My Post-Scientist life (ตอนแรก)
ก่อนอื่นขอออกตัวอย่างชัดเจนก่อนว่าข้อเขียนที่จะได้อ่านต่อไปข้างหน้านี้ซึ่งผมได้รับการไหว้วานจาก อ.อรรถจักร์ ให้ทำอะไรบางอย่างเพื่อช่วยเหลือเพื่อนร่วมชั้นเรียนวิชาสัมมนา โดยบทความนี้เป็นเพียงแค่บันทึกประสบการณ์ส่วนตัวของผมเกี่ยวกับการทำโครงงานและวิจัยทางสายศิลป์ตามที่ผมได้เจอมาจากการเรียนวิชาทางด้านมนุษยศาสตร์-สังคมศาสตร์เพียงจำนวนหนึ่งเท่านั้น คือ วิชาปรัชญาและวิธีการทางประวัติศาสตร์ ของ อ.สิงห์ สุวรรณกิจ วิชาปัญหาในการศึกษาประวัติศาสตร์ล้านนา ของ อ.วราภรณ์ เรืองศรี วิชาสัมมนา ของ อ.อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ วิชาการสร้างความคิดรวบยอดทางสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ของ อ.อรัญญา ศิริผล และการเข้าค่าย Asean Research Workshop ของ ศูนย์อาเซียศึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ประสบการณ์เหล่านี้ไม่ใช่หลักการทำวิจัย 101 ดังที่ผมเคยเกริ่นนำเบื้องต้น เนื่องจากผมได้กลับมาทบทวนตนเองแล้วมีความเห็นว่าตัวผมเองยังขาดประสบการณ์ในการทำวิจัยอีกมาก และสิ่งที่อยู่ในความคิดของผมอาจจะผิดก็เป็นได้ แม้ว่าผมจะได้เรียนรู้ประสบการณ์การทำวิจัยจากคณาจารย์หลายท่าน แต่ความผิดพลาดที่อาจจะเกิดขึ้นข้างหน้าเป็นของผมแต่เพียงผู้เดียว

เดิมทีผมมีประสบการณ์การทำวิจัยเพียงส่วนหนึ่งจากการเข้าร่วมค่ายเสริมประสบการณ์ทางวิทยาศาสตร์ที่จัดโดยหน่วยงานภาครัฐที่มีบทบาทในการวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีหน่วยงานหนึ่งตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น อันมีผลทำให้ผมค่อนข้างจะมีระบบความคิดในการทำวิจัยทางวิทยาศาสตร์อยู่จำนวนหนึ่ง โดยขั้นตอนของวิธีคิดเหล่านี้โดยส่วนมากจะเป็นไปตามลำดับ ดังนี้ (1) สังเกตและตั้งคำถาม (2) ตั้งสมมติฐาน (3) ทบทวนวรรณกรรม (4) วางแผนการทดลอง (5) อภิปรายและสรุปผลการทดลอง ซึ่งแต่ละขั้นตอนจะมีรายละเอียดดังนี้

การสังเกตและการตั้งคำถาม จะเน้นการใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 เพื่อค้นหาข้อสงสัยจากปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ เช่น ทำไมใบไม้มีสีเขียว? พอได้คำถามก็ต้องลองเดาคำตอบจากการตั้งสมมติฐาน จากนั้นจึงทบทวนวรรณกรรมเพื่อดูว่ามีใครเคยศึกษามาก่อนหรือไม่ว่าทำไมใบไม้มีสีเขียว? หรือไม่ก็ค้นคว้าว่าเคยมีใครศึกษาสีที่ปรากฏในสิ่งมีชีวิตหรือไม่? พอค้นคว้าเอกสารเสร็จแล้วและสมมติว่ายังไม่มีใครค้นคว้าเรื่องทำไมใบไม้มีสีเขียว ก็มาสู่ขั้นตอนของการวางแผนการทดลองซึ่งจำเป็นจะต้องใช้พื้นฐานความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่มี (รวมถึงข้อมูลที่ได้จากการทบทวนวรรณกรรม) เพื่อออกแบบวิธีการศึกษา อย่างที่ผู้เขียนยกตัวอย่างก็อาจจะใช้กล้องจุลทรรศน์และวิธีการทำสไลด์ใบไม้เพื่อดูว่าในเซลล์ในใบไม้มีลักษณะอย่างไร? พอได้คำตอบจากการทดลอง ก็สามารถอภิปรายและสรุปได้ว่าใบไม้มีสีเขียวเพราะเซลล์ใบไม้มีก้อนรงควัตถุสีเขียวที่นักวิทยาศาสตร์เรียกกันว่าคลอโรฟิลล์ เป็นต้น

แต่วิธีคิดในการทำวิจัยทางวิทยาศาสตร์ไม่สามารถนำมาปรับใช้กับการทำวิจัยในสายศิลป์ได้โดยตรง โดยผมมีความเห็นว่า (1) การวิจัยในสายศิลป์ไม่ได้เป็นการทำวิจัยโดยอาศัยขั้นตอนตั้งแต่อันดับแรกไปจนถึงอันดับสุดท้ายได้ตามลำดับโดยตรง แต่สามารถ “กลับไปกลับมา” ได้ตลอดเวลา (2) การวิจัยในสายศิลป์ไม่สามารถใช้การสังเกตเชิงประจักษ์ได้เพียงอย่างเดียว แต่จำเป็นต้องสร้าง “ชุดความคิด” ชุดหนึ่งเพื่อใช้เป็นแผนที่ในการทำวิจัยเพื่อทำให้สามารถตอบคำถามวิจัยได้ตามที่ตั้งใจไว้ ภาษาวิชาการจะเรียกว่าจะต้องสร้าง “กรอบความคิดรวบยอด” (conceptual framework) โดยอาศัยการสร้างความคิดรวบยอด (conceptualize) จากการอ่านข้อมูลหลายกลุ่มๆ หรือทฤษฎีหลายๆ ทฤษฎี หรือแนวคิดหลายๆ แนวคิด เพื่อให้ได้ชุดความคิดชุดหนึ่งที่เป็นประโยชน์ในการทำวิจัย ซึ่งการสร้างชุดความคิดนี้ถือเป็นสิ่งที่ยากที่สุดสำหรับการทำวิจัย

ผมจึงจะแบ่งปันประสบการณ์ในการทำรายงานหรือการทำวิจัยจากการเรียนรายวิชาที่ผ่านมา คือ การเรียนกับ อ.

สิงห์ อ.วราภรณ์ อ.อรรถจักร์ และ อ.อรัญญา เพื่อเป็นการช่วยให้เพื่อนๆ คนอื่นสามารถทำความเข้าใจแนวทางการทำรายงานหรือการทำวิจัยได้ในระดับเบื้องต้น และอาจจะเป็นประโยชน์สำหรับการต่อยอดในระดับสูงต่อไปในอนาคต

ตอนที่ผมเรียนกับ อ.สิงห์ ผมจะต้องทำรายงานเนื้อหาไม่ต่ำกว่า 10 หน้าไม่รวมบรรณานุกรม โดยในวิชานี้ผมทำรายงานเรื่อง ประวัติศาสตร์วิทยาศาสตร์ในวารสารวิทยาศาสตร์ ซึ่งผู้เขียนได้ชุดความคิดมาจากการอ่านวารสารวิทยาศาสตร์ของสมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทยย้อนหลังตั้งแต่ฉบับแรกและอ่านไปอีก 20 ปี จนถึง พ.ศ. 2509 โดยประมาณ ซึ่งผมเคยเขียนสรุปชุดความคิดของรายงานชิ้นนี้ในเฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2559 ความว่า


“เพิ่งไปค้นเอกสารจากหอสมุดกลางมา เจออะไรที่น่าสนใจมาก เลยอยากจะนำเสนอเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน

จากการค้นข้อมูลจากวารสารวิทยาศาสตร์ของสมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ตั้งแต่ พ.ศ.2490-2514 ผมพบหลักฐานที่น่าสนใจในด้านของพัฒนาการความคิดทางวิทยาศาสตร์ ดังนี้

1. ในช่วงสมัย จอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี หลังการรัฐประหาร พ.ศ. 2490 สมาคมวิทย์ฯ (ซึ่งมีที่มาที่ไปจากกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นหลัก) ได้นับกลุ่มคนจากสาขา วิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ แพทยศาสตร์ เภสัชกรรม ฯลฯ และมองว่าวิทยาศาสตร์เป็นฐานที่จะทำให้ประเทศเจริญก้าวหน้าทางด้านอุตสาหกรรม สังเกตว่าเนื้อหาในช่วงนั้นจะมีการนำเสนอความรู้ด้านอุตสาหกรรมค่อนข้างมากพอสมควร (ประมาณ 2-3 เรื่องต่อนิตยสารหนึ่งเล่ม)

2. หลังการเข้ามาของ จอมพล สฤษฏิฺ์ เนื้อหาของวารสารเริ่มไปให้พื้นที่กับการนำเสนอความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์มากขึ้น และเริ่มลดพื้นที่การนำเสนอข้อมูลทางด้านอุตสาหกรรมน้อยลง โดยสมาคมวิทย์ฯได้จัดโครงการ “เสาะแสวงหาปรีชาญาณ ทางวิทยาศาสตร์ในประเทศไทย” ตอนแรกโครงการนี้ให้ทุนสนับสนุนนักศึกษาที่ศึกษาในวิทยาศาสตร์หลายสาขาทั้ง natural science และ applied science แต่เวลาต่อมาไม่กี่ปี (พ.ศ. 2504) ได้ให้การสนับสนุนแค่สาขา fundamental science คือ ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา ชีวเคมี จุลชีววิทยา ธรณีวิทยา ฯลฯ แสดงว่าชุมชนนักวิทยาศาสตร์ในสมัยนั้นเริ่มแยก "วิทยาศาสตร์บริสุทธิ์" ออกจาก "วิทยาศาสตร์ประยุกต์" แต่กลับมองว่าวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์ยังมีความสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศอยู่

3. หลักฐานที่น่าสนใจมากอยู่ในวารสารฉบับครบรอบ 20 ปีของสมาคมวิทย์ฯ ใน พ.ศ. 2509 ซึ่งมีการรวมบทความจากผู้คนในยุคเริ่มก่อตั้งสมาคม และได้มีคำพูดของ อ.ประดิษฐ์ เชี่ยวสกุล ที่กล่าวถึงความนิยมเรียนสาขาแพทย์และวิศวะที่เพิ่มมากขึ้น แต่เด็กไทยนิยมเรียนวิทยาศาสตร์ลดน้อยลง ผมคิดว่าหลักฐานนี้สามารถบ่งบอกได้ว่ากลุ่มอาชีพนักวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์ได้แยกจากกลุ่มอาชีพนักวิทยาศาสตร์ประยุกต์ (แพทย์ หรือ วิศวะ) อย่างสมบูรณ์ และมีการให้ความสำคัญกับวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์อย่างชัดเจน โดยไม่กล่าวถึงสาขาวิทยาศาสตร์ประยุกต์เลยแม้แต่น้อย

4. ความพยายามยกระดับวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์ในสังคมไทยเพียงอย่างเดียว นำมาสู่ความคิดในอุดมการณ์ "วิทยาศาสตร์บริสุทธิ์พัฒนาชาติ" ในหน่วยงานทางวิทยาศาสตร์ของภาครัฐหลายหน่วยงาน รวมถึงการให้ทุนการศึกษาสนับสนุนการเรียนในสาขาวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์ของทุนจากกระทรวงศึกษาธิการ (พสวท. และ ทุนเรียนดีวิทย์ฯ)

ผมจะนำข้อมูลเรื่องพัฒนาการของการเปลี่ยนแปลงความคิดจากวารสารวิทยาศาสตร์ไปค้นคว้าและอภิปรายต่อเป็นบทความและงานวิจัยอื่นๆ ต่อไปในอนาคต” 

ชุดความคิดดังที่ผมยกมาข้างต้นเป็นข้อสังเกตจากการอ่านวารสารและจับประเด็นบางประเด็นเกี่ยวกับความคิดทางวิทยาศาสตร์และการให้คุณค่าต่อความรู้ด้านวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์หรือวิทยาศาสตร์ประยุกต์ และนำมาใช้ในการเรียบเรียงและเขียนจนเสร็จเป็นรายงานออกมา แต่รายงานชิ้นนี้ผมไม่ได้เผยแพร่ที่ไหนเพราะคิดว่ายังมีข้อบกพร่องในส่วนบทสรุปอีกมาก

การเรียนวิชาปัญหาการศึกษาประวัติศาสตร์ล้านนากับ อ.วราภรณ์ เป็นครั้งแรกที่ผมได้ฝึกเขียนสมมติฐานและการเขียนพรมแดนความรู้โดยตรง พรมแดนความรู้คืออะไร? สำหรับผมแล้วพรมแดนความรู้ก็ไม่แตกต่างไปจากการทบทวนวรรณกรรมในการทำวิจัยทางวิทยาศาสตร์มากนัก แต่การทำพรมแดนความรู้ (ตามความเข้าใจของผมคนเดียว) จะต้องสามารถจัดกลุ่มของงานเขียนและสามารถมองเห็นช่องโหว่หรือสามารถสร้างความเชื่อมโยง (หรือไม่เชื่อมโยง) ระหว่างงานกลุ่มต่างๆ ได้อย่างชัดเจน การแบ่งกลุ่มและการมองหาช่องโหว่ทำให้เราสามารถบอกได้ว่างานวิจัยของเรานั้นจะช่วยอุดช่องโหว่งานเก่าๆ ที่มีคนอื่นเคยทำได้มากน้อยแค่ไหน ซึ่งพรมแดนความรู้ที่ดีจะต้องอาศัยการรวบรวมงานเขียนจำนวนมาก

ส่วนรายงานที่ผมทำกับ อ.วราภรณ์ นั้น ผมมีปัญหาในการสร้าง “ชุดความคิด” ของรายงานเป็นอย่างมาก เพราะตอนแรกคือผมอยากทำเรื่องการรับน้องในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ แต่พอสืบค้นข้อมูลจำนวนหนึ่งและบังเอิญไปเห็นประกาศของทบวงมหาวิทยาลัยว่าด้วยการควบคุมการจัดกิจกรรมรับน้องให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย จึงเกิด “ไอเดีย” ว่าไม่ใช่มีแค่รุ่นพี่ หรือ มหาวิทยาลัย หรือ ระบบอุปถัมภ์ในสังคมไทย เท่านั้น ที่เป็นตัวละครในการรับน้อง แต่ยังมีทบวงมหาวิทยาลัย (หรือสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาในปัจจุบัน) ซึ่งมีสถานะเทียบเท่ากระทรวงและเป็นตัวแทนของรัฐที่มีส่วนสำคัญโดยอ้อมในการรับน้องเช่นเดียวกัน พอได้ชุดความคิดนี้ ผมจึงไปอ่านข้อมูลจากเอกสารของทบวงมหาวิทยาลัยเท่าที่จะหามาอ่านได้จำนวนหนึ่ง (ซึ่งผมไปเจอการแสดงตัวย่อ SOTUS ในจดหมายข่าวรายสัปดาห์ของทบวงมหาวิทยาลัยในช่วงต้นทศวรรษ 2540) แต่ผมกลับมีปัญหาในการเขียนสมมติฐานเพราะว่าชุดข้อมูลที่ผมมีกับการเขียนในตอนแรกไม่สัมพันธ์กัน และ อ.วราภรณ์ ไม่ให้ผ่าน จนทำให้ผมเครียดมากและทิ้งงานไปเดือนหนึ่ง จนกระทั่งพอกลับมาทำงานจนเสร็จนั้น จู่ๆ ผมก็สามารถเขียนสมมติฐาน (หรือการเดาว่ารายงานนี้น่าจะมีเนื้อหาประมาณนี้ เพราะ...) และเขียนเนื้อหาส่วนที่เหลือได้จนเสร็จ

แม้รายงานในวิชา Prob Lanna จะยังมีข้อบกพร่องอีกมา แต่ผมก็แก้ไขรายละเอียดปลีกย่อยส่วนหนึ่งและนำไปลงประชาไทเป็นบทความชื่อเดียวกันกับรายงานคือ ทบวงมหาวิทยาลัยกับการรับน้องประชุมเชียร์ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (สามารถอ่านได้ที่ https://prachatai.com/journal/2017/08/72701) ซึ่งอาจจะเป็นตัวอย่างที่ดีหรือไม่ดีในการเขียนรายงานต่อไปในอนาคต

                                        (โปรดติดตามตอนจบ เร็วๆ นี้)

SHARE
Written in this book
มีความเรียง
เรียงความคิด ร้อยคำนึง หลากกาล หลายเทศะ
Writer
Moreyearold
Normal person
แก่ขวบ...คนธรรมดาที่ชอบเสพความคิดผ่านตัวอักษร และขีดเขียนบ้าง นาน นาน ที

Comments