RUN PTOON RUN
แรงบันดาลใจจากที่ได้เห็นพี่ตูนวิ่งจากใต้จรดเหนือตั้ง 2,191 กิโลเมตร ความเพียรจากการวิ่งระยะทางอันยาวไกลเป็นมวลสารที่ส่งไปยังคนไทยทุกคน เมื่อดูพี่ตูนวิ่ง นอกจากจะเห็นโลโก้สปอนเซอร์ที่รองเท้าแล้ว สิ่งที่ได้เห็นอีกอย่างคือความสงสัยว่ามนุษย์เราใช้การวิ่งพื่อจุดประสงค์อะไร และการก้าวขาแบบยกตัวขึ้นสลับกันสองข้างนี้ได้สร้างอะไรให้มวลมนุษยชาติมาตั้งแต่ในอดีต

1. Run for Food วิ่งเพื่ออาหาร 
สันนิษฐานว่าบรรพบุรุษของเราเริ่มต้นวิ่งกันมากว่า 2.6 ล้านปีที่แล้ว เมื่ออุณหภูมิโลกเปลี่ยน พืชพันธุ์อาหารร่อยหรอ กลุ่มมนุษย์เอลป์จึงลงจากต้นไม้สู่พื้นดิน เพื่อหาอาหารอื่นแทนผลไม้ มนุษย์เอลป์ที่ว่านี้คือ Homo Erectus ที่ยืนสองขาแล้วก้าวเดินด้วยกล้ามเนื้อขาที่แข็งแรงขึ้น การวิ่งครั้งแรกมาจากสัญชาตญาณของความหิวแล้วจึงออกจากถ้ำเพื่อหาอาหาร แต่เจ้าอาหารกลับวิ่งหนี งั้นวิ่งตามแล้วกันเผื่อจะทัน แต่ปรากฏว่าไม่ทัน ใช้ก้อนหินขว้างก็ไม่โดน เลยต้องวิ่งไล่กันไปจนกว่าเหยื่อจะอ่อนแรงและจับมาเป็นอาหาร ข้อดีของการเป็นมนุษย์คือ ร่างกายสามารถระบายความร้อนได้ (จากเหงื่อ) ซึ่งในสัตว์อื่นไทำไม่ได้ จึงทำให้เมื่อวิ่งไปถึงจุดหนึ่ง สัตว์เหล่านี้ต้องหยุดเพัก และนั่นจึงเป็นจังหวะดีนาทีทองของบรรพบุรุษเราที่จะได้อาหารกลับถ้ำ ซึ่งวิธีวิ่งตามจนเหยื่อหมดแรงนี้มีคำศัพท์วิชาการว่าการล่าสัตว์แบบดื้อรั้น (Persistence Hunting) ที่นำไปสู่การสร้างนักวิ่งที่อดทน (Endurance Run) และนี่คือจุดเริ่มต้นของการวิ่งของมนุษยชาติ “วิ่งเพื่ออาหาร” และยังถือเป็นการปฏิวัติโลกเพราะมนุษย์เริ่มทานเนื้อสัตว์ ซึ่งพิสูจน์ได้จากโครงกระดูกมนุษย์เอลป์ที่พบคือมีสารอาหารประเภทโปรตีนอยู่ด้วย

 2. Run for win วิ่งเพื่อชนะ
 เรื่องนี้มีที่มาในยุคกรีก คำว่า “มาราธอน” มาจากตำนานของนายทหารชาวกรีกชื่อ ฟิดิปปิเดซ (Pheidippides) ที่วันหนึ่งในเดือนสิงหาคม (หรือกันยายน) 490 ปีก่อนคริสตกาลได้รับคำสั่งให้วิ่งจากสนามรบในเมืองมาราธอนไปยังกรุงเอเธนส์เพื่อส่งสารประกาศให้เมืองหลวงรู้ว่าพวกเปอร์เซียได้พ่ายแพ้ที่การต่อสู้ที่เมืองมาราธอนแล้ว เขาได้วิ่งและวิ่งไปตลอดทางโดยไม่หยุดพักเป็นระยะทาง 40 กิโลเมตรจนไปถึงกรุงเอเธนส์แล้วก็ได้ตะโกนคำว่า “We won” แต่อนิจจา หลังจากตะโกนคำนั้นแล้ว เขาล้มลงสิ้นใจตาย ยัง..เรื่องนี้ยังไม่จบ เพราะยังมีอีกหนึ่งตำนานจากบันทึกของเฮโรโดตุส (Herodotus) ที่เล่าเรื่องนี้เหมือนกัน ตัวนักวิ่งมีชื่อเดียวกันแต่กลับวิ่งไปคนละทาง เรื่องมีอยู่ว่า วันหนึ่งในช่วงสงครามกรีก-เปอร์เซีย นายทหารชาวกรีกชื่อ ฟิดิปปิเดซ (Pheidippides) เป็นผู้ส่งสารที่วิ่งจากรุงเอเธนส์ไปยังเมืองสปาร์ตาเพื่อขอความช่วยเหลือ โดยวิ่งไปกลับระยะทางรอบละ 240 กิโลเมตร (หา!) ตำนานเรื่องหลังนี้ไม่ได้เล่าต่อว่าหลังจากเสร็จสิ้นภารกิจแล้วได้ล้มลงขาดใจตายหรือไม่ แต่ก็ไม่น่าจะรอดนะ ว่าไหม

 3. Run for games วิ่งเพื่อกีฬา 
การวิ่งกลายเป็นกีฬาครั้งแรกในสมัยกรีกโบราณประมาณ 776 ปีก่อนคริสตกาล โดยในสมัยนั้นการวิ่งมีจุดประสงค์เริ่มแรกเพื่อให้เป็นยาวิเศษแก่พลเมืองชาวกรีกมีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงเพื่อเป็นกำลังของบ้านเมือง และอีกเหตุผลหนึ่งคือเพื่อการเฉลิมฉลองพระเกียรติให้กับเทพเจ้าซีอุสที่สถิตอยู่บนยอดเขาโอลิมปัส แคว้นอีลิส โดยหลังจากทำพิธีบวงสรวงเสร็จแล้วจะมีการแข่งกีฬาถวาย โดยจัดให้มีการแข่งขัน 4 วัน และหนึ่งในกีฬาที่เล่นถวายนั้นคือ การวิ่ง ซึ่งถือว่าเป็นการแข่งขันโอลิมปิกยุคโบราณ และเมื่อกรีกเสื่อมอำนาจการแข่งขันกีฬานี้ก็ถูกยกเลิกไป จนต่อมาบารอน ปีแอร์ เดอ คูแบร์แตง (Baron Pierre de Coubertin) ชาวฝรั่งเศสได้แรงบันดาลใจจากเรื่องนี้และชักชวนบุคคลสำคัญ ของชาติต่าง ๆ ในยุโรปให้เข้าร่วมประชุมและตกลงเปิดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกสมัยใหม่ขึ้นในปี ค.ศ. 1896 โดยจัดให้มีการแข่งขัน 4 ปี ต่อ 1 ครั้ง ในข้อตกลงให้บรรจุการเล่นกรีฑาเป็นกีฬาหลักของการแข่งขัน และไดัจัดให้มีการวิ่งมาราธอนเป็นระยะทาง 42.195 กิโลเมตร ขึ้นเป็นครั้งแรกด้วยเพื่อเป็นเกียรติแก่นายทหารกรีกฟิดิปปิเดซ หรือ “day runner” คนนั้น  

4. Run Forest run วิ่งในหนัง 
มีภาพยนตร์หลายเรื่องที่ใช้การวิ่งเป็นธีมหลักของเรื่องเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนดู แต่ที่ (ส่วนตัว) ประทับใจที่สุดคือเรื่องฟอเรสต์ กัมป์ (Forest Gump) หนังออสการ์ที่น่าหลงรักตลอดกาล เรื่องของเด็กชายขาพิการที่มีไอคิวต่ำกว่าเกณฑ์คนปกติทั่วไป วันหนึ่งเขาถูกเพื่อน ๆ แกล้ง เขาจึงเริ่มต้นเดินเร็วขึ้นๆ จนกลายเป็นวิ่งได้อย่างปาฏิหาริย์ และเมื่อโตขึ้นกัมป์กลายเป็นคนที่วิ่งเร็วที่สุดในตำบล และเมื่อเขาอกหัก เขาก็ได้เริ่มต้นออกวิ่งอีกครั้ง และการวิ่งไปเรื่อยๆ ของกัมป์สามารถสร้างปรากฏการณ์ให้คนออกวิ่งตามเพื่อหาจุดหมายของชีวิต “RUN FOREST RUN!”  

5. Run for change วิ่งเพื่อไปแตะขอบฟ้า 
หลังจากที่พบว่าการวิ่งมีประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกาย มีงานวิจัยนักต่อนักที่พิสูจน์แล้วว่าการวิ่งเป็นการออกกำลังกายที่ดีที่สุด ยิ่งเดี๋ยวนี้ที่ทางการแพทย์ยอมรับว่าการวิ่งดีต่อทั้งทางร่างกายและจิตใจ บวกกับการพัฒนาของวิทยาศาสตร์การกีฬา มีการสร้างนวัตกรรมใหม่ที่เกี่ยวกับการวิ่งมากมาย (แต่รองเท้าวิ่งแอบแพงมาก )การวิ่งจึงกลายเป็นที่นิยมไปทั่วโลก และถูกนำไปใช้เป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนแปลงอย่างใดอย่างหนึ่งทางสังคม เช่น Run for change, Run for life, Run for more, Run for you... ฯลฯ 
 
สุดท้าย การเริ่มต้นทำสิ่งใดสักสิ่งจากความเชื่อมั่นและความศรัทธาในตัวเอง แม้จะเป็นคนตัวเล็กตัวน้อยแต่เมื่อประกอบเข้าด้วยกันก็เป็นเหมือนฟันเฟืองที่ช่วยกันขับเคลื่อนไปยังเป้าหมายได้เด้อ 
SHARE
Written in this book
STORY TELLING

Comments