ย้ำคำสัญญา
เมื่อฉันเปิดอ่านสมุดบันทึกเมื่อ 3 ปีที่แล้ว...        ย้อนกลับไป 3 ปีที่แล้ว  เมื่อช่วงที่รอมหาวิทยาลัยเปิดเทอม ฉันได้ไปทำงานที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร  ระยะเวลาสี่เดือนที่อยู่นั่นได้มอบอะไรหลาย ๆ อย่างให้ โดยเฉพาะเรื่องการเรียนรู้ ทั้งเรียนรู้งาน เรียนรู้คน  และเรียนรู้สังคม   
        ชีวิตในเมืองกรุงนั้น ทั้งวุ่นวายและจำเจ ฉันเริ่มทำงานสิบเอ็ดโมงและกลับห้าทุ่มทุกวัน เวลาที่เหลือคือนอนและทำงานบ้าน แต่แล้ววันหนึ่งฉันเกิดความคิดว่าเมืองใหญ่ขนาดนี้จะไม่มีอะไรน่าสนใจเลยเชียวหรือ  ฉันจึงสละเวลานอนมาดูกรุงเทพยามราตรีสักหน่อย   ฉันยืนอยู่บนสะพานลอยสูง ๆ มองลงไปเห็นอะไรกว้างมาก รวมทั้งเห็นเด็กหญิงตัวน้อยนั่งพนมมือขอเงินกับผู้ที่เดินผ่านไปมา มองครั้งแรกฉันรู้สึกสงสารเธอมากแต่พอยืนดูนาน ๆ เมื่อถึงยามไม่ค่อยมีคนเดินผ่านสายตาที่น่าสงสารกลับแปรเปลี่ยนเป็นสายตาที่เต็มไปด้วยความเบื่อหน่าย มือน้อย ๆ รีบเอาเงินที่ขอได้ไปซ่อนตามผ้า พอคนผ่านมาสายตาที่น่าสงสารก็กลับมาอีกครั้ง ฉันเห็นอย่างนั้นรู้สึกตกใจมากว่าทำไมเด็กตัวแค่นั้นถึงเปลี่ยนสายตาได้ภายในไม่กี่วินาที  สำหรับฉันนั้นคนที่เปลี่ยนได้แม้กระทั่งสายตา  คือคนที่น่ากลัวที่สุด  แล้วอะไรทำให้เด็กน้อยทำในสิ่งที่น่ากลัวแบบนั้นได้ ?
        ด้วยความสงสัยฉันจึงเดินตรงไปหาเธอพร้อมขนมปังในมือ   ฉันยื่นขนมปังให้เธอและนั่งลงถามว่าเธออายุเท่าไร พ่อแม่เป็นใคร เธอดูตกใจ ก้มหน้าตอบฉันด้วยเสียงสั่น ๆ ว่าอายุแปดปี เมื่อเห็นเธอทำท่าหวาดกลัว ฉันจึงไม่ซักไซ้ต่อ และคิดว่าจะพยายามให้เธอคุ้นเคยกับฉันมากขึ้นในวันพรุ่งนี้
       วันต่อมา  ฉันมายืนที่เดิมอีกครั้งแต่น่าแปลกใจที่วันนี้ไม่มีเด็กผู้หญิงคนนั้นนั่งอยู่ตรงนั้นแล้ว  แต่มีเด็กผู้ชาย 2 คนนั่งแทนที่  ฉันตกใจและเริ่มกังวลว่าที่เด็กคนนั้นไม่ได้มาที่นี่เป็นเพราะฉันเข้าไปคุยด้วยหรือเปล่า  เมื่อคิดดังนั้นฉันจึงไม่กล้าที่จะเข้าไปพูดกับเด็กคนไหนที่นั่งอยู่แถวนั้นอีก 
       ฉันยืนมองอยู่ตรงนั้นทุกวัน  บางวันก็ลงไปเดินดูความเป็นไปเงียบ ๆ ระยะเวลาเกือบ 2 เดือนที่เฝ้าดูฉันเห็นอะไรเยอะมาก  ทั้งกระบวนการการพาเด็กมา การเก็บเงินกับเด็ก พฤติกรรมที่ใช้กับเด็ก  การควบคุมเด็กให้อยู่ในสายตา  ภาพของชายหญิงที่นั่งสูบบุหรี่และกินลูกชิ้นทำเหมือนเป็นเรื่องบังเอิญที่ไปนั่งแถว ๆ นั้น  แต่พอลับตาคนกลับไปเอาเงินที่เด็กขอมายังติดตาฉันอยู่เสมอ  รวมไปถึงการลงโทษเด็ก ๆ ที่งอแงอย่างไม่มีแม้เศษของความเมตตา
       ทุกครั้งที่เห็นคนพวกนั้นทำร้ายเด็กฉันได้แต่โกรธแค้นอยู่ในใจ   คิดโกรธคนที่เดินผ่านไปมาว่าทำไมไม่เข้าไปช่วยเด็ก  ทำไมถึงปล่อยให้เด็กโดนทารุณได้   แล้วฉันก็ฉุกคิดขึ้นมาว่าตัวฉันเองที่ยืนมองทุกการกระทำยังไม่แม้แต่จะก้าวเข้าไปยุ่ง  ฉันจึงสรุปแบบเข้าข้างตัวเองว่า คนทุกคนจะมีความกลัวและให้ปกป้องตัวเองก่อนใครเสมอ  แม้จะคิดอย่างนั้นแต่ในใจฉันก็ประท้วงตัวเองอยู่ตลอดว่าฉันเป็นคนเห็นแก่ตัว  เมื่อคิดว่าตัวเองทำอะไรคนเดียวไม่ได้  ฉันจึงไปปรึกษาผู้จัดการร้าน  ท่านบอกฉันว่า "ถ้าเราไม่ใหญ่พอก็อย่าเข้าไปยุ่งกับเขาเลยมันอันตราย  บางครั้งเราแจ้งตำรวจแต่ผลที่ได้ใช่ว่าจะเป็นไปอย่างที่เราคิด  มันอาจจะเลวร้ายมากกว่าเดิมด้วยซ้ำ"   
       ฉันโกรธที่ตัวเองทำอะไรไม่ได้   ได้แต่สัญญากับเด็ก ๆ เหล่านั้นในใจว่า "รอก่อนนะ รอพี่จบไปเป็นครูก่อน พี่จะใช้คำว่าครูมาเรียกร้องสิทธิให้เด็ก ๆ เอง"  ฉันไม่รู้หรอกว่าคนเป็นครูจะช่วยเด็กได้มากน้อยแค่ไหน  แต่ตอนนั้นในใจมันคับแน่นไปหมดจึงระบายออกมาเป็นคำสัญญานั้นเรื่องนี้เป็นเรื่องที่โหดร้ายมากเท่าที่ได้พบเจอแต่ก็เป็นอีกหนึ่งแรงผลักดันที่ยิ่งใหญ่สำหรับฉันเช่นกัน
       คนเป็นครูอย่างเราจะทำอะไรได้ ?  คือคำถามที่ครั้งหนึ่งฉันเคยคิดขึ้นมาเมื่อนึกถึงเหตุการณ์นี้  และฉันก็ได้ตอบตัวเองว่า  ครูทำได้ดีที่สุดคือการให้การศึกษาและเยียวยาหัวใจเด็ก  เพราะการศึกษาคือการยกระดับปัญญา ซึ่งเป็นฐานในการยกระดับชีวิต จิตใจ และวิญญาณของเด็ก ๆ ให้สูงพอที่จะก้าวไปอยู่ในสังคมได้อย่างไม่หวั่นไหวกับความชั่วที่รายล้อม และพร้อมที่จะดึงคนไปสู่วังวนของมันอยู่ทุกเสี้ยววินาที  
       อยากฝากถึงตัวเองในอนาคตและเพื่อนนักศึกษาครูทุกท่านว่าเรื่องแบบนี้เกิดอยู่เกือบทุกพื้นที่    พวกเราที่จะจบออกไปเป็นครูต้องคิดหาวิธีการที่จะแก้ไขปัญหานี้ให้ได้มากที่สุด  เพราะการช่วยเด็ก ๆ สร้างฐานชีวิตที่มั่นคงและส่งเขาสู่สังคมไปเป็นพลเมืองที่ดีนั้นคืองานของครู 

                                                                                                 พิสิตา
                                                                                       (23  พฤษภาคม 2558)
SHARE
Writer
Pisita
Kruthai@KKU
hope..

Comments