บันทึกครู นัก_ไต่_ฝัน 3
รอบ ๆ กองไฟถ้าเอ่ยถึงกิจกรรมรอบกองไฟ หลายคนอาจจะนึกถึงกองไฟกองใหญ่ ๆ หรือไฟประดิษฐ์สวย ๆ แต่ที่นี่ไม่มีค่ะ กองไฟของเราคือไฟจากเทียน ๑ เล่มใหญ่ และการแสดงที่เรียบง่าย

สีเหลืองได้รับโจทย์ Action Drama พวกเขาเริ่มเรื่องด้วยปัญหาวัยรุ่น ที่มีการตัดสินกันด้วยการต่อสู้ แต่มาหักมุมตอนจบ ที่จบด้วยมิตรภาพของทั้งสองฝ่าย ส่วนสีฟ้าได้รับโจทย์ Romantic Drama พวกเขาถ่ายทอดความรักในศิลปะ ดนตรี โดยนำปี๊บมาตีแทนกลอง เอาฝาหม้อมาเป็นฉาบ ร้องเพลงและเต้นกันอย่างสนุกสนาน ที่นี่ไม่มีเครื่องดนตรี อ้อ ! ไม่ใช่สิ คุณครูเสริมและครูอนุพงศ์มีกีตาร์ ซึ่งฉันได้ขอยืมมาเล่นตั้งแต่วันแรก จำได้ว่าวันนั้นพาเด็ก ๆ ร้องเพลง “คำแพง”
แต่สำหรับคืนนี้แค่ปี๊บและฝาหม้อก็สร้างรอยยิ้มและความสุขให้เราได้มากมายเหลือเกิน

แม้จะเป็นค่ายที่มีกองไฟเล็ก ๆ แต่รอบ ๆ กองไฟนั้นล้วนเป็นดวงไฟที่กำลังพยายามส่องแสงและในวันข้างหน้าพวกเขาจะเป็นดวงไฟดวงใหญ่ที่อบอุ่น คอยส่องทางให้ผู้อื่นต่อไป
ค่ายเล็ก ๆ นี้ให้ความอิ่มเอมใจที่ไม่เล็กเลยจริง ๆ
ชื่อภาษากะเหรี่ยงเนื่องจากเด็ก ๆ นักเรียนของเราส่วนมากเป็นชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยง และเด็กหอทุกคนก็เป็นชนกะเหรี่ยง พวกเราให้เขาสอนคำศัพท์ง่าย ๆ ให้ เช่น กินข้าว พูดว่า ออ เม  
ขอโทษ พูดว่า วีซะจู นอกจากนั้นพวกเราก็ได้รับชื่อจากเด็ก ๆ เป็นภาษากะเหรี่ยงด้วย จะน่ารักแค่ไหนกันนะ
มิลค์ กาซี แปลว่า ม้า
ดา ไคล แปลว่า เต่า
บัว ทู แปลว่า นก
เชอร์รี ทูดี แปลว่า เป็ด
หนิง ประจง แปลว่า ยุง
วิว ชวี แปลว่า ปู
ฉัน แยพู แปลว่า ปลา

*ฉันถอดเสียงให้เป็นรูปตามพยัญชนะไทยที่เสียงใกล้เคียงที่สุด เพราะเสียงในภาษากะเหรี่ยงบางเสียงไม่มีในภาษาไทยค่ะ
**ว่าแต่ทำไมพวกครูกลายเป็นสัตว์หมดเลยล่ะนี่ ^^
พี่วินพี่วินคือชื่อของเด็กชายชั้น ป.๑ ที่ฉันจะไม่มีวันลืม วันจันทร์ถึงเวรของฉันไปสอนชั้น ป.๑ ที่มีคำร่ำลือถึงความวุ่นวาย ฉันเตรียมใบงานการฝึกเขียนคำตามรอยประไปให้เด็ก ๆ ลองเขียน เมื่อเข้าไปในห้อง เด็ก ๆ ดูตื่นเต้นมากที่ฉันเข้าไปสอน ให้ความสนใจฉันเป็นอย่างดี แต่พอ ๑๐ นาทีผ่านไป ฉันก็เข้าใจคำร่ำลือเหล่านั้นอย่างถ่องแท้ ฉันนับถือครูอีฟจริง ๆ ที่รับมือกับลิงน้อย ๆ กว่า ๓๐ คนได้ โดยที่ไม่มีคำขู่ตะคอกหรือการใช้กำลังเลยสักครั้ง

ขณะที่ให้เด็กทำงาน ฉันมองไปเห็นเด็กชายคนหนึ่ง เขาไม่ทำงานแต่นั่งยิ้มให้ฉันตลอด รอยยิ้มไร้เดียงสา ดวงตาลอยนิดนึง ทำให้ฉันมองด้วยความสงสัย ครูอีฟคงเห็นเครื่องหมายคำถามบนหน้าฉันจึงเล่าให้ฟังว่า พี่วินเป็นเด็กพิเศษและบกพร่องทางการเรียนรู้ ตอนนี้ให้ฝึกเขียนเส้นตรงและเส้นโค้งอยู่ ฉันเดินเข้าไปหาพี่วินด้วยท่าทีที่คิดว่าอ่อนโยนที่สุด ฉันชวนเขาพูดคุยและจับมือเขาเขียนตามรอยประ พร้อมกับพูดชื่นชมตลอด พอจบบรรทัดฉันจึงให้เขาเขียนเอง และจากนั้นทุกคนคือครูอีฟ ฉัน และนักเรียนทั้งห้องต่างต้องอึ้งคือ พี่วินวิ่งเอาใบงานมาส่งฉันเป็นคนแรก แม้ลายมือไม่สวยและไม่เป็นระเบียบนัก แต่รอยดินสอหนัก ๆ นั้นทำให้ฉันรู้ว่าพี่วินตั้งใจทำแค่ไหน ฉันเกือบร้องไห้เพราะเกิดความรู้สึกอะไรสักอย่างที่บอกไม่ถูก มันกำลังเอ่อล้นในหัวใจของฉันอย่างหนักเลยทีเดียว

ตั้งแต่นั้นพี่วินก็ติดฉันมาก พอเห็นฉันที่ไหนจะรีบวิ่งมายิ้มให้ และจะวาดรูปมาให้ตรวจ พี่วินวาดรูปเดิมทุกวันคือรูปดวงอาทิตย์ยิ้มแบบปากกลับด้าน ทำให้กลายเป็นรูปดวงอาทิตย์หน้าเศร้า ฉันลองสอนให้เขาวาดรอยยิ้มที่ถูกต้องแต่ทุกภาพก็ออกมาเป็นเหมือนเดิม
________________________________________

จนวันสุดท้าย ฉันและเพื่อนสอนคาบ “ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้” ด้วยกันและนำเด็กทุกคนมาเรียนรวมกัน ในวันนั้นพี่วินดื้อมาก บอกไม่ฟัง และไปกวนคนอื่น
อารมณ์ร้อนของฉันที่หายไปเริ่มทำงานอีกครั้ง ฉันเดินไปหาพี่วินพร้อมคำพูดที่ไม่ได้กลั่นกรองเลยสักนิด “พี่วิน! ถ้าตั๋วบ่ฟัง ครูจะบ่สอนพี่วินอีกแล้วเน้อ” พอคำดุแบบกำเมืองแปร่ง ๆ จบ น้ำตาพี่วินก็ร่วงลงทันทีพร้อมกับวิ่งไปร้องไห้ข้างเสา ฉันไม่ได้ตามไปเพราะต้องดูนักเรียนคนอื่นด้วย เมื่อเรียกเก็บผลงานนักเรียนก็ทยอยมาส่ง พี่วินเดินมาหาฉันด้วยรอยยิ้มที่ซื่อใสเหมือนเดิม พร้อมทั้งส่งงานรูปวาดของเขา รูปดวงอาทิตย์ที่ยิ้มร่าเริงแบบที่ฉันเคยสอน อยู่บนกระดาษประมาณ ๕ ดวง ฉันรับมาพร้อมให้รอยยิ้มและคำชมเป็นรางวัล พี่วินดีใจมากรีบวิ่งไปอวดคนอื่น

ฉันกลับลงมาโดยที่ไม่ได้ลาพี่วินเลย เรื่องที่ฉันเสียใจที่สุดก็คือเรื่องที่ฉันดุเขา และฉันรู้สึกติดค้างในใจที่ไม่ได้เอ่ยคำนี้กับพี่วิน “พี่วิน...ครูขอโทษนะลูก” 
นักเรียนประจำชั้น
แม้พวกเราได้ตกลงกันว่าจะสอนช่วยกัน ฉันไปช่วยบัวสอน ป.๕/๑ ช่วยเชอร์รีสอนอ่านทำนองเสนาะ ป.๕/๒ ดามาช่วยฉันสอน ป.๑ บ้าง แต่เราทุกคนจะมีห้องประจำ ซึ่งฉันได้ประจำชั้น ป.๖/๒

ตอนแรก ฉันได้สอนประจำห้อง ป.๖/๑ แต่วันแรกฉันกับหนิงลองแลกห้องกันสอน ฉันมาสอนห้อง ป.๖/๒ แต่เมื่อสอนแล้ว ทั้งเนื้อหาที่ต้องต่อเนื่อง การบ้านที่ให้เด็กไปทำ และความผูกพันที่ก่อตัวขึ้นเงียบ ๆ แต่รวดเร็ว ทำให้ฉันกับหนิงคืนห้องให้กันไม่ได้ ฉันจึงได้สอนประจำห้อง ป.๖/๒ ซึ่งมีนักเรียน ๒๑ คน (สามเณร ๓ รูป) ผู้อำนวยการที่นี่ท่านให้ความสำคัญกับโอกาสทางการศึกษามาก เพราะบนดอยไม่มีโรงเรียนปริยัติ ท่านจึงรับสามเณรเข้ามาเรียนในฐานะเด็กชายคนหนึ่ง ฉันชื่นชมท่านมากที่ท่านกล้าที่จะเปิดโอกาสให้เด็กทุกคนที่ต้องการศึกษาเล่าเรียน เพื่อปูฐานที่มั่นคงให้ชีวิตเด็กต่อไป
________________________________________

นักเรียนของฉันน่ารักมาก เคารพและเชื่อฟังครู เด็กผู้หญิงจะเรียบร้อย ไม่ค่อยพูด เด็กผู้ชายจะกวนบ้างเล็กน้อย แต่ทุกคนตั้งใจเรียนเวลาฉันสอน ตั้งใจและมีส่วนร่วมในทุกกิจกรรมฉันนำมาจัดให้  การเรียนรู้ของพวกเราจะออกแนวทำกิจกรรม ครูกับนักเรียนผลัดกันเล่า เปลี่ยนกันถาม ใช้เกมเป็นสื่อการเรียนรู้ ฉันว่าการเรียนรู้แบบนี้ดีมากเลยนะ ครูและเด็กไม่เครียด ฉันรู้สึกขอบคุณตัวเองมากที่เป็นคนชอบเรียนและเล่นนั่นนี่ไปทั่วตั้งแต่เด็ก ทำให้วันนี้ฉันเข้ากับเด็กได้ง่าย

เด็กผู้หญิงห้องฉันชอบเล่นวอลเลย์บอล ฉันก็พอตีข้ามตาข่ายได้ หลังเลิกเรียนเลยจัดทีมให้เด็ก ๆ เล่นกัน โดยฉันก็เล่นด้วยบางครั้ง แต่ฉันชอบเวลายืนดูพวกเขาข้างอยู่สนามมากกว่า พวกเขาจะมุ่งมั่นและเล่นอย่างเต็มที่เพื่ออวดครูอย่างฉัน
ส่วนเด็กผู้ชายจะชอบดนตรีกับฟุตบอล โชคดีอีกแล้วที่ฉันจับคอร์ดกีตาร์ได้บ้าง จึงพอสอนพวกเขาเล่นเพลงง่าย ๆ ได้ ฉันชอบดูฟุตบอลกับพ่อตั้งแต่เด็ก เรียกว่าคลั่งไคล้เลยก็ได้ พวกเขามาถามเรื่องลีกไหน นักฟุตบอลคนใด ฉันก็พอตามน้ำได้ ถือว่าช่างคุ้มกับเงินที่เสียไปกับโปสเตอร์นักฟุตบอลบนผนังห้องเหลือเกิน

เมื่อได้เรียน ได้เล่น ได้คุยบ่อย ๆ ทำให้เด็ก ๆ เปิดใจให้ฉันมากขึ้น นักเรียนจะมีเรื่องต่าง ๆ มาเล่า ทั้งเรื่องครอบครัวและเรื่องความฝันในอนาคต เด็กที่นี่มีความฝันที่เรียบง่าย เช่น อยากช่วยพ่อแม่ทำไร่ อยากเป็นช่างซ่อม อยากขายของ อยากเป็นนักฟุตบอล อยากเรียนรู้ อยากทำความดี บางทีฉันรู้สึกเหมือนเด็ก ๆ ไม่กล้าที่จะฝัน ครั้งหนึ่งฉันเคยหลุดพูดภาษาอีสาน แล้วนักเรียนถามว่าคืออะไร ฉันก็อธิบายและบอกเขาว่าจำไว้ก็ดีนะเผื่อได้ไปเที่ยวอีสาน เด็ก ๆ เงียบ ก้มหน้าแล้วตอบฉันด้วยเสียงเบา ๆ ว่า “ไม่ได้ไปหรอกค่ะครู”

ฉันจึงตั้งใจว่าจะระวังการพูดที่จะไปกระทบใจเด็กให้มากที่สุด แต่บางครั้งฉันก็เผลอพูดเรื่อง 
เรียนต่อที่ทำให้เด็ก ๆ เศร้าลงทันที ฉันเชื่อว่าใจของครูทุกคนล้วนอยากให้นักเรียนได้รับสิ่งดี ๆ แต่เพราะหลายสิ่งหลายอย่างที่ทำให้โอกาสของคนเรามันต่างกัน จึงทำให้ความฝันของพวกเขาถูกจำกัดให้อยู่ในขอบเขตที่จะฝันแล้วไม่ทำให้ตัวเองเจ็บปวด

“ถ้าเราอยากได้ใจใคร เราต้องเอาใจเราไปแลก” นี่คือคำที่ฉันยืมมาใช้ในชีวิตและในวิชาชีพ ฉันดีใจมากที่เด็ก ๆ เหล่านี้กล้าที่จะแลกใจกับฉัน และฉันก็จะใช้ใจแลกใจอย่างนี้ต่อไป...
สวัสดีค่ะ..ท่านผอ.
พวกเราอยู่ที่นี่มา ๒ สัปดาห์แล้ว เนื่องจากเปิดเทอมใหม่และงานก็เยอะมาก พวกเราเลยได้เจอท่านผอ. ครั้งแรกคือก่อนวันกลับ ๑ วัน แต่ ๑ วันนั้นท่านผอ. ได้พาพวกเราเที่ยว โดยท่านพาขึ้นไปเที่ยวม่อนจองบนดอยมูเซอ และวันกลับท่านก็พาเราไปเที่ยวสวนสนบ่อแก้ว ผาช่อ และไปสักการะพระธาตุดอยคำ แต่ที่ฉันประทับใจที่สุดคือการขึ้นม่อนจองบนดอยมูเซอ

แม้ไม่ใช่ฤดูหนาวแต่ข้างบนนั้นกลับเต็มไปด้วยหมอกสีขาว ฉันรู้สึกเหมือนที่นี่คือสวรรค์เพราะนอกจากหมอกที่เหมือนปุยนุ่นแล้ว เรามองไม่เห็นอะไรเลย บนดอยมูเซอลมแรงมาก มีละอองฝนปรอย ๆ ทำให้อากาศเย็นมาก เราขึ้นไปไหว้พระและซื้อของ ที่นั่นมีชาวบ้านเก็บของป่ามาขาย มีผัก ผลไม้ แปลกบ้าง ไม่แปลกบ้าง มาขายราคาถูกมาก และที่นั่นฉันได้เจอผู้หญิงคนนั้น คนที่มาทักเราที่ร้านอาหารวันแรก เธอยิ้มและทักทายอย่างเป็นมิตร ฉันก็ยิ้มตอบ เอ๊ะ ! ทำไมพวกเราถึงได้เจอกันอีกนะ? อืม.....ฉันก็ตอบไม่ได้หรอก
วันลาจาก
          “ไม่เอา ผมไม่ไป ไม่อะไรทั้งนั้น ครูจะกลับแล้วผมจะอยู่กับครู” เสียงลาโซพูดเหมือนเด็กงอแง เมื่อฉันบอกให้ทุกคนไปร่วมทำกิจกรรมกับ ป.๖/๑ วันนี้ฉันกับหนิงพาเด็กมาเปลี่ยนบรรยากาศมาสอบใต้อาคาร โดยฉันคุม ป.๖/๑ หนิงคุม ป.๖/๒ เด็ก ๆ ต่างตั้งใจทำเต็มที่ 
 
วันนั้นเป็นเวรห้องฉันต้องไปเตรียมกับข้าว เด็ก ๆ จึงรีบมากกว่าทุกวัน ฉันมองดูนักเรียน ป.๖/๑ เอาของที่ระลึกให้หนิง ไม่นานจินจินนักเรียนห้องฉัน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งคนที่ฉันตั้งชื่อเล่นให้ก็เดินเข้ามาหา ฉันเลยแกล้งพูดน้อยใจเพื่อหยอกเธอ แต่เธอลากแขนฉันเข้าไปในห้องประจำของเรา แล้วเด็ก ๆ ก็ทำฉันน้ำตาซึม พวกเขาหอบตุ๊กตา ของที่ระลึก จดหมายเยอะแยะมาให้ฉัน พร้อมคำอวยพร คำร่ำลา

“ส๊าธุ ถ้าชาติหน้ามีจริง ขอให้ผมเกิดเป็นลูกครูออยด้วยเถอะ” ลาโซเดินพนมมือมาอธิษฐานต่อหน้าฉัน น้ำตาฉันเกือบไหลอีกครั้ง เลยทำเป็นพูดตลกกลบเกลื่อน

“เป็นลูกครู ครูตีนะบอกให้”

“ตีเลยครับ ตีแค่ไหนก็ได้ ขอแค่ให้ผมได้เป็นลูกครู” คำตอบกลับมาทำให้ฉันแทบจะดึงเขามากอด ฉันได้แต่ยิ้มและบอกว่า “ตอนนี้ลาโซก็เป็นลูกศิษย์ครูอยู่แล้วนี่”
________________________________________

คืนสุดท้ายที่บ้านหลวงเด็ก ๆ มานั่งร้องเพลงให้เราฟังจนดึกดื่น พวกเขาบอกว่าจะไม่นอน จะรอส่งครูพรุ่งนี้ เราร้องเพลงไปร้องไห้ไปทั้งครูทั้งนักเรียน แต่สุดท้ายทุกคนก็ทนความง่วงไม่ไหวจึงเข้าไปนอน
เช้าวันรุ่งขึ้นเราก็เตรียมตัวรอท่านผอ.มารับ เด็ก ๆ บางคนตื่นเช้ามากมารอส่งพวกเรา บางคนก็ไม่ตื่นเพราะเมื่อคืนนอนดึก พอรถของท่านผอ.แล่นเข้ามาจอด ฉันอยากหยุดเวลาไว้ ณ วินาทีนั้น ฉันรู้ว่าทุกคนรู้สึกเหมือนที่ฉันกำลังรู้สึก เราใจหาย เวลาที่เราไปอยู่ที่นั่นไม่ได้นานมาก แต่เพราะว่าเราใช้ใจแลกใจ ความผูกพันจึงแปรผกผันกับเวลา พวกเราก้าวขึ้นรถด้วยน้ำตาคลอหน่วย รถค่อย ๆ แล่นออกไปจากโรงเรียน พวกเรามองเหลียวหลังจนเงาของเด็ก ๆ ลับหายไปจากสายตาในที่สุด....
กลับบ้าน
“ฉึกฉัก ๆ ๆ ๆ” เสียงล้อรถไฟยามสัมผัสกับรางดังเช่นวันที่เราเดินทางมา แต่ไม่รู้ทำไมทั้ง ๆ ที่เป็นเสียงเหมือนเดิมแต่ให้ความรู้สึกต่างกันยิ่งนัก ตอนเรามาเสียงนี้คือเสียงแห่งความตื่นเต้น เป็นเสียงช่วยย้ำเราว่าเรากำลังจะบินสู่โลกที่กว้างขึ้น เรากำลังจะได้เจอประสบการณ์ใหม่ ๆ แต่เสียงนั้นในวันนี้กลับเป็นเสียงที่ย้ำเตือนการจากลา

“ลาก่อนนะเด็กน้อยของครู” เด็กน้อยที่เหมือนกุหลาบบนดอย กุหลาบที่มีหนามแหลมเพื่อปกป้องตัวเอง กุหลาบที่กำลังผลิบานอย่างงดงาม กุหลาบที่ค่อย ๆ หยั่งรากเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้ผืนดินบนดอย
“ถ้าธรรมชาติต้องการ เราจะได้เจอกันอีกแน่นอน....กุหลาบบนดอย” 
                                                                                        ครูแยพู
 
 
SHARE
Writer
Pisita
Kruthai@KKU
hope..

Comments