น้ำใจไม่ใช่สิ่งที่จะให้โดยผู้รับไม่อยากได้
เมื่อประมาณสองสัปดาห์ก่อนระหว่างอยู่ในโรงพยาบาลผมเจอผู้ชายคนหนึ่งนั่งรถวีลแชร์แบบอัตโนมือ(ไม่ใช่อัตโนมัติ)และกำลังจะเปิดประตูออกจากห้อง ประตูที่ว่าเป็นประตูลูกบิดธรรมดาและต้องเปิดเข้า นั่นหมายความว่าการเปิดนั้นผู้ชายคนนี้ต้องเลื่อนรถเข้าไปชิดประตู บิดลูกบิด จับลูกบิดค้างไว้แล้วถอยรถด้วยมือเดียวเพื่อดึงประตูให้เปิด เข็นรถให้ผ่านประตูไป แล้วสุดท้ายจึงจับลูกบิดอีกครั้งและเข็นรถไปข้างหน้าด้วยมือเดียวเพื่อดึงประตูให้ปิด นี่ไม่ใช่อะไรที่ทำง่าย มันยุ่งยากและเสียเวลามาก โดยเฉพาะในห้องนั้นที่แคบๆ

ผมก็ยืนดูไปเฉยๆไม่ได้ช่วยอะไร เค้าไม่ได้ขอแล้วจะไปช่วยทำไม ผมก็ไม่ได้กำลังจะออกจากห้องเสียเมื่อไหร่

หลายคนเห็นสถานการณ์เดียวกันแล้วร่างกายคงขยับไปช่วยก่อนที่สมองจะคิดเสร็จ บางคนพอรู้ว่าผมไม่ได้ช่วยแล้วอาจจะติเตียนว่าไม่มีน้ำใจ

แต่น้ำใจไม่ใช่สิ่งที่จะเอาไปยัดเยียดให้ใครเมื่อไหร่ก็ได้ น้ำใจที่มนุษย์มีให้กันนั้นไม่ใช่ประกาศิตฟ้าที่ไม่มีทางเลือกใดๆนอกจากก้มหน้ารับ เปล่าเลย น้ำใจคือข้อเสนอจะให้ความช่วยเหลือที่จะสมบูรณ์ก็ต่อเมื่ออีกฝ่ายหนึ่งตอบรับเท่านั้น
 
เมื่อผู้รับไม่ต้องการ ก็ไม่จำเป็นต้องมีอะไรเกิดขึ้น

การที่คนบางคนอยู่ในสถานะที่ลำบากกว่าเราไม่ได้หมายความว่าเขาเป็นมนุษย์ที่ต่ำกว่าเรา ผิดถนัด เขายังคงเป็นคนเหมือนเรา มีความต้องการ มีความตั้งใจ มีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ไม่ต่างกัน และเขาไม่ได้ต้องการเป็นเครื่องมือทำบุญของใครเสมอไป 

ในเพจ มนุษย์กรุงเทพฯ มีโพสต์หนึ่งซึ่งเล่าถึงคุณหนู-นลัทพร ไกรฤกษ์ผู้ซึ่งป่วยเป็นโรคที่ทำให้กล้ามอ่อนแรง เธอจึงต้องใช้ชีวิตอยู่บนวีลแชร์มาตั้งแต่เด็ก ในโพสต์นั้นพูดถึงการทดลองเดินทางไปทำงานด้วยตัวเองของคุณนลัทพร ซึ่งแน่นอนว่าจำเป็นต้องมีผู้ช่วยเหลือในหลายๆจุดที่วีลแชร์ไม่สามารถไปด้วยตัวเองได้ไม่ว่าจะเป็นการขึ้นรถไฟฟ้า การเข้าตัวตึก หรือแม้กระทั่งการลัดเลาะไปตามทางเท้า 

แม้จะทุลักทุเลแต่เธอก็สามารถเดินทางจากบ้านไปถึงที่ทำงานจนได้ แต่นั่นก็เป็นเพราะมีคนคอยช่วยเหลือเธออยู่ตลอดเส้นทางในจุดที่เธอไปด้วยตัวเองไม่ได้ ฟังดูอาจจะเป็นเรื่องดี หลายคนอาจจะรู้สึกอบอุ่นใจที่สังคมไทยมีน้ำใจ มีผู้คนคอยช่วยเหลือกัน แต่จะมีกี่คนที่ฉุกคิดว่าน้ำใจเหล่านี้มันเป็นน้ำใจที่ผิดที่ผิดทางหรือไม่

คุณนลัทพรพูดถึงเรื่องนี้ว่าอย่างนี้
 
"ลึกๆ ไม่ว่าใครก็อยากพึ่งตัวเอง มากกว่าพึ่งน้ำใจคนอื่น คนช่วยเหลือมักรู้สึกว่าตัวเองได้ทำบุญด้วย แต่เข้าใจไหม เราไม่ได้อยากเป็นถังสังฆทานให้ใคร เราแค่ดำเนินชีวิต ทำไมต้องเป็นนกเป็นปลาให้คนอื่นได้ทำบุญตลอดเวลาด้วย”

ย้อนกลับไปหาคนที่ผมเจอในโรงพยาบาล เมื่อคนคนนั้นไม่ได้แสดงท่าทีอะไรให้เห็นว่าเขาไม่ยินดีที่จะเปิดประตูด้วยตัวเองและก็ไม่ได้ขอให้ผมช่วย แล้วมันเรื่องอะไรที่อยู่ดีๆผมจะต้องไปพรากอำนาจในการทำสิ่งต่างๆด้วยตัวเองมาจากเขา

คนกลุ่มนี้เขาไม่ได้อยากให้ใครมาทำบุญด้วยการช่วยเหลือเขา เขาต้องการเพียงแค่ให้สังคมสร้างช่องทางให้เขาดูแลตัวเองได้แล้วให้คนอื่นไปทำอย่างอื่น ไม่ต้องมาคอยทำนู่นทำนี่ให้เขาอยู่ตลอดเวลา เขาต้องการทางเท้าที่วีลแชร์ไปได้ ไม่ใช่มีเสาหรือสิ่งของระเกะระกะ เขาต้องการทางลาดหรือไม่ก็ลิฟท์ที่เขาจะขึ้นไปได้ด้วยตัวเอง สุดท้ายมันอาจจะยากบ้างหรือเสียเวลาบ้างก็ว่ากันไปตามสภาพ แต่เขาอยากทำทุกอย่างได้ด้วยตัวเองเหมือนที่คนปกติทำ 

เราไม่เคยอยากให้ใครอุ้มเราขึ้นรถไฟฟ้า แล้วทำไมคนกลุ่มนี้เขาถึงจะอยากได้แบบนั้น

แต่ก็อย่างว่า คนไทยชอบทำบุญ และรู้สึกว่าการได้ลงมือช่วยเหลือผู้ที่ลำบากกว่าเป็นเรื่องควรทำ

ไม่รู้เหมือนกันว่าเมื่อไหร่จะคิดกันว่าความช่วยเหลือแบบไหนกันแน่ที่เขาต้องการ
SHARE
Written in this book
ข้างในชุดหมอก็คือมนุษย์
คนอาจคิดว่าสำหรับหมอแล้วงานก็คืองาน คนไข้เข้ามาแล้วก็ผ่านไป แต่ใครจะรู้ว่าเนื้อแท้ข้างในหมอก็คือมนุษย์ มีอารมณ์ มีความรู้สึก มีจิตใจไม่ต่างจากคนทั่วไป หนังสือนี้รวบรวมแง่มุมจากประสบการณ์ที่สะท้อนถึงความเป็นมนุษย์ในตัวหมอและบุคลการทางการแพทย์อื่นๆเอาไว้
Writer
Past-Forward
Free Thinker
น.พ.อธิพงศ์ พัฒนเศรษฐพงษ์ ภาควิชาวิสัญญีวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

Comments

KCstory
2 years ago
ขอบคุณมุมมองดีดีที่มาแชร์นะคะ ปกติเจอใครก็จะคิดเหมือนกันว่าต้องช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์โดยลืมถามไปว่าเขาต้องการมันหรือไม่ ต่อไปจะช่วยใครต้องถามความเห็นเขาก่อนเพื่อเป็นการเคารพสิทธิของเขา ^^
Reply
MK_18
2 years ago
เคยช่วยคนนั่งรถเข็นตอนม.ปลาย เจอตอบกลับมาว่าไม่ต้องการ ผมอึ้งไปเลยครับ อ่านบทความคุณละนึกถึงเรื่องนั้น
Reply
Taototoro
1 year ago
ขอบคุณสำหรับเรื่องราวดีๆนะคะ ทำให้เห็นอีกมุมหนึ่งของคนใจดี ว่าทำดีได้ แต่ต้องถูกที่ ถูกเวลา และถูกคน จะนำไปใช้ในการดำเนินชีวิตนะคะ ^-^
Reply