-Soeur Emmanuelle Rose -
มันไม่ใช่อีกฝั่งที่เฝ้ามองมาแล้วจะสามารถมองเห็นอาณาบริเวณทั้งหมดของบ้านหรอก มีกำแพงที่ขวางกั้นสายตาอยู่ หากเป็นสายตาจ้องจับของฉันที่แหวกม่านหน้าต่างออกไป ฉันเห็นบ้านไม้สองชั้นที่อยู่ห่างเพียงห้าร้อยเมตร การเคลื่อนไหวอะไรนอกหน้าต่าง มีแต่ฝูงนก ผืนฟ้า ก้อนเมฆ ต้นไม้ และกำแพงที่เจ้าของตั้งใจสร้างขึ้นมาบดบังทัศนียภาพ ถ้าเขาไม่เลี้ยงสุนัขไว้บนบ้าน แยกชั้นออกจากชีวิตของลูกสาวที่อาศัยอยู่ชั้นล่าง ฉันก็จะไม่เห็นว่าสุนัขของเขาเอาแต่วนเวียนอยู่บนดาดฟ้า กำลังวิ่งเหมือนหนูติดจั่น พวกมันเฝ้าเห่าหอนอยู่ทุกค่ำคืน ฉันว่ามันอาจกำลังถามไถ่ต่อเสรีภาพบนผืนดิน สถานที่โล่ง ๆ ที่ต้องการออกกำลังสุดแรงในการวิ่ง และหมาตัวเมีย

ฉันเฝ้าสงสัยในสิ่งที่ฉันจดจ้องอยู่ บ้านของคนอื่น สัตว์เลี้ยงของคนอื่น ขณะเดียวกัน ดูเหมือนเขาเองก็เฝ้ามองบ้านของฉันผ่านช่องหน้าต่างเช่นกัน นั่นมันทำให้ฉันไม่เคยกลับไปเปิดม่านหน้าต่างของบ้านอีกเลย

บ้านที่ฉันพยายามปลูกต้นไม้ให้มากที่สุด ด้วยฉันคิดถึงความสวยงาม ดอกกุหลาบเป็นสิ่งที่ฉันไม่ได้ตั้งใจจะปลูกอะไร แต่เมื่อวันหนึ่งฟ้าวลัยเอาดอกกุหลาบดอกแรกมาให้ฉัน เมื่อเริ่มปลูกต้นหนึ่ง ต้นที่สองจึงได้เติบโตขึ้นตาม ฉันได้กุหลาบสายพันธุ์ ชัวร์เอามานูแอลมาจากฟ้าวลัยอีกเช่นกัน เธอมาหาฉันด้วยความร่าเริงเสียทุกครั้ง เธอไม่เห็นว่าฉันจะเป็นอะไรได้ดีไปกว่านักปลูกดอกไม้และฉันไม่ควรจะเขียนนิยายที่ชื่อ Roses ขึ้นมา

“มันทำให้เธอวิ่งวนอยู่ในหมวกที่ตัวเองสร้างขึ้น”

บ้านกล่องสีฟ้าจึงมีทิวกุหลาบมากพอจะแข่งกันอวดโฉม แจกันหลากสีในบ้านของฉันจึงเต็มไปด้วยกุหลาบหลากสี ที่โดดเด่นและเป็นราชินีอยู่คือ ชัวร์เอมมานูแอล

“เธอเขียนนิยายขึ้นมา สร้างตัวละครขึ้นมา แล้วทำไมไม่เอานิยายไปขาย ยุคสมัยที่นิยายขายได้ง่ายผ่านอีบุ๊คส์ เธอกลับพยายามมามีชีวิตหนึ่งกับตัวละคร”
ฟ้าวลัยย้ำอีกตอนที่เธอเปิดโน้ตบุ๊คของฉันขึ้นมาและค้นพบจดหมายอีเมล์ที่ฉันเขียนถึงเวย์

ฉันไม่ได้เขียนถึงเวย์จริง ๆ หรอก ฉันสร้างอีเมล์ถึงตัวเองเขียนถึงตัวเองในนามของเวย์

เวย์-คือฉันเอง มิใช่ใครอื่น ที่ฉันเคยคิดว่าเวย์คือคนที่ฉันรัก คือคนที่ฉันเฝ้าอ่านตัวหนังสือของเขาเสมอ เขายังเป็นตัวละครเอกของ Roses ยิ่งกว่านั้นเขาเป็นเพื่อนคนเดียวของฉันในบ้านกล่องสีฟ้า

ฉันโกรธฟ้าวลัยเรื่องวิสาสะเปิดโน้ตบุ๊คส่วนตัวอยู่เพียงสองสามวัน ฟ้าวลัยเองโกรธฉัน ด้วยข้อหาฉกาจฉกรรจ์ว่าไม่นับเธอเป็นเพื่อนอีก

“จับฉันสิ นี่ตัวเป็น ๆ มีชีวิต และหัวใจ อะไร ๆ ที่ฉันมี ฉันก็เที่ยวตามหามากำนัลแด่เธอ ดอกไม้สีขาว แจกันสีขาว โต๊ะ เก้าอี้ เหล่านี้ที่เธอชอบ ”

ฉันมองฟ้าวลัยเดินออกจากบ้านไปโดยไร้คำพูดจะอธิบาย อย่างน้อยฉันก็รู้ว่าเธอจะกลับมาหาฉันอยู่วันยังค่ำ

ฉันกลับไปที่ภูไม้ตองอีกหนในรอบที่ฤดูฝนเพ้อคลั่ง น้ำในแม่น้ำได้ขยายอาณาเขต แผ่กว้างออกไปสู่ตรงที่เคยเป็นเวิ้งน้ำของทะเลสาบ ทำให้กว่าจะข้ามทะเลสาบไป ทูแลต้องเอาแพมาบรรทุกรถไปอีกรอบ ฉันจ่ายเงินไป สองร้อยบาทเป็นค่าถ่อแพข้ามน้ำไปยังท่าก้อ เขาพูดว่าแปดสิบเท่านั้น ฉันส่ายหัว เป็นสองร้อยที่เผื่อแผ่ไปให้เขาดั่งเพื่อนพ้อง มิใช่ว่าเขาจะเป็นใครในหน้าที่รับจ้าง ฉันพลาดเสมอต่อการเอาความรู้สึกตัวเองเข้าไปเสี่ยง ในฐานะเพื่อนพ้องมิใช่เพียงชีวิตและคำว่าหน้าที่ที่เอาเงินแลก ฉันเสี่ยงและบ่อยครั้งที่ฉันพลาด ไม่ว่ากับใคร ฟ้าวลัย หรือแม้ เวย์เองก็ตาม

เมื่อข้ามทะเลสาบตรงที่แคบที่สุดได้ ฉันต้องขับรถต่อไปอีกถึง หกสิบกิโลเมตร ฉันพยายามขับรถขึ้นเขาอย่างช้า ๆ ระมัดระวัง ทั้งที่ฉันจำจังหวะที่ตัวเองได้เสมอ โค้งใดที่จะพรรณนาถึงความตาย โค้งไหนจะต้องเหนี่ยวรั้งแรงโน้มถ่วงให้มากที่สุดเพื่อจะดึงตัวเองขึ้นไป ยี่สิบปีบนเส้นทางนี้ทำให้ฉันจดจำได้หมดทุกโค้ง ไม่มีอะไรในการต่อสู้ของนักเดินทาง นอกจากข้อสัญญาที่ว่าเราจะเดินทางไปสู่จุดหมายให้ได้ ไม่ว่าเชื่องช้าหรือรวดเร็ว ท่าก้อนี้เป็นที่รวมพลของชาวเรือนแพ มีภูเขาสูงเรียวเล็กแท่งหนึ่งแหวกน้ำขึ้นไปสู่ท้องฟ้า ฉันว่าเหมือนภาพวาดสีน้ำของจีน เป็นสถานที่ที่พวกเขาปักหลักพักผ่อนก่อนจะล่องเรือยนต์ไปยังเวิ้งน้ำที่ไกลออกไป พวกแหอวนและข่ายดักปลาแขวนโยงระยางเหมือนบอกว่านี่คือชีวิตที่กลับมาตื่นฟื้นอีกครั้ง ต้นไม้ของเดือนสิงหาคมกลับมาเขียวชื้น แสดงความงอกงามของชีวิต ปีที่แล้วฉันมาที่นี่ในเดือนเมษายน ที่นี่เหมือนภาพฝันที่อยากเดินทางมาถึงแต่ครั้นได้มากลายเป็นสถานที่มีแต่ความแห้งแล้ง เรือนแพจอดแช่นิ่ง ลูกตะกั่วที่ถ่วงแหอวนเหล่านั้น ขึ้นสนิมจนลมที่พัดผ่านไปมาแกว่งผืนข่ายสะบัดไปมามีเสียงดัง

ลมที่นี่ พัดแรงจนฉันคิดว่าที่นี่จะเกิดเกลียวคลื่น เหมือนทะเลสักแห่ง คลื่นเดียวกันที่อาจได้เดินทางมาถึง มาถึงตรงที่นี่ ที่ที่ฉันยืนอยู่

ฉันมาที่นี่ เพียงเพื่อจะเก็บภาพบรรยากาศและทิวทัศน์ทั้งหมดไปฝากเวย์ ด้วยฉันไม่มีทางขีดเขียนอย่างแจ่มชัดเพื่อจะอธิบายให้เขารู้ได้ว่าชีวิตหลังสามปีต่อจากนี้ของฉันจะเป็นอย่างไร หากตอนนี้ฉันยังจะสามารถกลับออกไปจากภูไม้ตองเพื่อจะสื่อสารให้เขารับรู้ มากเท่าไหร่ ฉันก็จะทำ ต่อให้เขาเขียนมาตัดรอนมาด้วยถ้อยคำตรง ๆ รุนแรง และอาจถูกต้องที่สุดต่อความคิดเห็นว่านี่คือฉัน ยวบยาบ พังพาบ ไร้รูปทรงอีกต่อไป ฉันไม่รู้สึกรู้สาอะไรเลยหรือ นั่นเพราะเวย์จะไม่ได้มาที่นี่ เห็นสภาพภูไม้ตอง เหมือนที่ฉันไม่มีวันเห็นชายแดนใต้ที่เวย์มักเขียนถึง

สถานที่ ถนนหนทาง พรมแดนใดแบ่งแยกและกางกั้น

ครั้งหนึ่งนั้น ฉันจินตนาการถึงท่าทางฮึดฮัด โมโห ตามมาด้วยน้ำเสียงกระแทกกระทั้นของเวย์ ทั้งที่อาจเป็นเพียงดวงหน้าเรียบเฉยของเขาเท่านั้นที่แสดงถึงความไม่พึงใจต่อคำตอบของฉัน ฉันอ่านเรื่องที่เขาเขียน เรื่องของหนอนตัวที่พยายามคืบคลานแล้วได้กลายเป็นผีเสื้ออย่างที่เฝ้าฝัน ฝันอย่างไรในเมื่อตัวเองจะต้องกลายเป็นหนอนผีเสื้อวันยังค่ำ ไยจะตะกายฝันเพื่อให้ได้กลายเป็นผีเสื้ออยู่เล่า ฉันว่า มันยากเกินไปที่ฉันจะตีความ ความยากกลายเป็นกำแพงใหญ่โตที่สุดเท่าที่เคยสร้างกันขึ้นมา มันทอดยาวกางกั้นกว่ากำแพงเมืองจีน ไม่เพียง เพราะเขากับฉันไกลกันนับพันโล เทียบเท่ากำแพงที่เลื้อยขดตัวไปไม่รู้ทางสิ้นสุด การเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในกำแพง ดูยุ่งยากซับซ้อนไปเรื่อย ๆ ขณะตัวเขาสูงใหญ่ ฉันก็พาตัวเองกลายเป็นมดตัวลีบเล็กไปทุกวัน กำแพงบ้านที่กางกั้นไว้ ฉันจ้องมองอยู่นั้น ฉันไม่ได้ออกไป พวกนิทานผีเสื้อสวยงามแต่สุดท้ายก็กำเนิดจากหนอนตัวเลื้อยคลาน เรื่องราวสุดแสนธรรมดาที่เกิดกับใครก็ได้ ทำนองว่า ท้องฟ้าเต็มไปด้วยก้อนเมฆ เธอจะเลือกเป็นอะไร ระหว่างก้อนเมฆที่แปรรูปได้ตลอดเวลา หรือท้องฟ้าที่แสนกว้างใหญ่คณานับ เธอจะเฝ้าฝันถึงการเป็นอะไร ไม่ใช่ทั้งนั้นหรอก ก้อนเมฆและท้องฟ้า ในเมื่อเขามีแค่ตัวอักษรวิ่งวนอยู่ในหัว ในหน้ากระดาษ ไม่มีเขาอยู่จริงในโลกที่ฉันยืนอยู่ แม้ว่าเสี้ยวหนึ่งในชีวิตของฉันบรรจุอยู่ที่หน้ากระดาษ ประเภทว่าความฝันสูงค่ากว่าสิ่งใด

เรื่องความชอบขีด ๆ เขียน ๆ ของฉันไม่ได้เป็นความลับ ฟ้าวลัยเองเป็นนักสังเกตชั้นยอด เธอสังเกตว่าฉันเอาแต่หมกตัวเองอยู่ในบ้านก็จริง แต่เหมือนฉันออกเดินทางไปที่ไหนสักแห่ง ห่างไกลออกไปทุกที เวย์เข้ามาเกี่ยวข้อง อย่างจงใจของฉันเอง ทั้งที่เวย์ไม่เคยอยู่ที่ตรงไหนจริง ๆ เขาไม่เคยเป็นอะไรสักอย่างตรงหน้าของฉัน ไม่ว่าจะเป็นเก้าอี้ แจกัน ช่อดอกหรือถ้วยกาแฟ ดอกไม้สีขาว แจกันสีขาวเหล่านี้เป็นของฟ้าวลัย การไร้ตัวตนของเวย์เป็นเหมือนหมอกจาง ๆ ยามเช้า หรือแม้กระทั่งยังลอยเลื่อนต่ำ ๆ อยู่เหนือทิวหญ้าของยามเย็น หากฉันยังอยากยืนมองหมอกสายนั้นอยู่ทุกค่ำเช้า

ฉันกับฟ้าวลัย เราเคยถกเถียงกันเรื่องคนอ่านอ่านอะไรจากการสื่อสารที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ใครบ้างเปิดใจออกมาหารุ่นวายที่เอาแต่เพ้อคลั่งถึงความตาย ทั้ง ๆ ที่เพิ่งเกิดมาไม่นาน เราจะปฎิเสธไปอย่างไร ในเมื่อเหลียวมองไปทางไหน ก็ไม่พบใคร ในโลกหน้ากระดาษอีก แต่ที่ไหนสักแห่งที่ผู้คนลืมเลือนเป็นสถานที่ที่เดียวกันกับที่เราจินตนาการอยู่ตลอดเวลา

ฉันกลัวเสมอ ว่า ฉันจะสูญเสีย สูญเสียสิ่งที่ไร้ตัวตน

ความเป็นจริง อาจเป็นแค่ว่า เวย์เป็นสมุดบันทึกเล่มหนึ่งของฉัน ฉันเริ่มเขียนเมล์ถึงเขาด้วยอีเมล์ที่ฉันสร้างขึ้นเอง ใช้ชื่อว่าเวย์ไว อันเป็นชื่อของเขา ตอบกลับกับตัวเองอยู่ทุกชั่วขณะของโมงยามที่เคลื่อนตัวไป เวย์เขียนหนังสือทุกประเภทเกี่ยวกับแผ่นดินเกิดของตัวเอง เอาตัวเองหลุดหายเข้าไปในท้องทะเล คลื่นลม เรือที่แหวกม่านน้ำออกไป ไร้ขอบเขตของขอบฟ้า

โดยไม่คิดว่า วันหนึ่ง เราสามารถเดินสวนทางกันจริง ๆ ในสถานที่แห่งหนึ่งแห่งใด อาจเป็นถนน สถานที่ท่องเที่ยว หรือพิพิธภัณฑ์ที่เพิ่งจะสร้างเสร็จ ใหม่เอี่ยมสะอาด การพยายามสร้างความดีเหมือนพยายามไปอยู่ในพิพิธภัณฑ์ให้ได้ ด้วยความเชื่อที่ว่าหลังความตายของเรา มันจะปรากฎหลักฐานที่หน้ากระดาษว่าเราได้ยืนยันต่อการเคยมีตัวตนของกันและกัน

เมื่อฉันกลับถึงบ้าน ฉันไปที่พิพิธภัณฑ์
   มันถูกขานเรียกว่าเช่นนั้น ตรงผืนดินที่เคยเป็นป่ารกร้างข้างทาง สองข้างทางที่ถนนสายเก่าถูกเขียนขึ้นว่า เป็นเส้นทางเดียวที่จะพาเราทุกคนเข้าสู่เมือง แม่เคยเล่าถึงการเดินทางด้วยเท้าตั้งแต่ตีสี่เพื่อจะไปให้สว่างตรงที่ตีนสะพานก่อนจะข้ามสะพานแม่น้ำปิง ให้ไปถึงฝั่งของตลาด พวกคนจีนยึดหัวหาดด้านซ้ายของฝั่งแม่น้ำ ส่วนฝรั่งสร้างโบสถ์ไว้ฝั่งขวา อีกมัสยิดก็ตั้งตระหง่านอยู่ไม่ห่างจากที่ตรงนั้น เราอยู่ที่นั่นด้วยกันมาหลายชั่วช่วงอายุ

ร่างเงาของแม่ ปรากฎอยู่แถว ๆ ตรงที่ผืนดินได้สร้างพิพิธภัณฑ์ขึ้นมา แม่เป็นที่รักของใครต่อใคร ฉันมารู้เอาตอนที่มีคนจำนวนมากมาไว้อาลัยแม่ในงานศพ เจ้าของที่ดินรกร้างผืนนั้น เคยมาที่บ้านของฉันในงานศพ ไม่นานจากนั้น ผืนดินตรงนั้น มีพิพิธภัณฑ์เกิดขึ้น สถานที่ที่ใครต่อใครหลงเสน่ห์ต่อกำแพงแก้วอันมันวาว ปริศนาของมันอยู่ที่มันได้สะท้อนภาพตัวเราอย่างซับซ้อน เป็นริ้วแฉกชั้น จนไม่สามารถแยกแยะภาพใดภาพหนึ่งอันชัดเจน

เวย์จะเดินทางมาที่นี่
มาที่พิพิธภัณฑ์ในงานนิทรรศการที่จัดแสดงผลงานภาพวาดสามจังหวัดชายแดนใต้ของเขา

เช้านี้ เมื่อปีที่แล้ว และเมื่อถอยไปอีกสองปีที่แล้วหรือสามปี ฉันเขียนเรื่องที่ฉันพยายามหนีไปจากเขาพยายามหนีไปให้จงได้ ทั้ง ๆ ที่ อีกหลายปีถัดมา เขาก็ไม่ได้ก้าวออกมาจากโลกหน้าหนังสือ ไม่เคยมีตัวตน ไม่ได้รู้จัก ที่สุดกว่าของความจริงฉันหนีไม่ได้ ไม่เคยหนีหายไป ฉันเองที่เฝ้ากลืนกลายพยายามเอาตัวเองไปหลอมรวมกับตัวหนังสืออันถาวรที่ยังคงบันทึกเรื่องราวของชีวิตไปอย่างช้า ๆ

เรื่องทั้งหมดที่สมมติขึ้นนี้ เป็นเพียงเรื่องสมมติ และอยากให้มันเป็นอยู่อย่างนั้น แม้ว่าฉันเองที่พยายามให้เขามีชีวิตด้วยการเติมความรู้สึกลงไป ไม่ว่าจะรู้สึกแบบไหนในหนึ่งวันที่มันจะเป็นจริงขึ้นมา

ครั้งที่ฉันไม่อยู่บ้านมาสามสัปดาห์ เป็นสามสัปดาห์ที่ฉันได้พาตัวเองล่องเรือไป ขับรถขึ้นเขา เพื่อให้ถึงภูไม้ตอง สถานที่ที่ห่างไกล ลึกลับ แต่กลับอยู่ในความจริง โลกความจริงที่มีแต่การทำงาน ทำงาน เพื่อสะสมเหรียญเงินตราที่ทำให้ทุกชีวิตเอาแต่ดิ้นรนไปสู่ทิศทางนี้ พอฉันพยายามจะเดินสวนทาง ก็ดูจะเป็นความแปลกและทำให้แตกต่าง จนทำให้มีแต่คำถาม ฉันเจ็บปวดหรือรู้สึกว่าตัวเองชนะ มันล่อแหลมประดักประเดิดอยู่เช่นนั้น เหล่านี้ ฉันคิดเอาเองอีกหรือไม่ มันทำให้โลกสมมติที่ฉันสร้างขึ้น กระโดดโลดเต้นอยู่ในทิศทางตรงกันข้าม แต่ในเมื่อโลกสมมติก็หาได้สวยงามอย่างที่เฝ้าฝัน

กล่องไปรษณีย์ถูกแกะออก เวย์ไม่เคยส่งอะไรมา นอกจากผลงานอีกเล่ม อีกเล่ม และเล่มต่อไป เพื่ออะไร ฉันถาม คล้ายสะสมอะไรในหน้าหนังสือที่โลกค่อย ๆ เคลื่อนไปสู่ทิศทางหนึ่ง อิสระอยู่ในท่วงทีที่ติดกับดัก ขณะที่ฉันพยายามส่งของขวัญอย่างอื่นออกไป เพื่อแสดงการมีชีวิตอื่น ความหมายที่นอกจากการดีดดิ้นอยู่ในตัวหนังสือ ที่เราอ้างตัวเองว่าอยู่ด้วยกัน ฉันคิดเรื่องจะยุติเรื่องการเขียนเสียที เมื่อปฎิเสธการสั่งสมเงินทอง การสะสมชื่อเสียงก็เป็นเรื่องเดียวกัน แต่นั่นล่ะ มันทำให้ฉันกับเวย์ผละมือออกจากกัน แล้ววันหนึ่งโลกที่ฉันสมมติขึ้นก็จะพร่าจางหายไป

บางครั้ง ฉันอยากหนีไปจากโลกสมมติที่ตัวเองสร้างขึ้น พร้อม ๆ ไปกับอาการหวาดกลัวที่จะสูญเสียสิ่งไร้ตัวตน ตลอดเวลา มันเป็นภาวะความขัดแย้งในตัวเองที่ฉันพาตัวเองออกไปไม่ได้ ติดจั่น วิ่งวนอยู่ในสถานที่คับแคบแห่งนั้น

ฉันเคยพยายามพาตัวเองออกไปยืนสูดดมกลิ่นของธรรมชาติ ฟังดอกไม้คลี่กลีบและบางทีมันก็ปลิดตัวเองร่วง การพูดคุยกันกับพวกนก ที่มักกลับมากินเศษอาหารทุกวัน ฉันพยายามปลูกถั่ว แตงกวา ผัก หรืออะไรสักอย่างเพื่อประทังชีวิต เพื่อปฎิเสธการใช้เงินแลกชีวิต แต่สุดท้ายฉันยังต้องพึ่งวิตามินอื่น ๆ ในรูปแบบอื่น บำรุงผิว ยารักษาร่างกาย เมื่อปฎิเสธต่อการใช้เงินทองแลกข้าวของไม่ได้ เหมือนไม่อาจปฎิเสธความหิวกระหายต่อการขีดเขียน

สุดท้ายฉันก็ไม่อาจออกจากห้องแห่งนี้ไปได้เลย ไปจากความรักต่อการจดบันทึกเรื่องราวของชีวิตไม่ได้ แม้ขณะโลกหน้ากระดาษกำลังถูกท้าทาย

ฉันไปพิพิธภัณฑ์เพื่อตามหาร่องรอยของเวย์
ยิ่งกว่าการตามหาร่องรอย ฉันต้องการค้นพบความจริงของโลกสมมติ เวลานี้เป็นเวลาเช้า สิบเอ็ดนาฬิกาที่พิพิธภัณฑ์เปิดแล้ว เวลาปัจจุบันที่บานประตูความจริง ได้ถูกผลักออกแล้ว และฉันคาดหวังว่าจะพบเวย์ตัวเป็น ๆ ในอีกวินาทีถัดไป

ความอยากพบเขาตัวเป็น ๆ รอยเท้าของเขาที่จะปรากฎตามทางเดินในพิพิธภัณฑ์ ฉันเฝ้าเดินตามอยู่ ย่ำเท้าไปอย่างฉงน แกะร่องรอยย้อนกลับไปน่าจะเป็นภาวะพึงพอใจ ชีวิตและงานของเขา สิ่งที่ออกมาจากหน้ากระดาษ เป็นอย่างไร ฉันเฝ้าจินตนาการ หนักเสียแต่ว่าเรื่องราวในพิพิธภัณฑ์กำลังจัดแสดงนั้น มีแต่ความสูญเสีย เสียงพูดคุยเป็นภาษาใต้ที่ฉันต้องคอยเงี่ยหูฟังซ้ำ บางจังหวะที่เป็นภาษามลายู ฉันยิ่งไม่เข้าใจ เสียงขับอาซานเป็นเสียงท่วงทำนองที่ฉันเคยได้ยินมาจากการค้นหาในกูเกิลตอนที่เวย์เขียนในหน้าหนังสือว่า “ เสียงขับอาซานยามบ่าย “ เพียงเท่านี้ ฉันก็อยากรู้ว่าเป็นเสียงอะไร ฉันยืนมองหนังสั้นที่กำลังฉายในห้องจัดแสดงแคบ ๆ และมืดแสง ภาพหญิงสาวชุดญิฮาบกำลังก้มลงจรดปลายศีรษะลงบนผืนดิน ฉันไม่เข้าใจว่าเธอกำลังทำอะไร แต่เสียงปืนคำรามขึ้นมาหนึ่งนัดก่อนจะดังระรัว ก็ทำให้ฉันสะดุ้ง และหวาดกลัว ฉันพยายามหาทางออกไปจากห้องนี้ ความแคบและมืดทำให้ฉันสับสน มองไม่เห็นประตูทางออก

ฉันรู้สึก ว่าเงาของเขากำลังเดินสวนกับฉันไปมาในห้องต่าง ๆ ฉันรู้สึกอยู่ที่นี่ เขาอยู่ที่นี่ เขาเคยมาที่นี่ ทั้งที่เวย์อยู่ห่างจากฉัน นับพันโล แค่ร่างเงาที่ฉันสร้างขึ้น ยิ่งกว่าพันกิโล ยิ่งกว่ากำแพงเหยียดยาว เขาต้องเคยมาที่นี่ทุกที่ที่ฉันย่ำเท้าไป หากแต่ว่า เขาไม่เคยอยู่ที่ตรงไหนเลยกับฉัน เหงื่อไหลซึมผ่านทุกเส้นประสาทที่สานต่อเป็นร่างแหในร่างกาย ทั้งที่แอร์ในห้องจัดแสดงเย็นยะเยือก

โลกสมมติเป็นเพียงโลกที่ฉันจินตนาการขึ้นเอง
  เป็นใครที่ยืนอยู่ตรงเหลี่ยมมุมที่ฉันไม่อาจจับต้องได้มากกว่าเดินไปกับเงาของตัวเอง คล้องแขน เกี่ยวก้อย เดินดูการแสดงของแสงเงา ภาพไม้หลักที่ปักอยู่เหนือหลุมศพในกุโบร์เป็นแท่งสีขาว ฉันเฝ้าแต่ไถ่ถามถึงชื่อเรียกของมัน ข้ามความหมายของกองศพเกลื่อนเต็มกุโบร์ไปได้อย่างไร ใครเจ็บปวดกว่ากัน ตอนที่การสูญเสียเคาะประตูเรียก ไถ่ถาม-ร้องขอ เสียงกรอเทปที่ดังตลอดเวลา เป็นเสียงปืนคำราม ไยไม่เงียบสงบลงเสียที ปะทุเดือดดาลอยู่ไม่รู้จบสิ้น นี่คือชีวิตของเวย์ด้วยหรือไม่ ร่องรอยเท้าอันไม่เคยปรากฎของเขาอยู่ในเส้นทางเหล่านี้ด้วยหรือไม่ ฉันถาม แต่ไม่มีใครตอบกลับมา ฉันอยากพบรอยชีวิตของเวย์ ไม่ใช่แบบนี้ ไม่ใช่เสียงปืน มิใช่เสียงที่เต้นย่ำเข้าไปด้านใน

รูปร่างของเวย์สำหรับฉัน เปลี่ยนแปลงไปอย่างช้า ๆ เงาของเขาปรากฎอยู่ที่ผนังในพิพิธภัณฑ์ เป็นเงาสีดำ เงาดำที่กำลังเคลื่อนตัวอยู่บนตัวฉัน เขาพยายามเอามือมาเคล้าคลึงลูบไล้ตั้งแต่เส้นผมไล่หลังลงมาเรื่อย ๆ เบียดตัวของเขาเข้าโอบกอดฉันไว้ สุขปรีดิ์เปรม เคลื่อนสูงต่ำอย่างไม่รู้เหนื่อย เสียงหอบร่ำของความรู้สึกดังแผ่วอยู่ที่ปลายลิ้น แต่จบสิ้นตอนที่แสงไฟถูกเปิด

หนังสั้นหนึ่งเรื่องจบลงแล้ว
  จบลงที่ฉากของบรรดาหญิงสาวชุดญิฮาบสีขาวทอมือประสานกันยืนอยู่บนเกาะแก่งที่น้ำทะเลได้ล้อมพวกเธอเอาไว้ ไม่ให้ข้ามกลับมายังฝั่งที่เฝ้าเรียกร้องและปรารถนา เงาของต้นมะพร้าวโงนเงนที่ทาบยอดสะท้อนอยู่ในท้องทะเลนั้น ฉันได้แต่จ้องมอง เสียงปืนดังขึ้นอีกซ้ำ ๆ ทำฉันเผลอร้องไห้ออกมา ไม่มีใครมาพิพิธภัณฑ์ในวันฝนตก เวลาเที่ยงวันแดดจัดจ้านก็กลับมาทอแสง ฉันผลักประตูแก้วออกมา เงาของกำแพงแก้วสะท้อนความแวววาวปรากฎความเหลื่อมซ้อน กลางความซับพร่าง ดินแดนที่ส่งเสียงออกมา เสียงของมันเพรียกดังอยู่ในพิพิธภัณฑ์ เสียงมันได้ตามติดฉันออกมา เสียงยืนยันถึงชีวิต เงาดำของเวย์ได้หายเข้าไปในเหลื่อมมุมแก้วแวววาวของกระจก ฉันผลักบานประตูออกมา ลำแดดแสงของตอนเที่ยง เลื่อนไหลออกจากก้อนเมฆสีดำ

ฝนโปรยเม็ดลงมา แสงแดดหาย เงาจากร่างของฉันที่คิดว่าเป็นเงาของใครเคลื่อนตัวติดตามมาก็ทอดลำหดสั้นเหลือแต่ร่างของฉันเพียงลำพัง เวลานั้นเป็นเวลาสิบสองนาฬิกาพอดิบพอดี

บ้านหลังสีฟ้าที่ฉันพยายามปลูกกุหลาบขึ้นมา เพียงเพื่อย้ำถึงความงามสักแห่งบนโลกใบนี้ กุหลาบสีขาว แจกันสีขาว โต๊ะสีขาว หน้าต่างสีขาว หัวใจสีขาว ใครคนหนึ่งที่มองจากช่องหน้าต่าง เขายังคงมองกลับมา อาจเห็นฉันงกเงิ่นอยู่ในสวนกุหลาบ วันที่ ชัวร์เอมมานูเอลผลิกลีบอ่อนหวาน อย่างเข้มแข็ง มีกลิ่นที่หอมและยาวนาน ความคงทนของกุหลาบสายพันธุ์ฝรั่งเศสนี้ยาวนานกว่าสัปดาห์ ยาวนานเท่าที่กุหลาบจะสามารถคงทน กุหลาบที่แห้งแล้วจะยังคงรูปร่างความเป็นกุหลาบ กลิ่นอ่อนจางของมันปักอยู่ในแจกันสีขาวทรงจำในบ้านกล่องสีฟ้าหลังหนึ่ง เสียงหมาบนดาดฟ้าของบ้านไม้หลังนั้นยังคงส่งเสียงออกมาในคืนที่พระจันทร์ส่องแสงอยู่รำไร

วันนี้ของเดือนสิงหาคม ฉันยังอยู่ที่นี่ เวย์เองก็เช่นนั้น


SHARE

Comments