สุนัขทรงเลี้ยงในประวัติศาสตร์
ได้อ่านเรื่องคุณทองแดงสุนัขทรงเลี้ยงแล้วก็นึกสนใจเเรื่องของพระราชวงศ์และสุนัขทรงเลี้ยงขึ้นมา เลยจะมาขอคุยเรื่องสุนัขทรงเลี้ยงในประวัติศาสตร์กันบ้างดีกว่า
แทบจะพูดได้ว่ามนุษย์ผูกพันกับสุนัขมาอย่างยาวนาน สุนัขมักเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว เพราะสามารถเลี้ยงไว้เพื่อใช้ประโยชน์ก็ได้ เลี้ยงเพื่อความสวยงามก็ได้ ทั้งยังมีความซื่อสัตย์และรักเจ้าของ ลองมาดูสุนัขในประวัติศาสตร์กันก่อน ถ้าหากย้อนกลับไปในอดีตให้ไกลหน่อย การขุดค้นทางโบราณคดีที่เมือง Uyun al-Hammam ประเทศจอร์แดน พบโครงกระดูกของมนุษย์โบราณอายุกว่า 16,500 ปี และในหลุมศพเดียวกันนั้นยังพบโครงกระดูกของสัตว์ขนาดเล็กลักษณะคล้ายสุนัขอีกด้วย หรือในยุคเมโสโปเตเมีย เมื่อ 3,000 กว่าปีก่อนก็พบภาพจำหลักของนักรบอัสซีเรียนและสุนัขที่เลี้ยงไว้เพื่อทั้งเป็นนักล่าและเพื่อเฝ้าบ้าน

นอกจากนี้ยังพบว่าโลกยุคโบราณสุนัขมักเกี่ยวข้องกับเทพเจ้า เช่น เทพอินนานา (Innana) ของเมโสโปเตเมียมักจะไปไหนมาไหนพร้อมกับสุนัข 7 ตัว ส่วนในอียิปต์นั้นสุนัขจะเกี่ยวข้องกับเทพอนูบิส (Anubis) ซึ่งมีรูปกายเป็นมนุษย์ แต่มีศีรษะเป็นสุนัขมีหน้าที่นำพาดวงวิญญาณไปเพื่อฟังคำพิพากษาของมหาเทพโอซิรีส (Osiris) เป็นต้น

ถ้าย้อนเวลาให้ใกล้เข้ามาอีกหน่อย ยุคจักรวรรดิโรมัน มีการเลี้ยงสุนัขเพื่อหลายเหตุผล เช่น เพื่อการสงคราม เพื่อการเกษตร เช่น เลี้ยงแกะ และยังมีหลักฐานว่าในสมัยของคลาวดิอุสซีซาร์ (Claudius Caesar) มีสุนัขทรงเลี้ยงที่มีขนยาวสวยงาม ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นพันธุ์มอลทีส 
  ส่วนที่อาณาจักรอียิปต์โบราณ นักอียิปต์ศึกษาชื่อจอร์จ ไรส์เนอร์ (George Reisner) ได้ค้นพบหินจารึกหลักหนึ่งที่เมืองกีซ่า ที่บอกว่าฟาโรห์พระองค์หนึ่งมีคำสั่งให้จัดพิธีเผาศพให้สุนัขทรงเลี้ยงพันธุ์ Abuwtyuw โดยให้ใส่ในโลงศพจากกรุสมบัติของราชวงศ์ พันด้วยผ้าลินินอย่างดี และอบด้วยธูปหอม และยังมีภาพวาดในสุสานของฟาโรห์ราเมสที่เป็นภาพของพระองค์กับสุนัขใส่ปลอกคอ

และในอีกฟากหนึ่งของโลกที่อารยธรรมลุ่มแม่น้ำฮวงโหเมื่อประมาณ 1,000 กว่าปีก่อนคริสตกาลมีหลักฐานว่าในราชสำนักจีนมีสุนัขทรงเลี้ยงพันธุ์ปักกิ่ง มีหลักฐานบอกว่าองค์จักรพรรดิมักจะเลือกสุนัขปักกิ่ง 4 ตัวตามเสด็จเสมอ โดยให้ 2 ตัวนำหน้าเพื่อเห่าเตือนว่ากำลังจะเสด็จ ส่วนอีก 2 ตัวให้ตามหลังและมีหน้าที่คอยคาบชายฉลองพระองค์ที่ยาวลากพื้น และเมื่อจักรพรรดิสวรรคต สุนัขทรงเลี้ยงก็จะถูกฆ่าเพื่อให้ตามเสด็จไปในโลกหน้าด้วย ซึ่งความเชื่อเช่นนี้ปรากฏในอียิปต์โบราณด้วยเช่นกัน

ความนิยมของสุนัขทรงเลี้ยงในราชสำนักจีนได้ลดลงและเปลี่ยนเป็นแมวแทนในสมัยราชวงศ์หมิง แต่ต่อมาในสมัยราชวงศ์ชิง (หรือแมนจู) ความนิยมในการเลี้ยงสุนัขก็กลับมาอีกครั้ง โดยในสมัยราชวงศ์นี้สุนัขทรงเลี้ยงที่นิยมคือ พันธุ์ชิสุ (แปลว่า Lion Dog) มีสถานะเทียบเท่ากับองค์ชาย เช่น มีแม่นมเป็นมนุษย์ ถูกฉีดพรมด้วยเครื่องหอม หรือแม้แต่มูลของสุนัขก็ยังถูกนำมาใช้ในการประกอบพิธีกรรมด้วย และจะถูกเลี้ยงให้อยู่แต่ในพระราชวังเท่านั้น และถ้าหากผู้ใดบังอาจครอบครองสุนัขทรงเลี้ยงพันธุ์ชิสุนี้มีโทษถึงประหารเลยทีเดียว

ที่อารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุ พบว่าอินเดียโบราณเองก็ได้ให้การเคารพอย่างสูงต่อสุนัข โดยเฉพาะสายพันธุ์ Indian Pariah Dog ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่เชื่อกันว่าเก่าแก่ที่สุดสายพันธุ์หนึ่งของโลกและยังสืบทอดมาจนปัจจุบัน เชื่อกันว่าสุนัขสายพันธุ์นี้ปรากฏอยู่ในมหากาพย์สำคัญของอินเดียชื่อ มหาภารตะ (400 ปีก่อนคริสตกาล) ที่กล่าวถึงพระเจ้ายุธิษฐิระ ซึ่งเป็นพี่ชายคนโตของตระกูลปาณฑพ ได้เดินทางไปยังสวรรค์ที่ยอดเขาหิมาลัยพร้อมกับพระนางเทราปตีและสุนัข 1 ตัว และสุนัขตัวนี้ก็ได้กลายเป็นพระธรรมเทพและพาพระเจ้ายุธิษฐิระขึ้นไปบนสวรรค์ได้ทั้งเป็น

ข้ามกลับมาที่ยุโรปอีกที พบว่าราชวงศ์ต่างๆ ในยุโรปทรงเลี้ยงสุนัขอย่างหลากหลายพันธุ์และมีเรื่องราวที่น่าสนใจทีเดียว ความนิยมในการเลี้ยงสุนัขของเชื้อพระวงศ์ในยุโรปนั้นอาจเป็นได้ว่าด้วยเหตุผลทางการเมืองของการสืบสันตติวงศ์ ทำให้พระรัชทายาททั้งหลายทรงได้รับการอนุบาลแบบใกล้ชิดเพื่อป้องกันโรคภัยต่างๆ และมักจะประทับในพระราชวังที่ห่างไกลกับพระราชบริพารที่เป็นพระญาติห่างๆ เป็นเหตุให้พระรัชทายาททั้งหลายจึงนิยมเลี้ยงสุนัขหรือสัตว์เลี้ยงอื่นๆ เพื่อเป็นพระสหายที่ไว้วางพระราชหฤทัยได้ ยกตัวอย่างเช่น 

ราชวงศ์อังกฤษ
สมัยกษัตริย์เฮนรี่ ที่ 7 แห่งอังกฤษทรงนิยมเลี้ยงสุนัขพันธุ์เล็กฉบับกระเป๋า เช่น บีเกิล (Beagle) ซึ่งมีขนาดเล็กเท่าถุงมือและพระองค์มักจะเก็บสุนัขไว้ในถุงพระหัตถ์ด้วยเช่นกัน และพันธุ์นี้ยังได้รับความนิยมต่อมาจนสมัยของควีนอลิซาเบธที่ 1 โดยพระองค์ทรงมีสุนัขบีเกิลที่มีความสูงเพียง 9 นิ้ว นอกจากนี้พระองค์ยังทรงโปรดสุนัขทรงเลี้ยงอีกพันธุ์หนึ่งซึ่งนำเข้ามาจากประเทศมอลต้า คือพันธุ์มอลทีส (Maltese) อีกด้วย ส่วนพระเจ้าชาล์สที่ 2 และพระเจ้าจอร์จที่ 4 กลับนิยมให้สุนัขทรงเลี้ยงพันธุ์บีเกิลไปช่วยในการล่าสัตว์ เช่นกระต่าย แทน 

หรือเจ้าหญิงอลิซาเบธแห่งโบฮีเมีย พระราชธิดาของพระเจ้าเจมส์ที่ 1 ทรงแวดล้อมด้วยสุนัขทรงเลี้ยงถึง 16-17 สุนัขและลิง พระองค์เคยมีดำรัสว่าในบางครั้งทรงนิยมที่จะประทับกับสุนัขทรงเลี้ยงมากกว่าพระโอรส พระธิดา และพระสวามีด้วยซ้ำ 

ส่วนพระเจ้าวิลเลี่ยมที่ 1 ทรงโปรดสุนัขทรงเลี้ยงพันธุ์ปัค (Pug) มากเพราะครั้งหนึ่งสุนัขทรงเลี้ยงของพระองค์ได้เห่าเตือนพระองค์ให้รอดพ้นจากการจู่โจมของผู้ลอบทำร้าย  

ราชวงศ์ฝรั่งเศส 
สุนัขพันธุ์ Bichon Frises เป็นพันธุ์ของสุนัขทรงเลี้ยงที่นิยมในสมัยพระเจ้าฟรานซิสที่ 1 และต่อมาในสมัยพระเจ้าเฮนรี่ที่ 3 พระองค์ทรงโปรดสุนัขพันธุ์นี้มากและมักให้ตามเสด็จทุกหนแห่ง โดยมักจะนำสุนัขทรงเลี้ยงใส่ลงในตระกร้าและที่นำมาคล้องรอบพระศอไว้เสมอ และสุนัขทรงเลี้ยงพันธุ์ Bichon Frises นี้จะถูกฝึกให้เห่าผู้คนที่ไม่น่าไว้วางใจที่เข้าใกล้พระองค์ แต่ที่น่าเศร้าคือ สุดท้ายพระองค์ก็ถูกลอบปลงพระชนม์โดยนักฆ่าที่ปลอมเป็นบาทหลวง!! 

หรือพระเจ้าหลุยส์ที่ 13 ก็ทรงพระเกษมสำราญจากการให้สุนัขทรงเลี้ยง 2 สุนัขลากรถเลื่อนที่มีพระองค์ประทับอยู่ไปรอบๆ พระราชวัง 

สุนัขทรงเลี้ยงในราชสำนักฝรั่งเศสอีกพันธุ์หนึ่งคือพันธุ์ The Great Pyrenees เป็นสุนัขภูเขาทางตะวันตกเฉียงใต้ของฝรั่งเศส ซึ่งพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ทรงโปรดมากและดำรัสว่าสุนัขทรงเลี้ยงพันธุ์นี้เป็น “สุนัขหลวงแห่งราชวงศ์ฝรั่งเศส” เลยทีเดียว

ส่วนพระนางมารี อังตัวเนตต์ ก็ทรงโปรดสุนัขเช่นกัน และพระองค์เองก็ได้มีพระเสาวนีย์ให้ผสมพันธุ์สุนัขพันธุ์ใหม่คือพันธุ์ปาปิญอง (Papillon) ขึ้นมา ซึ่งพันธุ์นี้มีขนที่หูยาวสวยงามเหมือนผีเสื้อ และเป็นพันธุ์ที่ได้รับความนิยมอย่างมากในราชสำนักของพระเจ้าเฮนรี่ที่ 3 และมาดามปอมเปอดัว นอกจากนี้พระองค์ยังโปรดสุนัขพันธุ์ปัค (Pug) เช่นเดียวพระเจ้าเฮนรี่ ที่ 3 ก็ทรงมีสุนัขทรงเลี้ยงพันธุ์นี้เช่นกัน แม้แต่พระนางโจเซฟีนเองก็ทรงใช้สุนัขทรงเลี้ยงพันธุ์ปัคเพื่อลักลอบส่งข้อความไปถึงจักรพรรดินโปเลียนเมื่อครั้งที่อยู่ในคุก โดยสุนัขพันธุ์ปัคเป็นที่นิยมในราชสำนักฝรั่งเศสมาตั้งยุคเรอเนสซองเป็นต้นมา

ที่น่าสนใจกว่านั้นคือในสมัยยุคกลาง ดยุคแห่งเบอร์กันดี (Dukes of Burgundy) ได้ริเริ่มตำแหน่ง “เทียบเครื่อง” มีหน้าที่ชิมอาหารเพื่อทดสอบว่ามียาพิษหรือทำอันตรายแด่กษัตริย์หรือแก่ขุนนางชั้นสูง โดยผู้ที่ทำหน้าที่เรียกว่า “chiens-gouteurs” ใช่แล้ว ผู้รับผิดชอบตำแหน่งนี้คือ “สุนัข” นั่นเอง   

ราชวงศ์เบลเยี่ยม 
สุนัขทรงเลี้ยงสายพันธุ์บรัสเซลส์ กริฟฟอน (Brussels Griffon) เป็นที่นิยมในราชสำนักเบลเยี่ยมมาตั้งแต่สมัยควีนเฮนเรียตตา มาเรีย และได้แพร่หลายไปยังราชสำนักอังกฤษและราชสำนักอื่นในยุโรปด้วย แต่ทว่าสุนัขพันธุ์นี้เกือบจะสูญพันธุ์ไปในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ถ้าหากว่าควีนเอสทริดไม่ทรงอุปถัมภ์สายพันธุ์นี้ไว้  

ราชวงศ์เยอรมัน 
สำหรับราชสำนักนี้โปรดสุนัขทรงเลี้ยงพันธุ์ดัชชุน (Dachshund) สุนัขสายพันธุ์นี้ได้เข้าไปในเยอรมนีในช่วงกลางคริสตศตวรรษที่ 15 สมัยของพระเจ้าแม็กซิมิเลียน เพราะทรงอภิเษกกับพระธิดาของดยุคแห่งเบอร์กันดี ซึ่งดยุคองค์นี้ทรงเลี้ยงสุนัขสายพันธุ์นี้จำนวนมากและได้ถวายแด่พระองค์ และจากนั้นจึงกลายเป็นสุนัขทรงเลี้ยงในราชสำนักเยอรมันจนสิ้นราชวงศ์

“Dogs are a man’s best friend”
Anonymous  
SHARE
Written in this book
STORY TELLING

Comments