เจือจาง
“เดี๋ยวกำลังจะไปนะ”
เขาโทรหาฉันเมื่อวันก่อน

ฉันแต่งตัวรอไว้แล้ว ที่เขาจะมารับ

ไม่ได้เจอกันนานเกือบเดือน
ฉันตื่นเต้นน้อยลงไปมาก
ถ้าหากเทียบกับครั้งที่ผ่านๆมา

ฉันยิ้มให้เป็นการทักทาย
ยิ้มให้เขาเหมือนทุกๆครั้งที่เราเจอกันหลังจากไม่ได้เจอสักพัก

“เก็บห้องสินะ รู้ว่าจะมา” เขาแหย่

อย่าสำคัญตัวหน่อยเลย
มาถูกเวลาเฉยๆ นี่เพิ่งทำความสะอาดห้องครั้งใหญ่ไปไม่นาน

“เออ อย่ามาพูดเลย”
เขาตอบ

เขาก็แบบนี้เสมอ
คิดว่าเขาคนเดียวสามารถดลใจให้ฉันทำทุกๆสิ่งได้

ฉันสะพายกระเป๋าที่เตรียมไว้แล้วพร้อมโทรเรียกเพื่อนอีกคนว่าเรากำลังจะไปกันแล้ว

จุดหมายคือพาเขาไปทำธุระสำคัญ
ฉันเดาว่าฉันอยากไปหาเพื่อนของฉันอีกคนที่อยู่ที่นั่น 
มากกว่าที่จะอยากไปกับเขา

ฉันกลับมานั่งตรงนี้อีกครั้ง
หลังจากที่ไม่ค่อยได้ไปไหนมาไหนด้วยกันบ่อยๆเหมือนเมื่อก่อน

เบาะข้างๆคนขับ
ฉันนั่งเงียบๆไปสักพัก

เขาเริ่มชวนฉันคุย
ถามถึงเรื่องที่เกิดขึ้นตอนที่เขาไม่อยู่
ใครเป็นยังไงบ้าง
และฉันล่ะเป็นยังไง

ฉันตอบเขาทุกคำถามที่เขาถามมา
แต่เป็นการถามคำตอบคำ
เป็นการตอบสั้นๆ กระชับ และไร้ซึ่งการพยายามจะชวนเขา
ผู้ชายที่คุยไม่ค่อยเก่ง
คุยกับฉันอย่างเมื่อก่อน

และแปลกที่ฉันไม่ได้รู้สึกฝืนใจสักนิด
ทั้งที่มันเหมือนกันว่าฉันฝืนธรรมชาติของตัวเองที่ปกติเป็นคนพูดมากพอประมาณ

แต่ไม่เลย
ฉันไม่ได้กำลังฝืน
เพียงแต่ฉันไม่ได้อยากจะคุย

เราไปถึงที่หมายและแยกย้ายไปพักผ่อน
ฉันเลือกจะนอนกับเพื่อนสนิทอีกคน
และปล่อยให้เขานอนกับเพื่อนของฉันที่เขาไม่ได้สนิท 

เขายังเหมือนเดิมเสมอ
เหมือนวันแรกๆที่เรารู้จัก
สายตาท่าทาง
และนิสัยบางนิสัยของเขา
ที่ทำให้เราเข้ากันไม่ได้

ฉันขอให้เขาพาฉันไปกินอาหารร้านโปรด

ทั้งๆที่เขาเป็นคนที่ฉันรู้สึกด้วย
แต่ณ.ตอนนั้น เขากลับเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้ฉันกินข้าวแต่ละคำอย่างไม่มีความสุข

เพื่อนของฉันอีกสองคนพยายามชวนเขาคุย
เอ็นเตอร์เทนเขา เพื่อไม่อยากให้ฉันไม่สบายใจ

“นี่อร่อยเหรอ นี่ว่าเฉยๆว่ะ”
เขาพูดในขณะที่เพื่อนฉันกำลังยัดหมูเข้าปากทีละสามชิ้น

เขาขอตัวไปดูดบุหรี่รอข้างนอก

เพื่อนหันหน้าเข้าหาฉันพร้อมกันสองคน
พร้อมกับสายตาที่ว่า “ไม่เป็นไร พวกเขาเข้าใจ”

กลับจากกินข้าว ฉันบอกให้เขาเข้านอน
เพราะพรุ่งนี้ต้องตื่นเช้า

เขาบอกฉันว่า ที่หงุดหงิดเพราะขับรถเหนื่อย
“อือ เหนื่อยก็ไปนอน” ฉันตอบ
และเราก็แยกย้ายกันตรงนั้น

กลางดึกฉันออกไปใช้เวลากับเพื่อนๆและคนที่ฉันรัก
มีเพื่อนของฉันคนหนึ่งพูดขึ้นมาว่า “ดีแล้วนะ ถ้าพี่จะรู้สึกกับมันน้อยลง เพราะมันไม่น่ารักเอาซะเลย”

คงเป็นครั้งแรก ที่ฉันเห็นด้วยอย่างแท้จริง
โดยปราศจากความต้องการความเข้าใจจากคนรอบข้างของฉัน ว่าเขาก็เป็นแบบนั้น

เขาโทรปลุกฉันในตอนเช้า
บอกให้ฉันพาเขาไปทำธุระส่วนตัว
ฉันปฏิเสธ
เป็นการปฏิเสธของฉันต่อเขา ที่ไร้ซึ่งการคิดทบทวนใดๆที่สุด
และบอกเพียงว่าที่ที่เขาต้องไปมันอยู่ตรงไหน

“หนูดีใจนะ ที่พี่ปล่อยให้มันรับผิดชอบตัวเองซะบ้าง ปล่อยให้มันเป็นเรื่องของมันซะบ้าง”

เพื่อนรุ่นน้องที่ฉันคิดว่าเขาหลับอยู่พูดขึ้นมา

ตอนนี้เราแยกจากกันแล้ว
เขาก็มีธุระอย่างอื่นที่ต้องทำ
และฉันก็เช่นกัน

ตลอดทางที่เขามาส่งฉัน
สัญญาณในใจที่เคยร้องเรียกหาเขามันเบายิ่งกว่าอะไรทั้งนั้น

ฉันเปิดเพลงที่ฉันชอบบนรถของเขา
และตอบคำถามสั้นๆเมื่อเขายิงคำถามมา

ตอนที่ฉันชอบที่สุดก็คงเป็นตอนที่เขารับโทรศัพท์จากใครสักคน
และฉันยังคงฟังเพลงต่อไปโดยที่ไม่มีอาการใจสั่นใดๆ

หากวัดเป็นคลื่นได้ก็คงเท่ากับศูนย์

“ถึงบ้านแล้วนะมึง”
ข้อความจากเขาที่ส่งมาเมื่อกี้ 

ไม่รู้สิ 
ฉันไม่เคยรู้สึกเฉยๆกับข้อความของเขาแบบนี้มาก่อน 
นับตั้งแต่วันนั้น เมื่อสี่ปีก่อน

“นอนพักผ่อนซะ” ฉันตอบ

ฉันที่เมื่อก่อนคงหาเรื่องคุยยืดยาว

ก็ตลกดี









SHARE
Writer
Horizonn
Student
สวัสดีเธอผู้ไม่เคยพบปะ

Comments

MarsCry
11 months ago
นี่สิ่นะ ที่เรียกว่า จบลงอย่างสมบูรณ์ 
Reply