คืนสวรรคตของในหลวงรัชกาลที่ ๙
กว่าจะเขียนเรื่องนี้ก็ล่วงเลยเวลามาจนถึงวันที่ 14 ตุลาคม 2559 เขียนเมื่อเวลา 03.46 นาที
โดยอาการที่ตัวเอง...คงจะนอนไม่หลับ อาการของตัวเองก็คือ งง สูญเสีย เศร้าใจ หดหู่ใจ ทั้งหมดนั้นตั้งอยู่บนพื้นฐานของการยอมรับกายของตนเองมาสักช่วงเวลาหนึ่งอย่างน้อยก็ก่อนที่จะถึงอาทิตย์นี้ 

เรื่องราวมันเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ในวันอาทิตย์ ที่มีการประกาศแถลงการณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จมาประทับ ณ โรงพยาบาลศิริราช เป็นฉบับที่พระพลานามัยไม่สู้ดีที่สุดเท่าที่เคยรายงานให้ประชาชนทราบมา ความสืบเนื่องมาสักนิดก็มีอยู่ก็คือตั้งแต่ทรงเสด็จพระราชดำเนินมาประทับรักษาพระองค์นั้น สำนักพระราชวังก็ได้แจ้งพระอาการประชวรให้ทราบเป็นระยะ แล้วมีช่วงเวลาหนึ่งที่สำนักพระราชวังจะขอรายงานเป็นรอบเดือน จนวันที่ 3 ตุลาคม 2559 สำนักพระราชวังก็ได้ออกแถลงการณ์เรื่องพระอาการประชวรของในหลวงเร็วกว่าปกติ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา การแจ้งข่าวพระอาการประชวรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็เริ่มถี่ขึ้น จนผู้คนเริ่มให้การสนใจต่อการเคลื่อนไหวนี้รอบๆตัวเอง ตั้งแต่แถลงการณ์ฉบับที่ 37 ในคืนวันอาทิตย์ที่ออกมานั้นมีข่าวลือหนาหูออกมาอย่างมากมาย ทั้งที่ปรากฏภายหลังว่าเป็นข้อเท็จจริง แล้วก็มีข่าวลือที่เขียนอย่างไรสาระและเสียเวลาเสพไปอย่างมากมาย คือไม่เจ็บใจที่ได้อ่านข่าวลวง แต่เหนื่อยใจที่ไม่รับรู้อะไรกับเรื่องจริงเลย เป็นที่แน่นอนว่าเรื่องใหญ่สำคัญขนาดนี้คณะรัฐบาลควรที่จะเป็นผู้แถลงการตอบต่อประชาชนมากกว่า แต่พฤติการณ์ที่เกิดขึ้นและทำให้ประชาชนสงสัยโดยไม่มีการอธิบายให้เข้าใจก็ยังคงดำเนินการต่อไปเรื่อยๆ ในช่วงเวลาดังกล่าวตลาดหลักทรัพย์และกลุ่มธุรกิจผู้คนมากหน้าหลายตาที่เล่นหุ้นก็ตั้งข้อสังเกตว่าในระยะเวลาดังกล่าวหุ้นตกอย่างทีและไม่มีแนวโน้มว่าจะดีขึ้น อีกทั้งรัฐบาลยังปล่อยข่าวว่ามีการได้รับข่าวกรองจากหน่วยข่าวกรองที่เชื่อถือได้ว่าจะมีการคาร์บอมบ์เกิดขึ้นในกรุงเทพมหานครจึงใช้โอกาสนี้วางกำลังทั่วกรุงเทพมหานครอย่างแน่นหนาเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง เมื่ออ่านมาจนถึงตรงนี้ก็จะพอเห็นภาพว่าแม้คนที่ไม่รู้อะไรเลยและไม่ติดตามอะไรเลยแต่ยังคงดำรงชีวิตอยู่ในสังคมและมีลมหายใจและมีสมองก็ยังรู้สึกและสังเกตได้ถึงความเปลี่ยนแปลงและเคลื่อนไหวอะไรบางอย่าง
12 ตุลาคม 2559 ก็เป็นวัน แสนสาหัสแห่งการแพร่สะพัดของข่าวลือข้าพเจ้าขอใช้คำนี้และคิดว่าใช้ได้จริงๆเพราะว่าข้าพเจ้าอยู่ในสถานการณ์ของโรงพยาบาลศิริราชโดยในเวลาดังกล่าวทุกคนเริ่มมาสวดมนตร์สวมเสื้อเหลืองและสีชมพู ร้องเพลงตลอดจนเปล่งเสียงส่งพระเจริญอยู่ตลอดเวลา ในมือของตนเองนั้นก็ต่างถือบทสวดมนต์ "โพชฌังคปริตร" ที่ได้รับพิมพ์แจก และอีกมือก็ถือโทรศัพท์มือถือติดตามข่าวสารทาง Twitter Facebook LINE มีเสียงดังกรุ๊งกิ้งตลอดเวลา และเมื่อข่าวลือกลายเป็นเรื่องจริงสถานการณ์ก็เริ่มจากมีการได้รับข่าวจากผู้ติดตามคณะรัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรีซึ่งกำลังปฎิบัติภารกิจอยู่จังหวัดชลบุรีและยังมีภารกิจต่อที่จังหวัดระยองในช่วงบ่ายได้ยกเลิกทั้งหมดและรีบบินกลับกรุงเทพมหานคร
ตอนบ่ายของวันนั้นข้าพเจ้ามีภารกิจอยู่ในบริเวณโรงพยาบาลศิริราชจึงเห็นความเป็นไปทั้งหมดทั้งสิ้นดังที่จะกล่าวต่อไป กล่าวคือข้าพเจ้าได้รับเสด็จ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมารและทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี พระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ พระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าอาทิตยาทรกิตติคุณ พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาต และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จพระราชดำเนินโรงพยาบาลศิริราชทุกพระองค์ตลอดช่วงบ่าย และเสด็จอยู่เป็นเวลานานด้วย จนกระทั่งประมาณเวลา 20:00 น. ถึงทยอยเสด็จพระราชดำเนินกลับที่ประทับ
ที่โรงพยาบาลศิริราชแล้วนั้นก็ยังมีข่าวลือว่านายกรัฐมนตรีจะแถลงข่าวเวลา 15:00 น. และเลื่อนเป็น 16:00 น. จนกระทั่งพลตรีสรรเสริญ แก้วกำเนิดโฆษกของคณะรัฐบาลต้องออกมาบอกว่าไม่มีอะไรไม่มีการให้สัมภาษณ์อะไรทั้งนั้นเป็นการเข้าใจผิด ตลอดจนยังมีนักข่าวไปสัมภาษณ์หลายคนในคณะรัฐบาลถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นก็ต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าเป็นแผนการทุบหุ้นให้ตก ขอให้ประชาชนอย่าวันวิตกตอนนี้ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้นรอฟังประกาศแถลงการณ์สำนักพระราชวังอย่างเดียว เมื่อไปถามพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ก็กล่าวเช่นเดียวกันว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นและตนกำลังจะไปงานศพเพื่อนที่จังหวัดเชียงใหม่ หลายคนในคณะรัฐบาลพยายามทำตัวให้ปกติบนความไม่ปกติและสถานการณ์ที่ไม่ปกติอีกต่อไปแล้ว
ในเวลาอย่างนี้ไม่มีความหวังอะไรเลยอยู่ในใจอีกแล้ว ข้าพเจ้าอยู่ที่โรงพยาบาลศิริราชตลอดทั้งบ่ายจนถึงเวลา 20:00 น. ข้าพเจ้าคิดอยู่ในใจเสมอตั้งแต่แรกว่า วุ่นวายขนาดนี้วันนี้ยังไงสำนักราชวังก็ต้องออกแถลงการณ์และมีคำตอบให้แก่ประชาชนที่มาอยู่โดยรอบลานพระบิดาที่ดูเหมือนว่าเย็นวันนี้จะเริ่มหนาตาขึ้นเรื่อยๆ ทั้งหมดสวดมนต์อ้อนวอนและขอให้พระองค์ทรงหายจากพระอาการประชวร
ก่อนที่ข้าพเจ้าจะเดินทางกลับที่บ้านซึ่งยังไม่สามารถกลับได้เพราะว่าเป็นเวลาที่พอดีกับเหล่าพระบรมวงศานุวงค์กำลังทยอยเสด็จพระราชดำเนินกลับที่ประทับพอดีข้าพเจ้าจึงส่งเสด็จในเวลากลับด้วย เวลานั้นเองที่ทุกคนอยากฟังนายกรัฐมนตรีแถลงข่าวก็ไม่ได้ฟังแต่กลายเป็นแถลงการณ์จากสำนักพระราชวังฉบับที่ 38 แทน คราวนี้ต้องถวายเครื่องช่วยหายพระทัย แถมพระโลหิตเป็นกรดประกอบกับการทำการรักษาแบบทดแทนไตจึงทำติดต่อกันมาเป็นเวลาหลายสัปดาห์แล้วนั้นทั้งหมดเป็นอาการที่คล้ายกับแถลงการสวรรคตของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ต้องบอกว่าพระอาการเดียวกันทั้งหมดเลย 
เหล่าพสกนิกร ประชาชนแบ่งออกเป็นหลายความคิดสิ่งที่น่าสนใจก็คือยังคงมีคนแชร์ต่อเนื่องใน LINE และสื่อโซเชียลต่างๆว่าเป็นสัญญาณพระอาการที่ดีขึ้น ? ในช่วงเวลาดังกล่าวข่าวลือก็กลับมาอีกครั้ง ลือกันว่าพระอาการดีขึ้น จนถึงบ่ายของวันสวรรคต ก็ยังมีคนลือกันถึงขนาดว่าถอดเครื่องช่วยหายพระหทัยได้แล้ว ท่ามกลางข่าวหรือที่เกิดขึ้นหลังสามารถพบผู้คนมากหน้าหลายตาในโลกโซเชียลทั้ง Facebook Twitter และ LINE ผู้คนเหล่านั้นล้วนแต่มีญาติติโกโหติกาเป็นคนทำงานในวังทั้งนั้นหรือไม่บ้างก็มีพี่มีผัวทำงานเป็นราชองครักษ์ ทุกคนเหล่านั้นดูสนิทชิดเชื้อและติดต่อกับคนในวังได้อย่างรวดเร็วเสียจริง ในทางความเป็นจริงคนที่ทำงานในวังที่ข้าพเจ้ารู้จักหลายท่านก็ทราบข่าวสวรรคตพร้อมกับเรา เป็นอันว่าจบวันที่ 12 ตุลาคม 2559 ได้อย่างทุลักทุเลมีหลายเรื่องราวที่ยังวนในหัวและความตึงเครียดของสถานการณ์กับอาการประชวรและการเมืองที่ไม่มีเสถียรภาพทุกอย่างนั้นก็รวมไปจนถึงหุ้นและตลาดหลักทรัพย์ซึ่งปรับตัวต่ำลงมากที่สุดในรอบ 40 ปีด้วยซ้ำสถานการณ์แวดล้อมทุกอย่างทำให้เราคิดแบบนั้น
แล้ววันที่ 13 ตุลาคม 2559 ก็มาถึงข้าพเจ้าเริ่มวันใหม่โดยยังมีภารกิจที่ต้องไปเฝ้าเพื่อนที่ป่วยเข้ารับการผ่าตัดสมองและพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลศิริราชซึ่งเป็นกิจวัตรประจำวันในช่วงเวลานี้ แต่แล้วก็มีการออกข่าวการเสด็จพระราชดำเนินของพระบรมวงศานุวงค์หลายพระองค์ตั้งแต่ 10 โมงเช้านำโดยสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ ทั้งหมดนั้นเสด็จโรงพยาบาลศิริราช อีกทั้งเวลา 14:10 น. ศาลาสหทัยสมาคมในพระบรมมหาราชวัง ก็ได้ปิดลงนามถวายพระพรและได้ให้ประชาชนกลับออกไปและปิดประตูพระบรมหาราชวัง ข้าพเจ้าก็เริ่มตกใจและเมื่อข้าพเจ้าเดินทางไปโรงพยาบาลศิริราชในช่วงเวลา 15:10 น. โดยใช้ถนนสมเด็จพระปิ่นเกล้าเมื่อถึงแยกอรุณอมรินทร์ ได้มีตำรวจปิดเส้นทางที่จะเข้าไปโรงพยาบาลอย่างถาวรแล้วด้วยแผงเหล็กแต่ข้าพเจ้าก็เป็นหนึ่งในไม่ 20 คันที่เล็ดลอดเข้าไปได้ข้าพเจ้าเริ่มใจเสียเลยคิดว่ามันน่าจะมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้น ในเวลานั้นข้าพเจ้าคิดไปแล้วจริงๆ ถึงแม้ว่าโลกโซเชียลและใครหลายคนออกมาบอกพยายามให้ฟังแถลงการณ์จากทางการแต่เมื่อไม่มีแถลงการณ์จากทางการหูและตาและสมองที่ได้ยินได้สัมผัสและเห็นอยู่ในเวลานี้มันกำลังฟ้องข้าพเจ้าและชวนเชื่อข้าพเจ้าอย่างยิ่งโดยไม่ต้องมีข่าวลือใดๆมาทำให้เชื่อ

ศิริราช วันที่ 13 ตุลาคม 2559 เวลา 16.10 น.
ข้าพเจ้ารีบเข้าไปในโรงพยาบาลและขึ้นไปหาเพื่อนที่ป่วยก่อนเป็นอันดับแรกแต่แล้วก็ต้องพบเจอกับฝูงมหาชนที่เยอะมากกว่าวันที่ผ่านมาเต็มไปทั่วสนามหญ้าและลานปูนสมเด็จพระราชบิดา ทุกคนยังคงสวดมนต์และร้องเพลงและเปล่งเสียงทรงพระเจริญอยู่ตลอดเวลา เพียง 10 นาทีหลังจากนั้นข้าพเจ้าก็ลงมาสังเกตการณ์ที่ข้างล่างโรงพยาบาลและได้รับเสด็จพระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าสิริวรรณวลีนารีรัตน์ เป็นพระองค์สุดท้ายและได้ทราบจากนายทหารราชองครักษ์ที่ทำหน้าที่อยู่ในบริเวณดังกล่าวว่าเสด็จพระราชดำเนินมาครบทุกพระองค์แล้ว อยากให้มีใครเป็นข้าพเจ้าในเวลานั้นเหลือเกินใจมันหายใจมันเสีย ตกใจจนไปตะตุ่มแล้ว จากนั้นข้าพเจ้าก็ได้อยู่ร่วมในเหตุการณ์สวดมนต์ร้องเพลงตลอดจนได้คุยกับคุณป้าหลายท่านบนศาลา 100 ปีศิริราชสลับกับการขึ้นไปดูอาการของเพื่อนบนตึก 72 ปี ...มันเป็นช่วงเวลาสี่โมงเย็นจนถึงหกโมงเย็นที่อึดอัดมากมันเดาอะไรไม่ได้มันพูดอะไรไม่ได้มันคิดอะไรก็ยังไม่แน่ใจเลยว่าคิดแบบนี้ถูกหรือเปล่าแต่คิดแบบนี้ได้หรือไม่ (ในขณะที่เขียนบันทึกนี้ เป็นเวลาอีก 6 นาทีกำลังจะตีห้าแล้วข้าพเจ้าง่วงแต่ก็ยังไม่สามารถที่จะรับได้โลกโซเชียลรอบรอบตัวข้าพเจ้ามีการแจ้งเตือนตลอดเวลาทุกคนยังนอนไม่หลับเหมือนกับข้าพเจ้า)
จนกระทั่งเวลาประมาณห้าโมงมีข่าวออกมาว่าหนึ่งทุ่มนายกรัฐมนตรีจะแถลงข่าว คราวนี้ทุกคนก็แชร์กันเป็นเรื่องปกติ ข้าพเจ้าขอพูดถึงข่าวในวันนี้ที่แชร์กันในโลกออนไลน์ เป็นสิ่งที่รบกวนจิตใจและท้าทายความเชื่ออยู่มากเหมือนกัน สิ่งที่ถูกส่งต่อมาในโลกออนไลน์ข้าพเจ้าขอพูดถึง LINE ของข้าพเจ้ามีผู้ส่งและข้าพเจ้าเชื่อ เชื่อมากจนถึงเกิน 50% ก็คือรูปของสำนักพระราชวังที่เริ่มมีการปิดศาลาสหทัยสมาคมตลอดจนเป็นรูปการทำงานของเจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังในบริเวณพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท และเริ่มขนย้ายของที่ตั้งโชว์ในพระที่นั่งออกไป มีบางภาพเป็นภาพที่กำลังนำพระเบญจาทองคำซึ่งเป็นฐานที่ประดิษฐานพระศพออกมาทำความสะอาดแล้ว ในชั้นแรก ข้าพเจ้าจะไม่เชื่อ เพราะคิดว่างานพระศพที่ผ่านมาก็น่าจะมีรูปแบบนี้ แต่คุณต้องมาเป็นผมคุณจะรู้ว่าสถานการณ์แวดล้อมประกอบกับแถลงการณ์และความไม่ชัดเจนของผู้นำประเทศเป็นสิ่งที่ทำให้ยืนยันได้ดีที่สุดว่าไม่มีอะไรดีขึ้น ไม่มีเรื่องน่ายินดี ทำให้ข่าวลือนี้เป็นข่าวลือที่ข้าพเจ้าเลือกรับและก็คิดว่าชื่ออะได้ในระดับหนึ่ง แต่มีข่าวลือสวรรคตออกมาทำเป็นแถลงการณ์ของแพทยสภาปลอมซึ่งมารู้ภายหลังว่าปลอบนั่นแหละ ข้าพเจ้าไม่เชื่ออันนั้น ไม่รู้ว่าเหตุผลใดความไม่เหมือนในส่วนไหนข้าพเจ้าไม่สังเกตแต่ข้าพเจ้าไม่เชื่อโดยทันที
และเวลาก็ใกล้เข้ามา
ในขณะที่ข้าพเจ้ากำลังสำรวจในบริเวณลานสมเด็จพระบิดาอยู่นั้น ข้าพเจ้าก็ได้ยินเสียงคนจำนวนมากร้องเพลงพร้อมกัน ไม่เพียงแต่ร้องเพลงเท่านั้นแต่สิ่งที่เปล่งออกมานั้นทำให้ข้าพเจ้าต้องหยิบโทรศัพท์ออกมาถ่ายเป็นคลิปวิดีโอเลยทีเดียว ถ่ายเอาไว้ทั้งสองคลิปเป็นช่วงเวลาที่สั้นแต่มีความหมายอย่างที่สุดข้าพเจ้าไม่รู้ว่าจะอธิบายความรู้สึกในส่วนนั้นว่าอย่างไรมันตื้อตันพูดไม่ออก ไม่รู้เลยว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงได้ยินบทเพลงและเสียงสวดมนต์เหล่านี้หรือไม่ อย่างน้อยก่อนแถลงการณ์สำนักพระราชวังออกในเวลา 18:55 น. เราก็ต้องรับรู้ความจริงที่กรีดหัวใจไปจนลึกถึงแกนโลกว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไม่ทรงได้ยินเสียงเพลงและเสียงสวดมนต์ที่ประชาชนทุกคนต่างพากันมาถวายพระพรได้อีกแล้วแล้วเวลาก็มาถึง ท่ามกลางข่าวลือทั้งสองวันอันสับสนกระวนกระวายนี่ยังไม่นับรวมถึงข่าวลืออันอื่น ที่ส่งต่อกันในโลกออนไลน์ทั้งพยายามทำให้เป็นเรื่องดีและข่าวที่คนไม่อยากได้ยินข้าพเจ้าไม่ได้รับอย่างอื่นแต่ได้แอบเห็นว่าผู้คนทั่วไปในศิริราชก็ต่างรับข่าวสารทาง LINE ที่แชร์กันออกมาและน่าจะรับมากกว่าข้าพเจ้าซึ่งไม่ค่อยได้ปฏิสันถารกับใครซักเท่าไหร่ คุณวีรวุฒิ หลายวัฒนไพศาล เพื่อนสนิทของข้าพเจ้าได้โทรมาถามอาการของข้าพเจ้าล่าสุดว่าศิริราชเป็นอย่างไรบ้าง ในเวลาประมาณ 18:45 น. และข้าพเจ้าก็เดินอยู่ในบริเวณทางเข้าหน้าอาคารเฉลิมพระเกียรติที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวประทับอยู่นั่นเอง ในช่องคนเดินตรงนั้นติดขัดมากคนไปไหนไม่ได้เพราะว่าคนเดินและหยุดเยอะ และไม่มีที่จะเดินแล้ว ทุกคนยืนร้องเพลงและดูผู้คนในลานสมเด็จพระบิดาที่ต่างร่วมกันทำกิจกรรมเพื่อถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ข้าพเจ้าไปไม่พ้นหน้าตึกเฉลิมพระเกียรติจริงๆ คุณวีรวุฒิก็ได้ขอตัววางสายเพราะมีประกาศแถลงการณ์ออกมาแล้วทางสถานีโทรทัศน์ ข้าพเจ้าไม่รอช้าเมื่อวางสายโทรศัพท์ได้ก็หยุดในบริเวณนั้นทันทีมองไปที่ใต้ตึกอาคารเฉลิมพระเกียรติก็เห็นตำรวจและทหารยืนล้อมเต็มไปหมดและกั้นเชือกสีแดงเอาไว้ ข้าพเจ้าไม่รอช้าที่จะเปิด Facebook หน้าโฮมเพจทางการของสำนักราชเลขาธิการ เพราะว่าเป็นเพจที่เผยแพร่แถลงการณ์พระอาการประชวรทุกครั้งอยู่แล้ว แล้วข้าพเจ้าก็ได้พบกับแถลงการณ์ฉบับนั้น


ข้าพเจ้าคิดว่าตลอดทั้งวันในสองวันที่ผ่านมาคิดว่าต้องเป็นแบบนี้ แต่ไม่คิดว่าตัวเองจะเสียใจขนาดนี้ขณะที่เวลานี้เป็นเวลา 05:13 น. ข้าพเจ้าก็ยังไม่สามารถข่มตานอนหลับได้ ข้าพเจ้าคิดว่าตัวเองจัดการกับความรู้สึกของตนเองได้รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นอย่างมีสติล่วงหน้าแต่ข้าพเจ้าก็ทำใจรับไม่ทันจริงๆข้าพเจ้าคิดว่าน่าจะเป็นภายในอาทิตย์หน้าหรืออย่างน้อยน่าจะมีอะไรที่เราได้ทำใจได้มากกว่านี้แต่ความเป็นจริงมันก็มาเร็วเกินไป พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตเมื่อเวลา 15:52 น. สิริพระชนมายุได้ 89 พรรษา ความรู้สึกของข้าพเจ้าหลังได้ทราบข่าวก็ ว่างเปล่า งงและต้องรีบขึ้นไปหาเพื่อนและพ่อแม่เพื่อนที่ป่วยอยู่ข้างบนตึก 72 ปีทันที ภาพรายงานข่าวขาวดำ ทีวีทุกสำนักรายงานข่าวซ้ำไปมา แพทย์ พยาบาล คนไข้
ญาติคนไข้ จับกลุ่มนั่งฟังข่าวเงียบๆ น้ำตาไหลพรากตลอดเวลา ตาแดงอยู่เป็นกลุ่มๆ ต่างส่งทิชชู่กันไปมา อย่างแรกข้าพเจ้าตั้งสติกับตัวเองตั้งแต่แรกก่อนว่าในตอนที่เดินสำรวจโรงพยาบาลนั้นข้าพเจ้าเห็นว่าเราไม่สามารถออกจากโรงพยาบาลได้ด้วยรถที่เอามาด้วยหรือถ้าเกิดเดินออกไปแล้วก็ไม่สามารถเดินเข้ามาในโรงพยาบาลได้อีก ข้าพเจ้าจึงรอเวลาอยู่บนชั้น 9 ของตึก 72 ปีนั่นเอง

ความจริงมีเหตุการณ์หลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในคืนสวรรคตนี้เช่นพระจันทร์ทรงกลด พระจันทร์เป็นรูปพระพักตร์ในหลวง และปรากฏการณ์หมอกธุมเกศ หมอกนี้เกิดที่บริเวณเกาะรัตนโกสินทร์ในบริเวณพระบรมมหาราชวังและพระบรมรูปทรงม้าอย่างเห็นได้ชัดคนโบราณถือว่าเป็นลางร้าย เคยเกิดขึ้นในตอนวันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว การเกิดหมอกนี้ในปัจจุบันในเวลานี้จึงเป็นสิ่งที่รับกับเหตุการณ์สวรรคตอย่างลงตัว
สุดท้ายนี้...เชื่อว่าประชาชนชาวไทยจะจดจำพระองค์ไปอีกนานแสนนาน

..........ในท้ายที่สุดนี้ข้าพเจ้าขอตั้งจิตอธิษฐานถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช พระมหากษัตริย์ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ ได้ทรงประสบความสุขในสัมปรายภพ เสด็จประทับในสวรรคาลัยและประสบความสุขไปตลอดกาล.........
........จบบันทึกของตนเองในวันนั้น แต่เพียงเท่านี้ วันนี้อยากให้ลูกหลานได้รับรู้ ถึงความรู้สึกและอารมณ์ของคนไทย ในวาระครบรอบ 1 ปี การสวรรคต จึงได้นำความรู้สึกนั้นกลับมาถ่ายทอดอีกครั้ง

และแม้คืนนี้เองก็ยังนอนไม่หลับเหมือนคืนแรกที่ทรงเสด็จสวรรคต เช่นกัน

SHARE
Written in this book
How to Phusith's - All Experience your life
เป็นหนังสือเรื่องราวที่บันทึกความเป็นไปในตัวของเด็กผู้ชายคนหนึ่ง รวมทั้งเป็นเปรียบเสมือนสมุดบันทึกนำทางในการแก้ปัญหาชีวิตตลอดจนการเข้าถึงความยากลำบากของความคิด ที่สั่งสมได้จากประสบการณ์ทุกอย่างในชีวิต และโดยสัยเพียงแค่อายุ 22 ปีเท่านั้น อาจจะดูเหมือนว่าผ่านโลกมาน้อย แต่ก็ยอมรับว่าน้อยแต่สมุดเล่มนี้จะเป็นสมุดที่รวบรวมทางรอดของชีวิตตลอดจนเขียนเพื่อระบายและเข้าใจถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตลอดจนผลกระทบและประเมินสถานการณ์ความเสียหายความเสี่ยงของความรู้สึกในชีวิตและดำเนินการแก้ไขปัญหาความรู้สึกส่วนที่เสียหายนั้นต่อไป ทำให้รู้ว่ากว่าจะเป็นผู้ชายคนนี้ขึ้นมาหนึ่งคนมีความยากลำบากหรือความสบายมากน้อยแค่ไหน
Writer
WinDRunner
HISTORICALITERATRUEWRITTER
บางที...แม้เป็นเพียงสายลมก็ต้องรีบเร่งรีบวิ่งเช่นกัน เพราะชีวิตคนเรามีต้นตอแห่งความรู้สึกมากมาย จงบ่นระบายออกมาและก้าวหน้าต่อไป ในขณะที่ชีวิตของคุณยังมีเวลา...และลมหายใจเหลืออยู่

Comments