่องของชาติที่มีงานรื่นเริงบันเทิงเฉลิมฉลองตลอดปี แถมยังมีรสนิยมนอนกลางวันและปาร์ตี้ในตอนกลางคืน (อ้างจากหนังสือ The Guardian) คนสเปนมีนิสัยชอบพูดเสียงดังและมีบุคลิกกระตือรือล้น ส่วนผู้ชายสเปนมักมีภาพลักษณ์ของความเป็นผู้ชายแท้ที่เป็นช้างเท้าหน้าเท่านั้น ที่ผู้หญิงห้ามหือและ “อือ” ได้อย่างเดียว  

ประเทศฝรั่งเศส : Des grévistes arrogants mais bon amants ?   
ภาพจำของฝรั่งเศสในความคิดของชาวโลกคือ ประเทศที่ผู้คนจะใส่หมวกเบเรต์ สวมเสื้อลายขวาง ปั่นจักรยานมีตะกร้าที่เต็มไปด้วยขนมปังบาแกตต์ แต่ในความเป็นจริงทุกวันนี้แทบจะหาคนฝรั่งเศสใส่หมวกเบเรต์ไม่ได้แล้ว คนฝรั่งเศสมักจะถูกเม้าท์มอยว่าเป็นพวกหยิ่งจองหอง อวดดี และหยาบคาย ซึ่งมีนักประวัติศาสตร์พยายามอธิบายว่าน่าจะเป็นผลมาจากนโยบายระหว่างประเทศเรื่องการไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ของประธานาธิบดีชาร์ลส์ เดอ โกลล์ ที่บางครั้งอาจทำให้ดูหยิ่งหน่อยๆ นอกจากนี้ฝรั่งเศสยังถูกเมาท์ว่าเป็นชาติที่ขาดสุขอนามัย (ง่ายๆ คือไม่ค่อยสะอาด) และชอบการสไตร์คส์หรือการนัดหยุดงานบ่อยๆ และใดๆ ทั้งหมดจบที่ฉายาของคนฝรั่งเศสในฐานะของนักรักบันลือโลก  

ประเทศอังกฤษ : Des soulards snobinards obnubilés par le statut social ? 
หนังสือ The Guardian ให้คำนิยามภาพลักษณ์ของคนอังกฤษจากสายตาของชาวยุโรปว่า “เป็นพวกแฟนคลับฟุตบอลขี้เมา หรือพวกสุภาพบุรุษหัวสูงที่กินบุญเก่าจากสมัยเป็นเจ้าอาณานิคม แถมยังกระฟัดกระเฟียดที่จะอยู่รวมกับยุโรปอีก” นั่นคงเป็นแค่การเมาท์มอย แต่ยัง ยังไม่หมด ภาพของอังกฤษในความคิดยังรวมถึงชาติที่ผู้คนมีความสุภาพ สำอางค์ มากประสบการณ์แบบผู้ดีอังกฤษ แต่มีความหัวสูง เฉยชา และบ้าชนชั้นและสถานภาพ แถมด้วยความชื้นแฉะ อาหารไม่อร่อย ตู้โทรศัพท์สีแดง และรถบัสสองชั้นที่มีไว้ให้นักท่องเที่ยวนั่งเล่น  

ประเทศเยอรมนี : Des travailleurs acharnés et sans humour amateurs de belles voitures ? 
เมื่อนึกถึงคนเยอรมัน ภาพในมโนมักจะเห็นผู้ชายตัวโตจะใส่ชุดกางเกงหนังขาสามส่วนที่มีชื่อว่า เลเดอร์โฮเซน (Lederhosen) ส่วนผู้หญิงตัวใหญ่จะใส่ชุดที่มีเสื้อท่อนบนรัดรูป สวมกระโปรงทับด้วยผ้ากันเปื้อนที่เรียกว่า เดียร์นเดิล (Dirndl) และผูกผมเปียสองข้างแบบพจมาน สว่างวงศ์ มือถือแก้วเบียร์ใบใหญ่ แต่ที่จริงแล้วนั่นคือชุดชาวชนบทท้องถิ่นแถบรัฐบาเยิร์น แคว้นบาวาเรียต่างหาก The Guardian บอกว่าในสายของคนยุโรปแล้วเยอรมนีคือชาติที่คนทำงานหนักแบบมีประสิทธิภาพและมีวินัย แถมยังรักรถยนต์มากกว่าสิ่งใด คนเยอรมันมีบุคลิกแข็งกระด้างและไร้อารมณ์ขัน ขนาดที่ว่าถ้าวันไหนเผลอพูดตลกออกมาคงได้ไปเขียนโน้ตไว้ที่ปฏิทินข้างฝากันเลยทีเดียว แถมทิ้งท้ายว่าบุคลิกคนเยอรมันก็เหมือนภาษาของพวกเขานั่นแหละที่แข็งกร้าวและไม่โรแมนติกเอาซะเลย 

ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ : Des montagnards ponctuels, réservés et individualistes? 
ประเทศนี้ตั้งอยู่กลางทวีปยุโรปแถมยังมีเรื่องให้ชาวยุโรปได้เมาท์มอยอยู่มากพอดู ว่ากันว่าถ้าอยากรู้จักคนสวิสก็ให้ดูที่ลักษณะของธุรกิจที่ประเทศนี้เลือกทำ ภาพลักษณ์ที่คนทั่วไปนึกถึงคนสวิสคือเงียบขรึมและไม่ค่อยเข้าสังคม แถมเป็นคนที่ตรงเวลาแบบสุดๆ นี่คือเหตุผลว่าทำไมนาฬิกาสวิสถึงดังที่สุดในโลก ส่วนธุรกิจการธนาคารที่ขึ้นชื่อว่าดีที่สุดของโลกอยู่ที่สวิสเซอร์แลนด์ก็เพราะคนสวิสเป็นคนตระหนี่ และยังมีความเป็นปัจเจกชนสูงมากไม่ชอบยุ่งเรื่องของใคร ตัวไผตัวมัน ว่างั้น  

ประเทศอิตาลี : Des fous de football et de mode ultra bavards ?  
The Guardian เจ้าเก่าเมาท์ว่าชาวยุโรปบอกว่าคนอิตาเลียนเป็นนักพูดที่เก่ง แต่นักฟังที่แย่ คือชอบพูดมาก พูดไม่หยุด และสนใจเฉพาะเสียงที่ออกมาจากปากของตัวเองเท่านั้น คนอิตาลีหน้าตาดีที่เป็นต้นแบบของผู้ชายดาร์ค ทอลล์แอนด์แฮนด์ซัม คลั่งไคล้แฟชั่นและบ้าฟุตบอลแต่ไม่ชอบจ่ายภาษี (อ้าว) และเมื่อนึกถึงอิตาลี แน่นอนคือภาพของวัฒนธรรมกาแฟชั้นดี พิซซ่ารสเลิศ สปาเก็ตตี้แสนอร่อย และคำอุทานที่บอกถึงรากเหง้าของสังคมแบบแม่เป็นใหญ่อย่าง mamma mia! ที่แปลว่า “แม่เจ้าโว้ย” และคำอุทานแบบที่สุดของแจ้คือ va fun culo! (ไปหาคำแปลกันเองเน้อ) 

ประเทศเนเธอแลนด์ : Des homosexuels libéraux shootés à vélo ? 
แวบแรกที่นึกถึงคนดัชท์คือ สูง ผมบลอนด์ ตาสีฟ้า แต่ในแวดวงเมาท์มอยแล้วชาวยุโรปบอกว่าคนดัชท์ช่างดูเหมือนคนเมา (ยา) ตลอดเวลา ซึ่งน่าจะมาจากนโยบายที่ให้การซื้อขายกัญชาถูกกฎหมาย (แต่เขาก็มีข้อจำกัดเรื่องการซื้อขายหลายข้ออยู่นะ) เนเธอแลนด์ยังเป็นประเทศแรกในของโลกที่ออกกฎหมายยอมรับการแต่งงานของคนเพศเดียวกัน (ปี ค.ศ. 2001) และอัมสเตอร์ดัมยังได้ชื่ออย่างไม่เป็นทางการว่าเป็นเมืองหลวงของเกย์แห่งยุโรปอีกด้วย (แถมเมาท์ต่อว่าสงสัยคนดัชท์กว่าครึ่งชองประเทศคงจะเป็นเกย์) อีกข้อหนึ่งที่คนดัชท์โดนนินทาเยอะคือความขี้งก! นั่นเป็นเหตุผลที่ทำไมฝรั่งถึงใช้คำว่า “going Dutch” ถ้าจะแยกบิลกันจ่าย เพราะคนดัชท์ส่วนใหญ่มักจะจัดการเรื่องเงินอย่างละเอียดและผู้ชายก็มักไม่ค่อยเลี้ยงผู้หญิงในการไปเดทกัน และชาวดัชท์ที่แท้จะต้องมีรถจักรยานจอดในบ้านอย่างน้อย 12 คันด้วย (ก็จริงเพราะจำนวนของจักรยานมีมากกว่าจำนวนของประชากรดัชท์เสียอีก) 

สุดท้าย ท้ายสุดคือที่เขียนเรื่องฝรั่งยุโรปเมาท์มอยกันนี้มิได้มีเจตนาให้เข้าใจว่า ชาวยุโรปมีทัศนคติที่ไม่ดีต่อกัน หรือดูถูกดูแคลนอะไรต่อกันเลย เพียงแต่ต้องการให้เห็นว่า ยุโรปทวีปเล็กแต่กลับมีประชากรมากนี้ ประเทศต่างๆ คือประเทศเพื่อนบ้านกัน และพวกเขาต่างรับรู้ภาพลักษณ์ของกันและกันในแบบฉบับของชาวยุโรป ที่เราอาจจะไม่ค่อยเข้าใจนักเท่านั้นเอง 
SHARE
Written in this book
STORY TELLING

Comments

Bluetone
2 years ago
ชอบอ่านอะไรพวกนี้จังเลยค่ะ เพลินดี555
Reply
StoryWalker
2 years ago
ชอบเหมือนกันเลยค่ะ มีตอนต่อมาแล้วด้วยนะคะ ถ้าว่างแล้วลองอ่านดูเพลินๆ อีกนะคะ
TheNoOne
2 years ago
ถ้าได้ทำงานกับคนหลายๆประเทศจะรู้เลยค่ะว่า คนอังกฤษไม่ชอบคนอังกฤษด้วยกัน คนฝรั่งเศสจะเกลียดคนปารีส หรือที่เค้าเรียกว่า Parisian ดัชจะตระหนี่และเกย์เยอะจริงอะไรจริง และประเทศพวกนี้เคยเป็นสามนักล่าอนานิคมใหญ่ในอดีตมาก่อน เราชอบอ่านอะไรแบบนี้มากมันทำให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น ซึ่งเราเห็ยด้วยทั้งหมด 😂😂
Reply
StoryWalker
2 years ago
ขอบคุณมากนะคะที่ชอบอ่าน เพราะก็ชอบฟังเรื่องเมาท์มอยของฝรั่งเหมือนกันค่ะ ฮะฮะ
StoryWalker
2 years ago
ป.ล. มีภาคต่อของฝรั่งขี้เมาท์แล้วนะคะ อิอิ