ร้านกาแฟร้านหนึ่ง

“การซื้อ-ขาย เกิดขึ้นก็ต่อเมื่อ ราคา ทำให้ทั้งสองฝ่ายพอใจ ว่าไหม”

“การซื้อ-ขาย เกิดขึ้นก็ต่อเมื่อ ราคา ทำให้ทั้งสองฝ่ายเต็มใจ ต่างหากล่ะ” ฉันเถียง พลางนึกถึงพาเลตต์ไฮไลท์ราคาเท่ากับอาหารดีๆ หลายมื้อ ถึงตัวเลขจะทำให้ไม่สบอารมณ์ ฉันก็ยอมใช้สอยให้กับสิ่งที่มันจำเป็น เขาพนักหน้าเห็นเหมือนด้วยแววตาจริงจัง ที่จริงฉันไม่เห็นดวงตาเขาหรอก ตอนนี้ก็ดึกแล้ว และเขาก็กำลังขับรถ

2
ทริปญี่ปุ่นนี้ เราแอบมากันโดยไม่บอกใคร ทั้งคู่โตพอที่จะลองผิดลองถูกและรับผิดชอบการตัดสินใจของตัวเองแล้ว ถึงคนทั่วไปเขาไม่ทำกัน ก็ไม่ได้หมายความว่าทำไม่ได้นี่ เหมือนกับการมาภูเขาอินาสะ อะไรนี่แหละ

เราเที่ยวกันที่เมืองนางาซากิ เมืองที่มีสถานะเป็นคำสร้อยเมื่อพูดถึงการถูกทำลายล้างด้วยระเบิดปรามณู เมืองที่เป็นตัวแทนของการเปลี่ยนใจนาทีสุดท้าย ไม่ได้ส่งผลแตกต่างทางกลยุทธ์ ฟังดูง่อยเปลี้ยไม่เบา แต่ตารางแพลนของเขาน่าสนใจจนฉันต้องยกมือขอเป็นคำสร้อยในนิราศครั้งนี้ รีเควสเดียวของฉันคือขอให้แทรกร้านกาแฟดีๆ เข้าไปสักแห่ง ใครจะไปคิดกันว่าหมอนั่นจะยัดกิจกรรมการจิบกาแฟมาในเวลาดึกดื่นของวันสุดท้าย เชื่อเขาเลย จะโกรธงอนก็ไม่ได้เพราะมันก็ทำตามที่ขอ ต่อไปจะเขียนเอาไว้ข้างฝา ว่าจะตกลงอะไรกับผู้ชายคนนี้ ต้องเอาให้ชัดเจนเฉพาะเจาะจง

3
“นี่ก็ห้าทุ่มแล้ว นายแน่ใจนะ ว่าร้านเขายังไม่ปิด”

“ไม่ต้องห่วงไปน่า ได้กินกาแฟสมใจแน่” เขาพูดด้วยน้ำเสียงสบายอารมณ์ ขัดกับอารมณ์ขุ่นเคืองปานกลางถึงมากของฉัน

“พ่อเคยเล่าให้ฟังตอนไปอินเดีย มีคนเดินมาขายขลุ่ยไม้แกะสลักตอนกำลังเดินออกจากพุทธคยา หน้าตาก็ดูสวยเท่มีราคา แถมเป่าซะเพราะเชียว พ่อเลยเผลอถามไปว่าราคาเท่าไร คนขายตอบมาว่า 250 รูปี” คงจะสัมผัสถึงออร่าหงุดหงิดในบรรยากาศ เลยชวนคุยเรื่องสนุกๆ ล่ะสิ ได้ คราวนี้เป็นธีมการค้าขายสินะ

“พ่อปฏิเสธไป บอกกับเราว่า ถามไปอย่างนั้น ไม่กล้าพอที่จะซื้อขลุ่ยที่มีโอกาสผ่านน้ำลายของคนอื่นมาลองเป่าหรอก เชื่อไหม ว่าหนุ่มคนนั้นแม่งมีศรัทธาของจริง ตามพ่อเราไม่หยุด ค่อยๆ ลดราคา เพราะคิดว่าสิ่งนั้นคือข้อแม้ในการจะตกลงแลกเปลี่ยนของพ่อ พอพ่อเราถึงรถทัวร์นะ ราคาเหลือแค่ 15 รูปีเท่านั้นเอง โคตรตลกเลย”

“ตอนยังเด็ก วิญญาณแม่ค้าฉันแรงมาก ขายทุกอย่างที่ขายได้กับเพื่อน ตั้งแต่สีไม้ (เขาขัดว่า เด็กคนไหนจะอยากได้สีไม้ ทุกคนก็น่าจะมี) ฉันก็บอกไปไงว่าของฉันมันเป็น สีละเอียด ระบายออกมาสวยแน่นอน ที่จริงก็คือสียี่ห้อคอลลีนน่ะ (เขาขำพรืดออกมา) เออ ขายทุกอย่างจริงๆ ขวดยาหม่อง ต้นขั้วคูปองทางด่วนก็เอามาขาย กิจการดีถึงขนาดที่แบกเสื่อมาปูขายแบบกับดินช่วงพักเที่ยง จนครูต้องเรียกไปคุย”

“ไม่แปลกใจเลยที่เด็กคนนั้นกลายเธอเป็นในทุกวันนี้”

“ก็พูดเก่งไง เล่าอะไรออกมาก็น่าสนใจไปซะหมด” เขาตอบก่อนที่ฉันจะได้อ้าปากถาม พร้อม
ถอยรถจอดริมฟุตปาธ

4
วิวเมืองสวยมาก จุดแสงหลากสีที่กระจัดกระจายลงบนผืนผ้าใบสีเข้มเบื้องหน้า ทำใจฉันเตลิดลอยไปไกล อึดใจใหญ่ผ่านไป นานพอจนทำให้ฉันเกรงใจ หันไปก็พบกับเขายืนรออยู่เงียบๆ

“โทษที มองวิวเพลินไปหน่อย” เขาตอบด้วยความเงียบแบบไม่ถือสา แล้วชี้มือไปที่ร้านกาแฟหลังเล็ก ที่ตั้งอยู่ข้างหน้า ความมืดรอบข้างช่วยขับให้แสงสีเหลืองส้มจากหลอดไม่ประหยัดไฟสกาวแสงมากขึ้นหลายระดับ ฉันพยักหน้ารับรู้ ยิ้มที่มุมปาก

“ร้านชื่อว่า A coffee shop ชื่อที่เรียบง่ายนี้เกิดขึ้นเมื่อเจ้าของร้านไม่สามารถหาชื่อที่เหมาะเจาะพอใจได้ และตระหนักได้ว่าการไม่มีกิมมิกใดๆ เลย ก็เป็นกิมมิกอย่างหนึ่ง”

เรายืนอยู่ที่เฉลียงของร้าน ถึงไฟสว่างแต่ก็ร้านก็ดูเหมือนปิดอยู่

“เหมือนกับคลินิกนิรนาม”

“ใช่ ประมาณนั้น”

“นี่รู้ประวัติร้านด้วยเหรอ” ฉันถามด้วยความแปลกใจแต่ไม่ได้ประหลาดใจ เพราะเขาเองก็ทักษะภาษาญี่ปุ่นที่ดี และชอบรู้อะไรเทือกนี้

“เปล่าหรอก ก็มั่วขึ้นมาน่ะ ฮ่าๆ เฮ้ยแต่สิ่งที่จะเล่าต่อไปคือเรื่องจริงนะ เห็นอันนี้ไหม”

บานกระจกผืนใหญ่ข้างประตู เขียนภาษาญี่ปุ่นยุกยิกด้วยฟอนต์น่ารักน่าชัง ตรงกลางมีแผ่นป้ายบอกตัวเลข 1180 ตามด้วยเครื่องหมาย ¥ คาดว่าคงเป็นราคาของอะไรสักอย่าง

“หนึ่ง ร้านกาแฟนี้เปิดตลอด 24 ชั่วโมง สอง คือกาแฟที่นี่มีราคาเดียว”

“เชี่ย กาแฟแก้วละ 300 กว่าบาทไม่แพงไปหน่อยรึไง” ฉันเผลอสบถออกมาโดยไม่ได้ตั้งใจ

“ก็แพงไปหน่อย ช่วยไม่ได้ เรามาตอนดึกในคืนที่อากาศน่านอน” ฉันเงียบ เป็นสัญญาณให้เขาอธิบายต่อ

“ราคาของกาแฟที่นี่จะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามความพอใจของเจ้าของร้าน ราคาที่ถูกตั้งไว้แปลผันตามความคุ้มค่า ที่ทั้งลูกค้าและคนขายตกลง ถ้าเราชั่งน้ำหนักแล้ว ถ้าเต็มใจกับราคาที่ตั้งไว้ ก็กดออดตรงนี้ เรียกเขาได้เลย” ฉันเอื้อมมือไปกดออดทันที

“เอ้า เมื่อกี้ยังด่าเชี่ยอยู่เลย พอใจกับราคาเหรอ” เสียงกลั้วหัวเราะเขานี่มันน่าหมั่นไส้จริง

“เต็มใจต่างหากย่ะ อุตส่าห์ถ่อข้ามน้ำข้ามประเทศมาขนาดนี้ ราคาเท่าไรก็ต้องยอม ถูกไหม” ฉันหันไปบ่น แต่ในใจกลับคิกประทับใจกับแนวคิดของร้าน ดูเป็นการแลกเปลี่ยนที่จริงใจและยุติธรรมดีไม่หยอก

5
ไฟในร้านถูกเปิดให้สว่างขึ้นอีกขั้น บาริสต้าหนุ่มผมเซอร์ในเชิ้ตสีขาวเดินมาเปิดประตูให้เราแล้วโค้งให้ พร้อมกับรัวภาษาญี่ปุ่นทำนองขอบอกขอบใจ เขารัวภาษาเดิมกลับอย่างเป็นธรรมชาติ ปล่อยให้ฉันเป็นใบ้มองดูบรรยากาศในร้านแก้เก้อไปเรื่อย

เรานั่งที่โต๊ะญี่ปุ่นในมุมหนึ่งของร้าน (อยากรู้จังว่าคนญี่ปุ่นเรียนโต๊ะญี่ปุ่นว่าอะไร โต๊ะเฉยๆ รึเปล่า แล้วถ้าอย่างนั้น เขาจะเรียนโต๊ะเฉยๆ ว่าอะไรกัน) เพราะเขาอยากดูดาว ใช่ เพดานตรงนี่มีกระจกบานใหญ่ให้แหงนมองจุดแสงหลากสีได้เช่นกัน

“ถ้าให้เลือกดาวดวงหนึ่ง จะเลือกดวงไหนเพราะอะไร” เขาถามโดยที่ไม่ละสายตาจากหมู่มวลหิ่งห้อยจักรวาล

“ยากไป ขอไม่เลือก”

“รู้ไหม เวลาเรามองดาว ก็เหมือนมองคนนะ แค่ปราดเดียวไม่สามารถแยกแยะสิ่งที่เราเห็นกับสิ่งที่เขาเป็นได้ อย่างนั่น ดาวศุกร์ มันเป็นดาวเคราะห์ ไม่มีแม้แต่แสงจากตัวเองด้วยซ้ำ ที่เราเห็นมันดวงใหญ่และสว่าง เพียงเพราะมันอยู่ใกล้โลกก็เท่านั้น ส่วนนี่ ดาวบีเทลจุส บางคนเห็นแล้วอาจจะชอบ เพราะมันมีสีแดงสวย แต่มันเป็นแสงสีของดาวที่ใกล้จะดับแล้ว” 
“สมมติว่าฉันต้องเลือกดาวสักดวง ต่อให้รู้เรื่องราวพวกนี้แล้ว ก็อาจจะไม่เปลี่ยนใจไปเลือกดาวดวงอื่นก็ได้นี่”

“เธอไม่เกตพ้อยต์เรา คือเราหมายถึง....”

“เกต” ฉันพูดแทรก หันไปยักคิ้วยืนยันคำเดิม

“โอเค”

 
Close your eyes and listen carefully to my story

Before my story ends, you will dream…

เพลง Little star ของ Standing Egg ถูกเปิดขึ้นแทนที่ความเงียบสงบราวกับเตี๊ยมไว้

ดับเบิ้ลเอสเปรซโซในมือของฉัน

มอคค่าแบลคฟอเรสเย็นในมือของเขา

ร้านกาแฟอันรุ่มร่ามไปด้วยคอนเซปบนเขาลูกเล็กในดินแดนอาทิตย์อุทัยที่พิกัด 333 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล

ยังไงฉันก็ไม่เปลี่ยนใจ พลางคิดภาวนาให้มันเป็นความเต็มใจของทั้งสองฝ่ายด้วยเถอะ

SHARE

Comments

SYHimawari
1 year ago
เป็นเรื่องที่สนุกมาก อ่านแล้วทำให้อยากไปร้านกาแฟร้านนั้นจัง
ขออนุญาตนิดนึงนะคะ ในนี้มีคำผิดอยู่คำหนึ่ง เพราะสะกดผิดทำให้หยุดอ่านไปช่วงหนึ่ง "ฟุตบาธ" ---->"ฟุตปาธ"
Reply
jrvoyage
1 year ago
ขอบคุณครับผม