เตรียมคิดหา "ข้ออ้าง" และวิธีการรับมือกับมัน
"The time to repair the roof is when the sun is shining."
--John F. Kennedy, 
[State of the Union Address January 11 1962]
 
มีคำกล่าวไว้ว่าช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับการซ่อมหลังคาบ้าน คือตอนที่แดดยังออก เพราะถ้ารอให้ฝนมาแล้ว มันก็คงจะช้าไป

ส่วนช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับการเตรียมรับมือกับความรู้สึก "ไม่อยากทำ" ตามแผนที่วางไว้ ก็คือตอนที่ยังมีความรู้สึกอยากทำ ยังรู้สึกว่าไฟยังแรงอยู่

ในบรรดาสิ่งที่ต้องเตรียมตัวก่อนสร้างนิสัยใหม่ เราคิดว่าเรื่องของการเตรียมรับมือกับวันที่ "ไม่อยากทำ" หรือวันที่ "ทำไม่สำเร็จ" นั้นเป็นเรื่องที่คนมักจะมองข้าม แต่มันเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การสร้างนิสัยใหม่ๆ นั้นง่ายขึ้นเยอะ

อย่าลืมว่าเราต้องการที่จะสร้างนิสัยที่จะอยู่กับเราไป *ตลอดชีวิต* เพราะฉะนั้น อย่าไปคาดหวังว่าเราจะมีแรง มีไฟ ที่จะทำตามสิ่งที่ดีต่อตัวเองทุกวันตลอดไป

การเตรียมตัวล่วงหน้าจะเป็นตัวช่วยที่สำคัญในการทำตามเป้าหมายของเรา

---------------------------------------------------------------------------------------------- 

++ Excuses - เตรียมคิดหาข้ออ้างที่เราอาจจะใช้ และเตรียมหาทางออกให้กับคำตอบเหล่านั้น

ทุกคนคงเคยเจอ "ข้ออ้าง" หรือเหตุผลอะไรซักอย่างที่จะทำให้เราไม่อยากทำในสิ่งที่เราตั้งใจจะทำกันมาแล้ว (ถ้าใครไม่เคยมีข้ออ้างอะไรในชีวิตเลยก็ช่วยมาสอนเคล็ดลับให้เราทีเถอะนะ)

และก็รับประกันได้เลยว่าในอนาคตต่อจากนี้ไป มันจะมีอีกหลายครั้งที่เรามีความคิดข้ออ้างสารพัดเข้ามาในหัวเราอีกแน่นอน

ถ้าเราจะรอให้ถึงเวลาที่เรามีข้ออ้างแล้วค่อยมาหาวิธีรับมือกับข้ออ้างเหล่านั้น รับรองได้ว่าโอกาสที่เราจะชนะตัวเองตอนนั้นคงไม่มากเท่าไหร่ ก็เหมือนกับการพยายามที่จะไปซ่อมหลังคาตอนที่ฝนมันตกลงมาแล้วนั่นแหล่ะ

เปรียบเทียบได้ว่า ในหัวคนเราเนี่ย จริงๆ แล้วเหมือนกับมีคนที่มีวิธีคิดแตกต่างอยู่สองฝ่าย ฝ่ายแรกคือคนที่สามารถมองการณ์ไกลได้ดี สามารถคิดเป็นเหตุเป็นผล สามารถวางแผนที่จะทำตามสิ่งที่เราตั้งใจจะทำได้ เป็นนักวางแผน (planner) ที่อยู่ในหัวเรา

แต่อีกฝ่ายนึงเนี่ย เป็นฝ่ายปฏิบัติการ สามารถใช้สัญชาติญาณมารับมือกับเหตุการณ์เฉพาะหน้าทั้งหลายได้ดี เป็นผู้ปฏิบัติการ (doer) แต่ปัญหาสำคัญมีอยู่ว่าผู้ปฏิบัติการเนี่ย มักจะใช้เหตุผลไม่ค่อยทัน มักจะไม่ค่อยมีวินัย มักจะไม่ค่อยมีความตั้งใจอะไร มักจะมองอะไรระยะสั้นๆ ไม่ค่อยมองไปไกลๆ แล้วก็มักจะทำตามอารมณ์ที่เกิดขึ้นตอนนั้นๆ

ถ้าผู้ปฏิบัติการของเราไปเจอข้ออ้างอะไรขึ้นมา ก็อาจจะยอมแพ้ไปกับข้ออ้างนั้น และเลิกล้มความตั้งใจที่นักวางแผนคิดไว้ซะอย่างดีไปซะง่ายๆ

ดังนั้นนักวางแผนในหัวเราก็ต้องเข้าใจจุดอ่อนข้อนี้ของผู้ปฏิบัติการไว้ให้ดี

ทั้งนี้ เราสามารถช่วยในการติดอาวุธให้ผู้ปฏิบัติการของเรา เพื่อให้เราสามารถรับมือกับพวกสถานการณ์อย่างนี้ได้ดีขึ้น โดยการเตรียมแผน if-then ไว้ให้ตั้งแต่ก่อนที่จะเจอข้ออ้างเหล่านั้นจริงๆ เลย โดยการระบุให้ชัดเจนว่า:

IF - ถ้าเราเจอข้ออ้างข้อนี้ขึ้นมา...
THEN - สิ่งที่เราจะทำคือ...

ซึ่งพอเรามีแผนเหล่านี้เตรียมไว้ เวลาที่ผู้ปฏิบัติการเจอสถานการณ์ที่เราคาดการณ์ไว้แล้ว จะได้สามารถรู้ว่าจะต้องทำอะไรโดยที่ไม่ต้องคิดอะไรเพิ่มเติม

ในทางปฏิบัติ เราก็ควรที่จะเริ่มจากการนั่งคิดและเขียนข้ออ้างออกมาใส่กระดาษหรือสมุดเอาไว้ก่อน

เช่น วันนี้ตื่นสาย ไม่มีเวลาออกกำลังกายแล้ว, วันนี้เมื่อยขาออกกำลังกายไม่ไหว, วันนี้รู้สึกไม่มีแรง ไม่อยากทำอะไรเลย, วันนี้ไม่มีอารมณ์ ฯลฯ

แล้วค่อยๆ ลองดูว่าถ้าเราเจอข้ออ้างพวกนั้น สิ่งที่เราในฐานะนักวางแผนอยากจะบอกตัวเองตอนที่อยู่ในสถานะผู้ปฏิบัติการว่ายังไงบ้าง

เขียนทั้งข้ออ้าง และเขียนคำตอบเหล่านั้นเก็บไว้ในที่ๆ เราเอากลับมาดูใหม่ได้สะดวกๆ แล้วพอเวลาถึงเวลาที่เรามีข้ออ้างเหล่านั้นโผล่ขึ้นมาเมื่อไหร่ เราก็จะมีทางออกไว้พร้อมที่จะให้ผู้ปฏิบัติการของเรารับมือกับสถานการณ์เหล่านั้นโดยที่ไม่ต้องคิดอะไร


---------------------------------------------------------------------------------------------- 

++ เตรียมแผนสอง, แผนสาม, แผนสี่, ฯลฯ

หนึ่งในทางออกสำหรับกับข้ออ้างทั้งหลายของเราอาจจะมาในรูปแบบของการเตรียมแผนสอง, แผนสาม, แผนสี่ ฯลฯ ที่เราสามารถทำได้ง่ายกว่าแผนปกติ (หรือที่ทำแล้วรู้สึกดีกว่าแผนปกติ) เอาไว้ให้พร้อม

อย่าลืมว่าเป้าหมายหลักคือ ทำยังไงก็ได้ให้เราเริ่มต้นให้ได้ก่อน ถึงแม้ว่าในบางครั้งอาจจะต้องกล่อมตัวเองให้ทำแค่ทีละนิ้ดดดดเดียวก็พอ

ขอให้ได้เริ่มเถอะ เริ่มทำอะไรซักอย่างก็ได้ แล้วเดี๋ยวบางทีมันก็จะมี momentum มีแรงทำอะไรต่อเนื่องขึ้นไปเอง

แต่ถ้าเรารู้สึกว่าผู้ปฏิบัติการของเราเจอแรงต้านบ่อยๆ รู้สึกว่าวันที่มีข้ออ้างเกิดขึ้นบ่อยกว่าไม่มี เราก็ควรที่จะพิจารณาว่าบางทีสิ่งที่นักวางแผนของเราตั้งใจวางแผนไว้ให้ อาจจะมากเกินไปสำหรับตัวผู้ปฏิบัติการของเราเองรึเปล่า ในกรณีนั้น เราอาจจะต้องปรับเปลี่ยน routine ปกติให้มันง่ายลงมาบ้าง แล้วถ้าวันไหน doer ของเรามีแรงมากเป็นพิเศษค่อยทำเพิ่มไป แล้วถ้าวันนึงเราแข็งแรงขึ้น สามารถทำอะไรได้มากขึ้นๆ เป็นปกติแล้วค่อยปรับแผนของเราให้มากขึ้นตามก็ได้

อย่างลืมว่า ถ้าเราสามารทำในสิ่งที่ตั้งใจทำได้เป็นประจำๆๆๆ (ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่เล็กน้อยแค่ไหน) มันจะทำให้เรามีความมั่นใจ มีความรู้สึกดี และสามารถทำให้เป็นนิสัยติดตัวไปได้ง่ายกว่าการที่เราทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ได้แค่เพียงบางครั้งบางคราว


---------------------------------------------------------------------------------------------- 

++ เตรียมตัวลุกขึ้นยืนใหม่เวลาที่ล้มจริงๆ

แต่ถึงแม้ว่าจะเตรียมตัวอะไรทุกอย่างมาอย่างดี มันก็ยังมีโอกาสที่สุดท้ายมันอาจจะมีเหตุผลอะไรซักอย่างที่ทำให้เราทำตามแผนไม่ได้อยู่ดี

ซึ่งถ้าเราต้องการที่จะทำอะไรให้ได้ไปตลอดชีวิต มันก็คงจะหลีกเลี่ยงวันแบบนั้นไม่ได้ (อย่างเช่น วันที่เราไข้ขึ้นสี่สิบกว่าองศา... ถึงแม้ว่าจะเตรียมรับมือกับข้ออ้างมาอย่างดี เตรียมแผนสองแผนสามไว้เพียบ และถึงแม้ใจจะอยากออกกำลังกายขนาดไหน ร่างกายมันก็ไม่ไหวอยู่ดี)

สิ่งที่สำคัญกว่าการพยายามที่จะไม่ล้มเลยแม้แต่ครั้งเดียว คือการเตรียมคิดไว้ล่วงหน้าว่าเวลาเราล้ม(ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม)แล้วเราจะทำยังไงให้เราสามารถกลับมาเริ่มต้นใหม่ได้เหมือนเดิม

หลายๆ คนที่อาจจะมี new year resolution ไว้อย่างดีเมื่อตอนต้นปี แต่พอพลาดไปหนนึงแล้วก็รู้สึกแย่จนไม่สามารถกลับมาเริ่มต้นได้ใหม่ก็อาจจะเป็นเพราะว่าไม่เคยคิดไว้ก่อนว่าถ้าล้มแล้วเราจะลุกขึ้นใหม่ยังไง

ดังนั้นเราควรที่จะคิดถึงว่าเราจะทำยังไงให้ "restart complexity" ความยากในการเริ่มต้นใหม่ มันง่ายมากจนเราสามารถ reset ระบบเราใหม่ได้ทุกครั้งเมื่อจำเป็นต้องทำ

อย่าไปคาดหวังว่าเราจะสามารถรับมือกับการเริ่มต้นใหม่ยากๆ ได้ เพราะว่าการที่เราล้มลงอาจจะแสดงให้เห็นว่าช่วงนั้นเรามีแรงใจน้อยกว่าปกติ ดังนั้น planner ในหัวเราก็ต้องเข้าใจและวางแผนไว้เผื่อให้ doer ในสภาวะนั้นสามารถลุกขึ้นมาได้จริงๆ ด้วย

โดยที่ทำยังไงก็ได้ให้วันที่เราอยากกลับมาเริ่มต้นใหม่นั้นรู้สึกเสมือนกับว่าเราทำต่อเนื่องจากที่ผ่านๆ มาเลบ

ไม่ใช่รู้สึกเหมือนกับว่ามันต้องมีภูเขาลูกใหม่ที่ต้องก้าวข้ามไปก่อนที่จะเริ่มใหม่ได้

(นี่เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ตอนนี้เราไม่ชอบใช้ระบบที่มีการนับว่า "longest streak" จำนวนวันที่เราทำได้อะไรซักอย่างติดต่อกันได้ยาวที่สุดกี่วัน

เพราะพอวันนึงที่เราพลาดขึ้นมาปุ๊บ แล้วเห็น streak มันขาดไปเนี่ย มันจะทำให้เกิดความคิดขึ้นมาว่า โห... มันต้องใช้เวลาอีกหลายร้อยวันกว่าที่เราจะไปถึงจุดที่เราเคยไปถึง ซึ่งจะส่งผลให้รู้สึกท้อๆ และรู้สึกว่าการที่จะเริ่มต้นใหม่มันก็จะยากขึ้นกว่าเดิม

ตอนนี้เราก็เลยเลิกนับไปแล้วว่าเราทำอะไรติดต่อกันมากี่วัน เราจะพยายามมาตั้งใจไว้ว่า "วันนี้" จะทำให้ได้พอ โดยที่ไม่สนว่าที่ผ่านมาทำไปแล้วกี่วัน)


--------------------------------------------------------------------------------------------- 

++ กลับไปถามตัวเองว่า "ทำไม"

สำหรับในกรณีที่รู้สึกว่า การรับมือกับวันที่ไม่อยากทำมันยากจังเลย หาวิธีรับมือกับข้ออ้างเราไม่ได้เลย หรือรู้สึกว่าไม่อยากเริ่มต้นใหม่เวลาที่ล้มลงไปแล้ว

สิ่งที่อาจจะช่วยได้อย่างนึงคือ การ Go back to your "why"... กลับไปย้อนถามตัวเองใหม่เลยว่า "ทำไม" เราถึงอยากจะทำสิ่งที่เราตั้งใจจะทำนี้?

ทุกครั้งที่ได้คำตอบของคำถามนี้ ก็ให้ถาม "ทำไม" ๆๆๆ ซ้ำๆ ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะไปถึงจุดลึกที่สุดในใจเลย

ซึ่งถ้าทำแบบนี้เสร็จ เราอาจจะได้คำตอบมาหนึ่งในสองอย่าง... คือ

หนึ่ง... เราอาจจะรู้สึกเหมือนได้สร้างแรงบันดาลใจให้ตัวเองอีกรอบ เพราะว่าเราสามารถหาคำตอบได้ว่าทำไมสิ่งที่เราอยากทำมันมีความสำคัญกับตัวเอง แล้วก็จะสามารถรู้สึกฮึดสู้กับความยาก หรือข้ออ้างทั้งหลายของเรา

หรือ...

สอง... เราอาจจะรู้สึกตัวแล้วว่า อ่าว สิ่งที่เราเคยตั้งใจอยากทำให้เป็นนิสัยนั้น มันไม่ใช่สิ่งที่เราอยากทำแล้ว มันไม่ใช่สิ่งที่สำคัญสำหรับเราแล้ว อาจจะเป็นด้วยสถานการณ์ที่เปลี่ยน หรือเราเปลี่ยนใจหรืออะไรก็ตามแต่

ซึ่งถ้าเป็นกรณีที่สองนั้นจริง ก็ไม่เป็นไร ก็ไปหาสิ่งที่เราต้องการทำจริงๆ ต้องการ focus จริงๆ เพื่อที่เราจะได้เอาพลังงานและพลังใจที่มีอยู่อย่างจำกัดๆ ของเราไปทำในสิ่งที่สำคัญกับเราแทนดีกว่า

แต่สำหรับใครที่ต้องการฝึกฝนนิสัยกันต่อๆ ไป ก็หวังว่าการเตรียมตัวรับมือกับวันที่เราไม่อยากทำตามแผนนี้จะช่วยทำให้สามารถทำนิสัยนั้นได้สำเร็จง่ายขึ้นไม่มากก็น้อยละกัน


Originally Posted On:
http://on.fb.me/2jHLRew
 
Books:
The Power of Habit: Why We Do What We Do in Life and Business by Charles Duhigg: http://amzn.to/1Y3Z10t

The Marshmallow Test: Why Self-Control Is the Engine of Success by Walter Mischel: http://amzn.to/1Y3XKGw

Mini Habits: Smaller Habits, Bigger Results by Stephen Guise: http://amzn.to/2ic3O0T

Thinking, Fast and Slow by Daniel Kahneman: http://amzn.to/1TcmZCq

Mindset: The New Psychology of Success
by Carol Dweck: http://amzn.to/1OZTTS2

Nudge: Improving Decisions About Health, Wealth, and Happiness
by Richard H. Thaler, Cass R. Sunstein: http://amzn.to/2bYgE2u

Links:

Monday Master Class: Apply Weakest Link Theory to Time Management
by Cal Newport: http://bit.ly/2jcwGWz

Related Posts:

การเตรียมตัวเพื่อทำให้การเริ่มต้นนั้น "ง่าย" แบบหม้อ MK: http://on.fb.me/2jcDtn4

เตรียมทำความรู้จักและออกแบบ "Habit Loop" ของเราเอง: http://on.fb.me/2yzwGGG

Pokemon Go กับการสร้างและเปลี่ยนแปลงนิสัยความเคยชิน (Habits): http://on.fb.me/2b5BYkJ

Image Credit:
Photo by Adrian Infernus on Unsplash
https://unsplash.com/photos/DrLtv2bgXSc 


SHARE
Writer
Cloud9
นักอ่านแอบเขียน
https://www.facebook.com/1Thing.1Thing

Comments