สีสันผ้านุ่งในสมัยรัตนโกสินทร์
หากอ้างอิงแฟชั่นการแต่งกายและการใช้สีผ้านุ่งของสตรีในสมัยรัตนโกสินทร์จากวรรณกรรมเรื่อง “เสภาขุนช้างขุนแผน” กล่าวถึงการแต่งกายสตรีไทยว่านุ่งผ้ายกลายกนกพื้นแดงแซมทอง ห่มสไบชั้นในสีชมพูและทับด้านนอกด้วยสีทับทิมที่มีลวดลายเป็นริ้วทองกรองดอกพรรณราย (ถ้าเป็นทฤษฎีสีสมัยใหม่คงเรียกว่าเป็นการแต่งกายแบบสีที่ใกล้เคียงกัน (Analog colors)  ดังว่า
“นุ่งยกลายกนกพื้นแดง                 ก้านแย่งทองระยับจับตาพราย
ชั้นในห่มสไบชมพูนิ่ม                         สีทับทิมทับนอกดูเฉิดฉาย
ริ้วทองกรองดอกพรรณราย                   ชายเห็นเป็นที่เจริญใจ” 
หรือในหนังสือ “สวัสดิรักษา” ที่สุนทรภู่แต่งถวายเจ้าฟ้าอาภรณ์ พระลูกยาเธอในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 ที่กล่าวถึงการใช้สีเพื่อการแต่งกายในชีวิตประจำวันของสตรีในราชสำนักที่นิยมแต่งกายให้โดยใช้สีให้ถูกโฉลก เป็นมงคลตามลักษณะของวัน และตามตำราโบราณ ว่า  
“อนึ่งภูษาผ้าทรงณรงค์รบ               ให้มีครบเครื่องเสร็จทั้งเจ็ดสี
วันอาทิตย์สิทธิโชคโฉลกดี                 เอาเครื่องสีแดงทรงเป็มมงคล
เครื่องวันจันทร์นั้นควรสีนวลขาว                   จะยืนยาวชันษาสถาผล
อังคารม่วงช่วงงามสีครามปน                   เป็นมงคลขัตติยาเข้าราวี
เครื่องวันพุธสุดดีด้วยสีแสด               กับเหลือบแปดปนประดับสลับสี
วันพฤหัสจัดเครื่องเขียวเหลืองดี         วันศุกร์สีเมฆหมอกออกสงคราม
วันเสาร์ทรงดำจึงล้ำเลิศ                   แสนประเสริฐเสี้ยนศึกจะนึกขาม
หนึ่งพาชีขี่ขับประดับงาม                           ให้ต้องตามสีสันจึงกันภัย"
แต่แฟชั่นก็คือแฟชั่นที่มีการปรับเปลี่ยนความนิยมไปตามเวลา และเทรนด์การใช้สีของผ้านุ่งก็ได้เปลี่ยนไปอีกครั้งในการแต่งกายของสาวชาววังสมัยรัชกาลที่ 5 ที่มีการประยุกต์แบบเสื้อผ้าของยุโรปและการใช้สีสัน เช่น เสื้อแขนหมูแฮม รวมถึงเลือกใช้สีของผ้านุ่งเห็นได้จากความตอนหนึ่งในเรื่อง “สี่แผ่นดิน” ที่แม่ของพลอยสอนเรื่องการจัดผ้านุ่งผ้าสีประจำวันของสาวชาววังในสมัยรัชกาลที่ 5 ว่าแต่งตัวอย่างไรให้ถูกต้องไม่ “แต่งตัวเร่อร่าเป็นคนบ้านนอก เดี๋ยวเขาจะหาว่าแม่เป็นชาววังแล้วไม่สอน”
“วันจันทร์ นุ่งเหลืองอ่อนห่มน้ำเงินอ่อน หรือจะห่มบานเย็นก็ได้ หรือถ้านุ่งสีน้ำเงินนกพิราบต้องห่มจำปาแดง
วันอังคาร นุ่งสีปูนหรือม่วงเม็ดมะปรางแล้วห่มโศก หรือถ้านุ่งโศกหรือเขียวอ่อน ต้องห่มม่วงอ่อน
วันพุธ นุ่งสีถั่วก็ได้ สีเหล็กก็ได้แล้วห่มจำปา
วันพฤหัส นุ่งเขียวใบไม้ ห่มแดงเลือดนก หรือนุ่งแสดห่มเขียวอ่อน
วันศุกร์ นุ่งน้ำเงินแก่ ห่มเหลือง
วันเสาร์ นุ่งเม็ดมะปราง ห่มโศก หรือนุ่งผ้าลายพื้นม่วง ห่มโศก
วันอาทิตย์ นุ่งเขียว ห่มแดง หรือนุ่งผ้าลายพื้นสีลิ้นจี่ หรือสีเลือดหมู ห่มโศก”
จะเห็นได้ว่า การใช้สีสันเพื่อการสวมใส่เสื้อผ้าให้สวยงามของสตรีในราชสำนักต้นรัตนโกสินทร์นั้นถ้าเทียบกับทฤษฎีสีสมัยใหม่แล้วต้องเรียกว่าใช้ “สีคู่ตรงข้าม” (Complementary Colors) มานุ่งและห่ม แต่ก็มีการเล่นโทนของสีให้ดูอ่อนแก่ไล่เรียงสีกันไปเพื่อให้เกิดความงาม อาทิ การใช้สีเหลืองคู่กับสีน้ำเงิน สีม่วงคู่กับสีเขียวอ่อน (สีโศก) หรือ สีเขียวคู่กับสีแดง เป็นต้น 

ในทางทฤษฎีสี สีคู่ตรงข้ามเป็นสีต้องห้ามแต่ถ้าใช้ให้ถูกวิธีจะมีความโดดเด่นทันที โดยมีข้อแนะนำว่าการใช้สีคู่ตรงข้ามนั้นอย่าให้สีตรงข้ามกันนั้นดูเด่นเท่ากันแต่ต้องให้สีหนึ่งมีพื้นที่มากกว่าอีกสีหนึ่งในอัตราส่วน 80 : 20 หรือลดความรุนแรงของสีด้วยการผสมสีอื่นลงไป หรือผสมสีใกล้เคียงกับสีคู่ตรงข้าม (Split Complementary) ลงไปเพื่อลดทอนความเข้มข้นของกันและกัน เช่นการนุ่งผ้าลายพื้นม่วง ห่มโศก หรือนุ่งผ่าลายพื้นสีลิ้นจี่ ห่มโศก เป็นต้น

คนสมัยก่อนไม่นิยมนุ่งห่มสีเดียวกัน (Mono Tone) เช่น นุ่งสีเขียวแล้วยังห่มสีโศกอีก เพราะดูไม่ทันสมัยและเร่อร่าเป็นบ้านนอก

ส่วนการแต่งกายของเจ้านายและขุนนางฝ่ายชาย มีหลักฐานว่านุ่งผ้าม่วงโจงกระเบน สวมเสื้อแพรสีตามกระทรวงและหมวดต่างๆ คือ ชั้นเจ้านายจะสวมเสื้อสีไพล (สีเหลืองอมเขียว) ชั้นขุนนางกระทรวงมหาดไทยสวมเสื้อแพรสีเขียวแก่ ชั้นขุนนางกระทรวงกลาโหม สวมเสื้อแพรสีลูกหว้า (สีม่วงอ่อน) ขุนนางชั้นกรมท่า (กระทรวงการต่างประเทส) เสื้อแพรสีน้ำเงิน (สีกรมท่า) ชั้นมหาดเล็ก สวมเสื้อแพรสีเหล็ก และพลเรือน สวมเสื้อปีก คอปิด มีชายไม่ยาวมาก คาดเข็มขัดไว้นอกเสื้อ

การเลือกสีผ้านุ่งนอกจากจะเกี่ยวข้องกับวันแล้วยังเกี่ยวข้องกับความเชื่อเพื่อความเป็นมงคลแก่ตัวเอง เช่น วันพุธ ที่แบ่งเป็นพุธกลางวันกับพุธกลางคืน ครั้งหนึ่งมีเรื่องเล่าว่า ในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 เสด็จพระราชดำเนินงานๆ หนึ่งซึ่งตรงกับวันพุธกลางคืน จึงมีรับสั่งถามพระญาณเวทเจ้ากรมโหรหลวงว่า “วันนี้ฉันจะนุ่งผ้าสีอะไร” คุณพระญาณเวทฯ กราบทูลว่า “ทรงพระภูษาสีดอกตะแบกซึ่งตรงกับสีของพระราหู พระพุทธเจ้าข้า” นั่นแสดงว่าเฉพาะวันพุธนั้นใช้สองสี คือกลางวันใช้เขียวเป็นส่วนมาก แต่กลางคืนกลับใช้สีดอกตะแบกหรือสีม่วงคล้ำ

สำหรับเครื่องแต่งพระองค์ของพระมหากษัตริย์จะมีกรมพระภูษามาลาทำหน้าที่รักษาและถวายเครื่องทรง และมีการเลือกสีที่ต่างออกไปคือ วันพฤหัสบดีเครื่องแต่งพระองค์ให้ใช้สีน้ำเงิน เพื่อให้เป็นแบบแผนเดิมที่ใช้สีน้ำเงินมาตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก (ขณะที่ตำราโหรบอกว่าควรใช้สีเหลืองหรือสีแสด) และวันศุกร์ กรมพระภูษามาลาให้ใช้สีเหลือง โดยกล่าวว่าเป็นตำราที่ถือกันมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา (ขณะที่ทั่วไปใช้สีน้ำเงิน) 

อย่างไรก็ตาม ปรากฏข้อห้ามการแต่งกายและการใช้สีด้วย เช่น ตามระเบียบที่กำหนดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 1 ที่ห้ามมิให้คนธรรมดาสามัญแต่งตัวเทียมเจ้า ในจดหมายเหตุโหรฉบับพระประมวญธนรักษ์ กล่าวว่า ห้ามมิให้ราษฎร ขุนนางห่มผ้าสีต่างๆ ใส่เครื่องประดับอย่างเจ้านาย ห้าม “ไพร่สวมผ้านุ่งสีบัวปอกเม็ดงา ดอกส้ม ดอกเทียน ห้ามผ้าลายเป็นขาดทีเดียว” และในกฎหมายตามสามดวง กล่าวถึง “ผู้ใดทัดดอกไม้ และนุ่งผ้าแดง ผ้าชมพูไพรำการะกำหาเชิงมิได้” เข้าไปในพระราชฐานหรือพระตำหนัก ให้ลงโทษด้วยการ “ฝ่ายผ้าเสื้อไซ้ให้ฉีกเสีย ดอกไม้ไซ้ให้คลุกฝุ่นโพกหัว”

ทั้งนี้การเลือกใช้สีแดงมีข้อควรระวัง เพราะในสมัยรัตนโกสินทร์นั้นเมื่อถึงวันพระและวันเฉลิมพระชนมพรรษา เจ้านายจะทรงพระภูษาแดงและผ้าทรงสะพัก (ผ้าสไบ หรือผ้าห่มเฉียงพาดทับบ่าซ้าย) สีชมพูเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งถ้าใครเกิดอุตรินุ่งแดงในวันดังกล่าวก็มักจะถูกค่อนขอดว่า ทำตัวเทียมเจ้าเทียมนาย ตัวอัปรีย์จัญไรจะกินเอา หรือเหาจะกินหัว   
SHARE
Written in this book
Colors

Comments