ท้องฟ้าสีเทาและหญิงสาวผู้ลืมหายใจ.
แด่คุณ, 
ผู้ถีบเราลงน้ำจนสำลักและจดจำได้ถึงการหายใจ.

1 เราหายใจไม่ออก

เราหายใจไม่ออกเหมือนมีเมฆหมอกขมุกขมัวลอยวนอยู่เหนือศีรษะมาสักพักแล้ว
บางทีก็รู้สึกเหมือนตัวเองมีพลังพิเศษ อาจจะมีใครสักคนที่ทนเห็นชีวิตอันจืดชืดของเราไม่ได้ เลยให้พร (หรืออาจจะสาป) ให้เราเป็นมนุษย์ที่มีเมฆสีเทาลอยอยู่เหนือหัวตลอดเวลา ไม่ว่าท้องฟ้าจะสดใสเป็นสีฟ้ากระจ่างสักเพียงใด เพียงแค่บริเวณรอบตัวเราเท่านั้นที่ท้องฟ้าจะเป็นสีเทาอยู่เสมอ


2 ฝนไม่ได้ตก

เมฆสีเทาไม่ทำอะไรนอกจากลอยบดบังทัศนียภาพเยื้องบนของเราเฉยๆ (ก้อนเมฆรู้สึกสนุกกับอะไรแบบนี้เหรอ?!?)
หลายครั้งที่มันพองตัวและมีสีเข้มขึ้น ทำท่าเหมือนจะกลั่นตัวเป็นหยดน้ำตกลงมา แต่ก็ไม่

แม้ว่าตัวเราจะยังคงแห้งดี ไม่เปียกปอนอะไร แต่ก็ไม่มีใครกล้าเข้ามาใกล้กันเท่าไรนัก คนอื่นต่างพากันมองเมฆทะมึนด้วยความไม่ไว้ใจ เงาจากเมฆมักจะทอดลงมาบนใบหน้าของเราเสมอ ทำให้ไม่ว่าจะพยายามยิ้มกว้างสักเท่าไร ก็ไม่มีใครเห็นมัน เขามองแต่เมฆบนหัวนั่นและซุบซิบกันว่าฝนจะตกไหมนะ ถ้าเข้าไปใกล้จะโดนฟ้าผ่าใส่ไหม 
เราไม่ค่อยเข้าใจ แต่ดูเหมือนว่าเมฆนั่นจะสำคัญกว่าคนที่อยู่ใต้มันไปเสียแล้ว


3 เราลืมวิธีหายใจ

หลังจากที่ท้องฟ้าของเรากลายเป็นสีเทาอยู่พักใหญ่ อยู่มาวันหนึ่ง ระหว่างที่ดำเนินชีวิตประจำวันไปอย่างเรียบเรื่อย เราก็พบว่าเราไม่หายใจอีกต่อไป


ลองกลั้นหายใจ พอหยุดกลั้นก็ไม่ยักจะหายใจได้ ลองทำกิจกรรมที่ชอบก็ไม่รู้สึกเหมือนกำลังหายใจ จะกระโดด ตีลังกา เล่นโยคะ แรลลี่ ตีกอล์ฟ ล่องเรื อส่องสัตว์ ก็ยังไม่สามารถจะหายใจได้อยู่ดี เราลองโยกหัวหลอกล่อกระจุกเมฆบนหัวเผื่อจะเห็นเสี้ยวท้องฟ้าสดใสแบบที่รุ่นน้องสมัยมัธยมปลายอัพรูปลงในโซเชียลเน็ตเวิร์กกับเขาบ้าง แต่เจ้าเมฆก็ช่างเก่งกาจขยับตัวตามมาบังทัศนวิสัยอย่างรวดเร็ว ให้เราเห็นแต่ท้องฟ้าสีเทาที่คุ้นเคยอยู่อย่างนั้น

4 เราเริ่มชินแต่แล้วคุณก็โผล่เข้ามา

เราเริ่มชินกับการเป็นมนุษย์ประหลาดๆ ที่ประหลาดมากพอให้คนชี้ให้กันดูและกระซิบเบาจนเราได้ยินว่า ดูนั่นสิ นั่นไง มนุษย์ที่มีเมฆสีเทาอยู่บนหัวและไม่ยอมหายใจ แต่ก็ไม่ประหลาดมากพอให้นักนวัตกรรมคนไหนเอาไปเป็น case study ทำวิจัยหาวิธีจัดการเมฆสีเทาบนหัวด้วยทฤษฎีควอนตัม

ในวินาทีที่เชื่อไปครึ่งใจแล้วว่านี่คงเป็นวิถีชีวิตของมนุษย์แบบเรา... คุณก็โผล่เข้ามา

คุณโผล่เข้ามา
คุณไม่ได้เป็นแสงตะวันที่ทำให้มนุษย์เทาๆ อย่างเราแสบตา แต่เป็นแสงนวลกลางดวงดาราเหมือนแสงจันทร์เสี้ยวที่ไม่บดบังใคร ไม่โดดเด่นแต่สวยงามในความเรียบง่ายของตัวเอง และทำให้ผู้ที่มองรู้สึกเย็นใจ

ถึงแม้ว่ารอยยิ้มของคุณจะเป็นแบบนั้น คุณก็แสบใช้ได้ เพิ่งเข้ามาไม่นานแต่ก็กล้าหาญพอจะเถียงกับรุ่นพี่ที่ทำงานเรื่องที่หล่อนใช้คุณแม่บ้านทำงานหนักเกินไป แถมยังอาสาจะช่วยทำงานแยกลังกระดาษของออฟฟิศส่วนที่ไม่ใช่ของแม่บ้านแทน จังหวะนั้นเองที่ดวงจันทร์ดวงนั้นลอยต่ำลงมาหาก้อนเมฆสีเทา รุ่นพี่ดันหลังคุณมาหาตรงหน้า และบอกว่าถ้าอยากจัดออฟฟิศนักให้มาคุยกับเราซะ ในฐานะมนุษย์ประหลาดรุ่นหนึ่งที่ค้างออฟฟิศบ่อยและคอยจัดการเอากล่องใส่ของทำมือมาถือวิสาสะจัดระเบียบของในออฟฟิศอยู่เป็นประจำ

ครั้งแรกทีี่คุณทักทายไม่ใช่ด้วยคำพูดแต่เป็นรอยยิ้มแสงจันทร์ของคุณ ที่ส่องผ่านเมฆเทาเหนือศีรษะเราเข้ามากระทบสิ่งที่อยู่ใต้นั้นทั้งหมดตั้งแต่จอเรตินารับภาพในดวงตาไปจนถึงหลอดเลือดแดงใหญ่เอออต้าใกล้ๆ หัวใจ

ยัง ยังไม่หายใจ แต่รู้สึกได้ว่าถ้าหายใจได้ ลมหายใจคงติดขัดด้วยความตื่นเต้นยินดี


5 แสงจันทร์ส่องทะลุก้อนเมฆได้

ตั้งแต่ได้รูัจักกันวันนั้น มนุษย์ประหลาดรุ่นหนึ่งกับมนุษย์ประหลาดรุ่นสองก็ช่วยกันตกแต่งออฟฟิศแบบจริงจัง เราสนิทกับคุณป้าแม่บ้าน ไม่นานคุณก็เริ่มสนิทด้วยเช่นกัน หลังเลิกงานบางครั้งคุณป้าแม่บ้านก็ชวนเราทั้งคู่ไปกินส้มตำร้านลูกสาวคุณป้า บอกว่าถ้าว่างเมื่อไรให้แวะเวียนไปหา และไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไรเหมือนกันที่เรากับคุณเลือกจะเดินออกจากออฟฟิศไปด้วยกันแม้ว่าเย็นนั้นจะไม่มีนัดกับคุณป้าก็ตาม

จุดหมายปลายทางของเราเปลี่ยนจากร้านส้มตำไปเป็นหอศิลป์ ห้องสมุด ห้างสรรพสินค้า ตลาดนัด และวนกลับไปร้านส้มตำบ้างเป็นบางครั้ง

วันนั้นคุณชวนกันไปเดินเล่นริมทะเลสาบ
ไม่รู้เหตุผลที่ชัดเจน แต่ระหว่างความเงียบที่เราแบ่งปันกันข้างผืนน้ำนิ่งสงบใต้ท้องฟ้าสีเทานั้น เราตัดสินใจเล่าถึงเมฆสีเทาเจ้าปัญหาที่คุณทำเหมือนมันเป็นเรื่องปกติธรรมดาเสียเหลือเกิน
รวมไปถึงเรื่องที่เราไม่หายใจด้วย

คุณฟังเราอย่างตั้งใจ พยักหน้าตามเช้าๆ และจังหวะสุดท้ายก็ถีบเราหล่นลงทะเลสาบดังตู้ม!

เราตะกายขึ้นมา สำลักน้ำเพราะไม่ทันตั้งตัว แสบลงไปในอก เราหายใจออกแรงๆ ไล่น้ำในโพรงจมูกออกสองสามที แล้วก็หันไปโวยวาย ว่าแสบจมูกไปหมด จะขาดอากาศหายใจตาย ก่อนจะพบว่าคุณยิ้มอยู่

และช้าช้า ไม่นานหลังจากนั้น หลังจากที่เราบ่นคุณที่เอาแต่ยิ้มอยู่ได้จนหนำใจ เราก็พบว่าตัวเองกำลังหายใจหอบอยู่

เรากำลังหายใจอยู่...

6 คุณบอกว่าเราแค่เพิกเฉย

เราหายใจจนลืมว่าต้องหายใจ
คุณเลยเลือกจะถีบเราตกน้ำเพื่อให้เราระลึกได้ว่าการหายใจนั้นสำคัญ

เราเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยร่างกายหนาวสั่นและเปียกปอน บอกว่าจริงๆ มันก็มีวิธีอื่นไหมล่ะ!

คุณหัวเราะอีกครั้ง แล้วก็บอกว่าหายใจให้สนุกนะ

เราหยุด คิดตาม แล้วก็ยิ้มตาม

นั่นสินะ

เราเงยหน้าขึ้นหายใจเข้าลึกๆ 
ท้องฟ้าวันนี้เป็นสีฟ้าใสกระจ่างราวกับว่าเมื่อคืนเราเผลอละเมอปักตะไคร้

...
อ้าว แล้วก้อนเมฆหายไปไหน?!?
(เจ้าก้อนเมฆที่มีแอร์ไทม์เยอะมากจนสมควรระบุไว้ว่าเป็นพระเอก)

เราเลยพบว่าเมฆของเราได้จมหายไปในทะเลสาบพร้อมกับอาการลืมหายใจของเราแล้ว

ใต้ท้องฟ้าที่ไม่เป็นสีเทาอีกต่อไป เราหัวเราะจนหายใจไม่ทันไปกับคุณ และบอกลาเมฆเทาเหนือศีรษะไป อย่างน้อยก็คงสักระยะเวลาหนึ่ง

7
หรือตราบเท่าที่คุณยังอยู่ด้วยกัน.




SHARE
Written in this book
เรื่องเล่าจากอีกฟากหนึ่ง.
ที่เก็บเรื่องเล่าเว้าแหว่งจากอีกฟากหนึ่งของความรู้สึก.
Writer
BlueBlackCat
แมวดำสีน้ำเงิน
A Black Cat in the Middle of Nowhere

Comments