บันทึกครู นัก_ไต่_ฝัน 2
โรงเรียนและเด็กหอ
๑๕.๓๐น. และแล้วพี่ทองและคุณครูอีกท่านหนึ่งก็พาพวกเรามาส่งที่ "โรงเรียนบ้านหลวง" ที่ ๆ พวกเราจะได้สัมผัสชีวิตการเป็นครู(ฝึกหัด) เมื่อรถจอดปุ๊บ จะมีเด็ก ๆ มายืนดูพวกเรามากมายพร้อมยกมือไหว้

"ครูคะสวัสดีค่ะ/ครูครับสวัสดีครับ" คำทักทายพร้อมรอยยิ้มที่ส่งให้อย่างอาย ๆ ใจของฉันเหมือนได้รับการเติมเต็มอีกแล้ว ความประทับใจแรกพบเป็นอย่างนี้นี่เอง สักพักก็มีคุณครูเดินเข้ามาต้อนรับ ท่านชื่อคุณครูกรรณิการ์หรือครูอี๊ด เพียงท่านเดินเข้ามากลิ่นไอของความอบอุ่นก็แผ่ไปทั่วบริเวณ ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้สัมผัสแต่รู้สึกได้เลยว่าท่านต้องเป็นครูที่ใจดีและรักเด็กมาก แน่ ๆ และพอได้รู้จักท่าน ก็รู้เลยว่าความอบอุ่นนั้นฉันไม่ได้คิดไปเองเลยแม้แต่นิดเดียว และฉันก็ได้ทำความรู้จักกับคุณครูใจดีอีกหลาย ๆ ท่านในเวลาต่อมา

คุณครูพาเราไปเก็บของในห้องพัก เป็นอาคารไม้ห้องประชุมเก่า แต่เก่าเพียงชื่อเท่านั้น เพราะในห้องสวยมาก ผนังเป็นไม้สานขัด มีเด็ก ๆ ช่วยกันทำความสะอาดห้อง เครื่องทำน้ำเย็น น้ำร้อน ตู้เย็น เครื่องนอนใหม่แกะถุง โรงเรียนห่างไกลในถิ่นทุรกันดารที่พวกเราเตรียมตัวมารับมือหายไปจากความคิดทันที นี่คือโฮมสเตย์กลางภูเขาชัด ๆ เครื่องยังชีพที่ขนกันมาแทบจะไม่ได้ใช้เลยทีเดียว

________________________________________

เพื่อน ๆ ทยอยกันไปอาบน้ำ ส่วนฉันกับมิลค์รับหน้าที่ทำกับข้าวมื้อแรกให้ครูและเพื่อน ๆ ได้ลิ้มลอง เมนูของเราคือผัดกะหล่ำปลีไส้กรอก คุณครูทำอาหารพื้นบ้านต้อนรับเราหลายอย่าง มีน้ำพริกอ่อง แกงเหลือง แกงผักหวานป่าใส่ปลาช่อน และไข่เจียว ส่วนอาหารของเด็ก ๆ จะเป็นข้าวผัด อ้อ ! ฉันลืมบอกว่าที่นี่จะมีนักเรียนชายบางส่วนที่ต้องพักอยู่หอพักของโรงเรียน เนื่องจากระยะทางกลับบ้านนั้นไกลเหลือเกิน มีนักเรียนพักนอน ๒๐ คน และทุกคนเป็นคนมีความรับผิดชอบมาก ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่ฉันประทับใจมากที่สุด

________________________________________

หลังจากทานข้าวเสร็จเราก็มาสอนการบ้านน้อง คนแรกที่ฉันได้สอนคือเด็กผู้ชายผิวขาว ตาตี่ ผมแดงหน่อย ๆ ฉันถามชื่อน้องและน้องก็ตอบแต่ฉันฟังไม่ชัด เด็กที่โรงเรียนนี้ส่วนใหญ่ เป็นชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยง (Karen) หรือที่เรียกว่าปกาเกอะญอ ที่นี่จะแยกออกเป็น ๒ กลุ่มย่อย คือ กะเหรี่ยงสะกอ (ปาเกอะญอ) และกลุ่มกะเหรี่ยงโปร์ ทั้งสองมีภาษาพูดแตกต่างกัน แต่ฉันคิดว่าเพราะความใกล้ชิดทำให้พวกเขาสื่อสารกันได้แม้พูดต่างภาษากัน

หนุ่มน้อยผิวขาวข้าง ๆ ฉันก็เป็นเด็กกะเหรี่ยงเช่นกัน เด็กกะเหรี่ยงที่นี่จะพูดไม่ชัดและหนุ่มน้อยคนนี้ก็ไม่มีข้อยกเว้น น้องตอบฉันหลายรอบแต่ฉันก็ฟังไม่ออกสักที ด้วยความกลัวน้องเสียใจและอายเหมือนคนอื่น ๆ ฉันจึงแกล้งพยักหน้าว่ารู้แล้ว ฉันค่อย ๆ เหลือบมองหนังสือน้อง จึงได้เห็นชื่อเขียนอยู่หน้าปก "ชโยดม" เด็กกะเหรี่ยงที่นี่จะไม่มีชื่อเล่นแต่จะมีชื่อเป็นภาษากะเหรี่ยงที่ยาวและออกเสียงยาก ฉะนั้น "ชโยดม" จึงได้ชื่อเล่นว่า "โย" จากฉันทันที

จากนั้นฉันเดินเข้าไปทำความรู้จักน้องอีกคน น้องเป็นคนพูดน้อย ขี้อาย หนุ่มน้อยคนนี้ชื่อ 
“จิรศักดิ์” ฉันกับมิลค์มองหน้ากันและตกลงกันทางสายตาทันที "งั้นชื่อศักดิ์เนาะ" น้องทำหน้าแบบไม่เอา เราก็พยายามยัดเยียด ก่อนที่เด็ก ๆ จะพากันไปนอน "น้องศักดิ์" ของฉันกับมิลค์เดินเข้ามาหาแล้วพูดเสียงเบา ๆ ว่า "เรียกจิวก็ได้ครับ" สรุปวันแรกฉันรู้จักน้อง ๒ คนคือ "โย" กับ "จิว"
...ครั้งแรกเราตื่นนอนตอนเช้าเวลา ๐๕.๐๐ น. เพื่อพาเด็กพักนอนมาออกกำลังกาย แต่ดูเหมือนว่าน้องพาเราออกกำลังกายมากกว่า เพราะน้องเป็นคนนำ และเมื่อให้วิ่งน้องก็วิ่งเร็วมาก คือเราวิ่งได้ ๑ รอบแต่น้องวิ่งได้ ๒ รอบ จากนั้นก็ปล่อยให้น้องไปทำธุระส่วนตัวเตรียมไปเรียน โดยจะมีลาโซ ซึ่งเป็นประธานนักเรียนจะเป็นคนทำกับข้าวให้ทุกคนได้ทานกัน

________________________________________

มีครั้งหนึ่งที่ฉันถือของพะรุงพะรังเดินไปโรงอาหาร

“ผมช่วยครับครู” คำที่ได้ยินบ่อย ๆ ดังมาอีกแล้ว คราวนี้เป็นลาโซกับคาวี ฉันจึงหันไปยิ้มและส่งของให้พวกเขาช่วยถือ ฉันจำได้ว่าฉันพึมพำเบา ๆ ว่า “พวกเรานี่เป็นสุภาพบุรุษจังเลยนะ” “ขอบคุณครับครู” และนี่คือเสียงตอบรับดัง ๆ ที่ฉันได้รับกลับมา

ตอนเย็นวิวมาเล่าให้ฉันฟังว่าตอนที่ฉันชมเด็ก ๆ ว่าเป็นสุภาพบุรุษ เขาดีใจและยิ้มอย่างภูมิใจในตัวเองมาก เหมือนดังที่ท่านอาจารย์บัญชาว่าจริง ๆ “คำชมเยียวยาได้ทุกสิ่ง ไม่ต้องเอาเงินซื้อ แค่มาจากใจ” “หัวใจดวงน้อย ๆ ของเด็กก็รอคอยเพียงคำชื่นชมจากครูเท่านั้นเอง” 
________________________________________

"ผมทำเองครับครู / ให้หนูช่วยนะคะครู" ประโยคที่ได้ยินทุกครั้งเมื่อนักเรียนเห็นฉันหรือเพื่อน ๆ กำลังจะไปล้างจาน ทำความสะอาดโต๊ะ หรือแม้แต่ถือของ เล็ก ๆ น้อย ๆ เด็กที่นี่ทำให้ฉันคิดสะท้อนในใจถึงนักเรียนในเมืองหรือตัวฉันเองที่เคยเป็นนักเรียนว่าช่างแตกต่างกันเหลือเกิน ความห่างไกลหรือความยากไร้ ไม่ได้ทำให้จิตใจของเด็ก ๆ มัวหมองเลยสักนิด ทุกคนมีขาวและดำเสมอ เรื่องนี้ฉันรู้และไม่เคยคิดขัดแย้ง แต่หลังจากที่ได้สัมผัสเด็กเหล่านี้แล้ว พวกเขามีสิ่งที่เรียกว่าสีดำน้อยมาก และความคิดอันคับแคบก็ผุดขึ้นมาในหัวฉันอีกครั้ง ฉันรู้สึกหวงพวกเขา ไม่อยากให้ออกไปเผชิญโลกภายนอกเลย ฉันกลัวพวกเขาแปดเปื้อนจากสังคมที่มากไปด้วยสีและโคลน แต่ฉันรู้ว่าเด็กจะต้องเป็นผู้ใหญ่ในสักวัน ทุกคนต้องออกไปใช้ชีวิตในโลกกว้าง ฉันจึงได้แต่หวังให้เขามีภูมิคุ้มกันทางกายและใจที่แข็งแรง มีสติรับรู้ แยกแยะและเลือกเองได้ว่าสิ่งไหนที่ถูกต้อง

________________________________________

หลังจากที่เราประชุมกัน ได้ข้อสรุปใหม่ว่าฉันต้องประจำชั้น ป.๖/๑ ส่วนชั้น ป.๑ นั้น ช่วยกันสอนในแต่ละวัน เพราะเด็กชั้น ป.๑ จะมีปัญหาเรื่องการใช้ภาษา ต้องมีครูอีฟ ครูประจำชั้นอยู่ด้วย

วันนั้นครูประจำชั้น ป.๖/๒ ไม่อยู่ ฉันจึงอาสาไปสอนสังคมศึกษา โดยมีเวลาเตรียมตัว ๕ นาที ตอนนั้นทั้งตัวและใจฉันนั้นสั่นมาก แต่พอเดินเข้าไปในห้อง เจอเข้ากับประกายแห่งความคาดหวัง ฉันจึงต้องกดความสั่น ความเขินอาย ลงไปให้มิด เงยหน้ามองนักเรียนด้วยความมั่นใจ และการสอนสดครั้งแรกก็ผ่านไปด้วยดีพร้อมกับสีข้างอันถลอกของฉันเอง
หลอดไฟ ไม้แห้ง จักจั่น และเด็กดอยนอกจากสอนในเวลาเรียนแล้ว หน้าที่ที่สำคัญของพวกเราอีกอย่างหนึ่งก็คือ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพิ่มเติมและสอนการบ้านให้เหล่าเด็กหอ และตอนนี้ฉันรู้จักน้องครบทุกคนแล้ว

ธิพล เป็นคนชอบทำหน้าเข้ม ๆ กวนเรา จริง ๆ เป็นสายฮา มีความเป็นผู้ใหญ่ เรียนเก่ง เป็นผู้นำได้ดี 
หมอก ความคิดโต มีเหตุผล ชอบภาษาอังกฤษมาก ๆ แต่ฉันห่วงเรื่องสังคมของน้องเล็กน้อย ขอให้เขามีใจเข้มแข็ง
เสือ หนุ่มอบอุ่น ครบเครื่องทั้งเรียน กีฬา ดนตรี ศิลปะ และเป็นคนรักสัตว์ ที่สำคัญมีความพยายามและชัดเจนในความฝัน 
ลาโซ ประธานนักเรียนผู้มีความรับผิดชอบสูงมาก ร่าเริง กล้าแสดงออก เป็นคนอบอุ่นอีกคนหนึ่ง เล่นฟุตบอลเก่ง ทำกับข้าวเก่ง สุภาพบุรุษบนดอยตัวจริง
จิว หนุ่มหน้าคมคนขี้อาย สุภาพเรียบร้อย พูดน้อย และพูดตรงมาก เรียนเก่งใช้ได้ มีความพยายาม ตั้งใจเรียนมาก สายวิชาการเลย 
ยุ้ง ประธานหอผู้มีความรับผิดชอบและเสียสละ เป็นคนดีมาก อารมณ์อ่อนไหว ใจซื่อ ไม่ค่อยพูด แต่ช่วงหลัง ๆ พยายามเล่นมุกกับครูตลอด  
คาวี คู่หูของลาโซ ผู้มีสไตล์การแต่งตัวเป็นของตัวเอง รักสงบ กล้าแสดงออก ขี้เกรงใจ กลัวครูเหนื่อย เป็นสุภาพบุรุษอีกคนที่น่าชื่นชม
ยุทธ เป็นคนไม่ค่อยพูด ชอบร้องเพลง เสียงดีด้วยนะ เรียนดีใช้ได้ ครูพูดอะไรจะยิ้มอย่างเดียว 
เนย์มาร์ (มาริโอ) เด็กน้อยผมทองครึ่งหัว ชอบเล่นฟุตบอล ชอบนักฟุตบอล จะใส่ชุดกีฬาเสมอ ดื้อแบบน่ารัก ๆ
ปิ๊บ (ณเดช) ลูกชายครูหนิง หน้าคล้ายหนิง เป็นเด็ก ป.๕ ที่ตัวเล็กมาก จนเราลืมว่าอยู่ ป.๕ น้องจะยิ้มตลอดเลย น่ารักมาก ๆ ชอบใส่เสื้อคอเต่าสีชมพู หวานไปอีก
นัท หนุ่มน้อยโลกส่วนตัวสูง พูดน้อย พยายามที่จะคุยกับครูมากๆ แต่มันก็น้อยอยู่ดี ชอบทำหน้าง่วง ๆ แม้จะเงียบแต่อยู่กับครูจนวินาทีจากกัน
พจน์ หนุ่มตัวใหญ่สุดในหอพัก พูดไปขำไปตลอด เป็นผู้ใหญ่ในกลุ่ม เวลาทำงานกลุ่มมักจะแยกไปนั่งกับนัท
เมฆ หนุ่มน้อยนิสัยดี พูดน้อย ขี้อาย ตั้งใจเรียน ตั้งใจทำงาน วันที่ครูกลับเมฆกลับบ้านเลยไม่ได้ร่ำลากันเลย
โย หนุ่มน้อยผิวขาว ตาตี่ ผมแดง เหมือนอปป้ามาเอง น้องคือคนแรกที่เราคุยด้วย ขี้อายมาก แต่ก็น่ารักมากเช่นกัน
นันท์ คุณนันท์ลูกศิษย์ครูวิว เด็กน้อยหน้าตาบ๊องแบ๊ว มีรอยยิ้มเสมอ น่ารักมาก มองนันท์แล้วเหมือนเจอตัวการ์ตูนเลย
สิทธิ์ คุณสิทธิ์ลูกชายครูวิว เป็นคนหน้านิ่งที่สุด ไม่ค่อยพูด เงียบจนบางทีเราไม่รู้ว่าน้องคิดอะไร แต่จริง ๆ ไม่ใช่ น้องแค่ขี้อายและเวลาถ่ายรูปสิทธิ์น่ารักเป็นพิเศษ
ชาติ หนุ่มน้อยผิวขาว ตาตี่ ผมแดงอีกคน น้องชายของโย ขี้อายเหมือนกัน ตัวติดกับพี่ชายตลอด เสียงตอนร้องเพลงนี่น่ารักมากเลย
พีพี นักร้องคนเก่ง เรียนเก่ง วาดรูปเก่ง ความคิดลึกซึ้ง ชอบพูดอะไรซึ้ง ๆ ให้ครูร้องไห้ พูดเก่งมาก น่ารักมากด้วย
ไทย เด็กน้อยน่ารัก ยิ้มแล้วโลกสดใส เป็นเด็กที่ไร้เดียงสามาก อ่อนไหวง่าย จริงใจ ครูมองไทยแล้วยิ้มตลอดเลยรู้ไหมลูก 
ชุมแพ เด็กน้อยตัวกลม ผู้มีความจำดี ไม่ค่อยพูด แต่กล้าแสดงออก เสียงเล็ก ๆ น่ารัก ตัวไม่ค่อยอยู่นิ่ง ชอบขยับไปมามากกว่า
เอกราช หนุ่มน้อยตาหวาน เรียนจบแล้ว แต่อาศัยที่นี่เพื่อเรียนต่อที่อมก๋อยวิทยาคม เป็นคนเอาการเอางาน ช่วยเหลือครูและน้อง ๆ เสมอ

          แน่นอนว่าชื่อเหล่านี้ถูกรังสรรค์จากเหล่าครูภาษาไทยอย่างพวกเราเองค่ะ เด็กที่นี่ไม่ใช่เด็กที่มีอายุตามเกณฑ์เหมือนโรงเรียนทั่วไป เด็กที่อยู่ห่างไกลส่วนมากเขาจะเรียนกศน.บนดอยมาก่อน พอลงมาเรียนโรงเรียนปกติเลยได้เริ่มเรียน ป.๑ ใหม่ ทำให้เด็กมีอายุมากกว่าเกณฑ์ เช่น อยู่ ป.๖ แต่อายุ ๑๖ ปี
ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นปัญหาเช่นกัน เพราะน้องเคยพูดว่าอายที่ต้องไปเรียนกับเด็กอายุตามเกณฑ์ พวกเราพยายามให้เขาเห็นถึงความสำคัญของการศึกษามากกว่าเรื่องหยุมหยิมพวกนั้น และได้แต่บอกเขาว่าคนเราเรียนรู้ตลอดชีวิต ไม่มีใครแก่เกินเรียนอยู่แล้ว


          ตอนนี้ฉันเริ่มคุ้นเคยกับน้อง ๆ ในระดับหนึ่ง เด็กที่นี่ชอบฟังเพลงลูกทุ่งอีสาน ชอบ
ร้องเพลง จะมีพีพีเป็นนักร้องนำเสมอ
“ครูครับ ๆ ผมอยากออกทีวี” คำพูดที่เต็มไปด้วยความหวังของพีพียังก้องอยู่ในโสตประสาท สายตาที่มุ่งมั่นของเด็กตัวเล็ก ๆ นั้นส่องประกายไฟแรงกล้าเหลือเกิน ฉันอยากช่วยให้เขาได้ทำตามฝัน แต่ก็ไม่รู้ว่าจะช่วยได้เพียงใด จึงได้แต่ให้กำลังใจและกระตุ้นให้เขาก้าวตามฝัน ฉันจะรอชื่นชมวันที่เด็กน้อยคนนี้ได้จับไมค์ร้องเพลงให้คนทั้งประเทศได้ฟัง และมันต้องมีวันนั้นแน่นอน ฉันเชื่ออย่างนั้น


          แต่ละวันเราจะทำกิจกรรมถึงเวลา ๒๑.๐๐น. จากนั้นเราก็จะปล่อยให้น้องไปนอน และพวกเราก็กลับเข้าห้องพักเช่นกัน

“กุกกัก ๆ ๆ ๆ” ดึก ๆ นอกจากเสียงจักจั่นแล้ว จะมีเสียงนี้ดังควบคู่กัน ฉันสงสัยจึงออกมาดูข้างนอก เอ๊ะ ! เงาอะไรอยู่ข้างเสา ฉันมองไปเห็น เห็น นั่นมัน...เด็กหอของเรานั่นเอง เด็ก ๆ ปีนเสา ปีนต้นไม้ แล้วใช้ไม้แห้งจับจักจั่นที่เกาะอยู่บริเวณหลอดไฟ ฉันสงสัยจึงถามว่าเก็บไปทำไม น้องบอกว่าเอาไปทำอาหาร

อาหารที่ทำจากจักจั่นของเด็กที่นี่ เขาจะทำโดยการเด็ดปีกจักจั่นแล้วนำไปล้าง จากนั้นก็จะฉีดไข่ไก่เข้าไปในท้องจักจั่น แล้วส่งให้ลาโซนำไปคั่วพอสุก จากนั้นก็ทอดและปรุงรสอีกที เด็ก ๆ แบ่งมาให้พวกเราชิม รสชาติจะเค็ม ๆ มัน ๆ สำหรับคนชอบกินแมลงทอดอย่างฉันนั้นมันอร่อยมากจริง ๆ เด็ก ๆ เห็นครูชอบพวกเขาก็ขยันจับจักจั่นมากขึ้น และทำให้ครูกินปริมาณมากขึ้นทุกวัน พวกเราก็กินกันอย่างเอร็ดอร่อย เด็ก ๆ ดีใจที่ครูชอบในสิ่งที่พวกเขาทำให้ แต่เขาไม่มีโอกาสรู้เลยว่า ครูหนิงของพวกเขาต้องอาบคาลาไมน์ทั้งตัว เพราะแพ้จักจั่น และเธอห้ามไม่ให้พวกเราบอกเด็ก ๆ เพราะกลัวพวกเขาเสียใจและโทษตัวเอง ฉะนั้นเรื่องนี้ห้ามบอกเด็ก ๆ นะคะ รู้แล้วเก็บให้มิดเลยนะทุกคน



 ไม่ใช่แค่จักจั่นที่เยอะ ที่นี่มีหิ่งห้อยเยอะเช่นกัน ฉันจำได้ว่าคืนหนึ่งหิ่งห้อยบินมาจับอยู่ใกล้ ๆ ฉันตื่นเต้นและจ้องมันตาไม่กระพริบเลย ไทยและเนย์มาร์เห็นฉันสนใจ ทั้งสองจึงเอาใจครูด้วยการจับหิ่งห้อยมาให้ฉัน และเด็กน้อยสองคนพากันบีบเอาสารเรืองแสงในตัวหิ่งห้อยมาป้ายตามตัว มาให้ฉันส่องดูด้วยรอยยิ้มแห่งความภาคภูมิใจ
การกระทำที่ไร้เดียงสาทำให้ฉันดุเด็ก ๆ ไม่ลง ได้แต่ยิ้มและคิดในใจว่า “ครูอยากเห็นแสงหิ่งห้อย ที่มันบินไปมามากกว่านะลูก” ครั้งหน้าฉันคงต้องหาโอกาสสอนศีล ๕ ให้พวกเขาแล้วล่ะค่ะ
ค่ายเล็ก ๆ แต่...วันเสาร์แรกเราจัดค่ายเสริมการเรียนรู้ให้เด็กหอพักและเด็กที่บ้านอยู่ใกล้โรงเรียน ค่ายเล็ก ๆ ที่มีพี่ค่าย ๗ คน น้องค่ายอีก ๒๐ กว่าคน และใช้เวลาวางแผนและเตรียมงานเพียงหนึ่งคืน โดยมีเชอร์รีกับหนิง ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดค่ายเป็นหัวเรือหลัก กิจกรรมในค่ายของเราจะมีทั้งวิชาการและนันทนาการควบคู่กันไป 

ตอนเช้าฝนตกหนักเราเลยจัดกิจกรรมใต้อาคารใหม่ โดยให้ความรู้เรื่องการร้องเพลงชาติไทย เพลงสรรเสริญพระบารมี และเพลงสดุดีมหาราชา เนื่องจากพวกเราได้สังเกตเห็นนักเรียนร้องเพลง ๓ เพลงนี้ทุกวัน แต่อาจจะด้วยออกเสียงไม่ชัดและไม่ได้เรียนรู้เนื้อเพลงที่ถูกต้องทำให้เพลงสำคัญฟังดูแปลก ๆ ไป การสอนครั้งนี้ทำให้ฉันได้รู้ว่าการเปลี่ยนแปลงความรู้เดิมนั้นใช้เวลาวันเดียวไม่ได้จริง ๆ แม้จนถึงวันนี้นักเรียนจะยังคงร้องเพลงผิดคำ ผิดทำนอง แต่ถ้าได้ไปยืนฟังจะรู้ว่าพวกเขาร้องเพลง ๓ เพลงนี้ออกมาจากหัวใจพวกเขาจริง ๆ

จากนั้นเราก็พานักเรียนเล่นเกมอีเมโลดี้ นักเรียนเล่นสนุกสนานปนเขินกันไป ฉันไม่เข้าใจว่าทำไมเด็ก ๆ ถึงอายเมื่อต้องออกมาใบ้คำเพราะทุกคนชอบร้องเพลงอยู่แล้ว และคืนนั้นหลังกินข้าวฉันก็ได้คำตอบเมื่อพีพีและไทยมากระซิบฉันว่า

“ครูครับ ๆ คำว่าอีที่ครูให้เล่นเกม บ้านผมมันแปลว่าขี้ครับ” ฉันถึงกับเหวอไปกับคำบอกเล่านั้น ได้แต่คิดในใจว่าครูขอโทษลูกที่พาเราเล่นสิ่งปฏิกูลโดยไม่ได้ตั้งใจ

ฐานสุดท้ายก่อนพักเที่ยงคือเรียนรู้สำนวนสุภาษิตไทย โดยครูวิวจะสอนเนื้อหาและยกตัวอย่าง จากนั้นก็เล่นเกมใบ้สำนวนสุภาษิต และสุดท้ายคือเขียนสรุปสำนวนซึ่งเป็นกิจกรรมที่แสดงให้เห็นการทำงานเป็นทีมได้ดีมาก
________________________________________

หลังกินข้าวเสร็จพวกเราก็มาเข้าฐานกันต่อโดยมีฐานภาษาอังกฤษกับครูเชอร์รี ฐานเรียนรู้พืชโดยครูวิว และฐานปฐมพยาบาลจากฉัน ซึ่งเป็นฐานที่ฉันได้นำความรู้จากการเป็นหม่อพยาบาลมาใช้ประโยชน์สักที

และแล้วก็ถึงกิจกรรมที่เด็ก ๆ รอคอย “กีฬาสี” นั่นเอง พวกเราพากันแต่งตัวแปลก ๆ มาร่วมขบวนพาเหรด แล้วเด็ก ๆ ก็ลงสนามแข่งฟุตบอล เด็กที่นี่มีพรสวรรค์ด้านฟุตบอลหลายคน เช่น ลาโซและเสือ ซี่งเป็นผู้เล่นโดดเด่นของแต่ละสี การเล่นฟุตบอลเป็นความฝันของเด็กหลายคนในโรงเรียน พวกเขาฝันไกลถึงทีมชาติ และฉันเชื่อว่าถ้าพวกเขาได้รับการสนับสนุนและได้รับการพัฒนา ความฝันพวกเขาจะถึงเส้นชัยแน่นอน

พอขึ้นจากสนามเราก็มาเล่นกีฬากินวิบากต่อ แล้วเด็ก ๆ จึงแยกย้ายกันไปอาบน้ำ เพื่อมาร่วมกิจกรรมตอนกลางคืนที่พวกเขารอคอยอีกกิจกรรมหนึ่ง...
กิจกรรมรอบกองไฟ
โปรดติตตามต่อ...
SHARE
Writer
Pisita
Kruthai@KKU
hope..

Comments