ฟ้าฝนแกล้งกันอย่างนี้เสมอ
เราไม่แน่ใจว่าตัวเองกลายเป็นคนเกลียดและกลัวสายฝนตั้งแต่เมื่อไร ตอนเด็ก ๆ เราชอบวิ่งเล่นน้ำฝนมาก จนบ่อยครั้ง แม่ต้องเรียกไปดุด้วยความเป็นห่วง กลัวจะไม่สบาย แต่เราก็ไม่เคยเข็ด

เราเคยชอบบรรยากาศเวลาฝนพรำ เสียงหยดน้ำกระทบใบไม้และหลังคาบ้านเป็นเหมือนเพลงจากกล่องดนตรีที่กล่อมจนหลับสบาย กลิ่นไอดินชื้นชุ่มทำให้ลมหายใจผ่อนคลายเสมอ และอีกอย่าง เราชอบสายฝน เพราะมันทำให้โลกทั้งใบเขียวชอุ่ม

เราเคยถือคติว่า “อยู่ใต้ฟ้า จะไปกลัวอะไรกับฝน” เพราะเปียกได้ ก็แห้งได้ แถมยังมั่นใจว่าเราแข็งแรงพอ มีภูมิต้านทานมากกว่าตอนเด็ก ๆ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกหากคนในบ้านจะเห็นเราเดินกลับมาด้วยสภาพเปียกปอน หยดน้ำจากผมเกาะพร่างพรายเต็มกรอบหน้า ในขณะที่อ้อมแขนอุ้มกระเป๋าใส่ของที่ห่อด้วยถุงพลาสติกอีกที

ใช่ เรากลัวข้าวของเปียก แต่ไม่เคยกลัวตัวเองเปียก

เพื่อนมักถอนหายใจใส่เราเสมอ บ้างก็หาว่าเราบ้าเกินไปที่ชอบตากฝน ขณะที่คนปกติพยายามจะเลี่ยงกัน แรก ๆ เราก็หงุดหงิดอยู่หรอกที่โดนวิจารณ์แบบนั้น แต่ตอนนี้ เมื่อมองย้อนกลับไป เรากลับพบว่า ความกล้านั้นจะส่งผลดีก็ต่อเมื่อกล้าในสิ่งที่เหมาะสมและมั่นใจแล้วว่าปลอดภัย

ไม่ใช่ออกไปลุยกับทุกเรื่องจนไม่ห่วงตัวเอง



วัันหนึ่ง สายฝนที่เคยพาแต่เรื่องสนุก ๆ เข้ามาก็เริ่มใจร้ายกับเรา เมื่อก้าวออกจากอาคารหลังใหญ่อย่างมั่นใจ ท่ามกลางผู้คนที่พะวงอยู่กับการค้นร่มในกระเป๋า เรากลับยิ้มด้วยความรู้สึกเหนือกว่า ยิ้มอย่างคนเพิ่งวิ่งเข้าเส้นชัยเป็นคนแรก เพราะเราจะได้ออกไปรอรถก่อนและถึงบ้านก่อนคนที่มัวรอให้ฝนซา ทันใดนั้นเอง สายน้ำจากด้านล่าง--ไม่ใช่หยดน้ำจากฟ้า--ก็สาดโครมเข้าใส่ตัวเราอย่างรวดเร็วจนแม้แต่หันหน้าหลบก็ยังทำไม่ทัน เสียงเครื่องยนต์ค่อย ๆ เบาลงตามระยะทางที่รถคันนั้นวิ่งห่างออกไป พร้อมกับที่เราค่อย ๆ เรียกสติกลับมาได้

วันนั้น ผู้หญิงคนที่เคยยินดีกับการเปียกฝน ต้องยืนหัวเสีย ทำอะไรไม่ถูกอยู่ที่ป้ายรถเมล์ เสื้อสีอ่อนเปรอะเปื้อนไปด้วยดินโคลนที่มากับน้ำจากพื้นถนน

แทนที่เราจะโทษรถคันนั้นที่ขับเร็วเกินไปจนน้ำกระเด็น หรือโทษตัวเองที่ไม่ยืนหลบไปทางด้านในเหมือนคนอื่น ๆ เรากลับโทษฝนว่าทำไมต้องมาตกตอนที่เราอยู่นอกบ้าน

และวันนั้นคงเป็นวันแรกที่เรารู้สึกติดลบกับมัน

เราก้าวขึ้นรถเมล์อย่างคนเสียความมั่นใจ เพราะสภาพตอนนั้นมอมแมมจนใคร ๆ ก็มอง 
ครั้นมีที่ว่าง ก็ยังไม่กล้านั่ง เพราะกลัวทำเบาะเปื้อน

สายตาทุกคู่ของคนในบ้านมองเราอย่างประหลาดใจ...ไม่ใช่เพราะเรากลับมาในสภาพนั้น ทุกคนชินกับการที่เสื้อผ้าเราเปียกโชกกลับมาอยู่แล้ว ถ้าจะเพิ่มเศษฝุ่นเศษดิน คงไม่ใช่เรื่องน่าตกใจ...แต่เพราะเราก้าวฉับ ๆ ขึ้นไปบนห้องนอนโดยไม่พูดจาทักทายกับใครสักคำต่างหาก

“ไม่มีอะไร แค่เหนื่อย” คือคำตอบที่เราให้ในตอนเช้า เรากลับสู่ความร่าเริงเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ยกเว้นความกังวลในสีหน้าทันทีที่เงยหน้ามองท้องฟ้าแล้วเห็นแต่เมฆสีเทาขนาดมหึมาตั้งเค้าอยู่

เรามั่นใจว่าเรายืนหลบมาอยู่ด้านในสุดของป้ายรถเมล์แล้ว แต่ฝนก็ตกหนักเหลือเกินจนน้ำบนถนนระบายลงท่อไม่ทัน ทันใดนั้น สิ่งที่เรากังวลก็เกิดขึ้นซ้ำอีกครั้ง

รถหรูสีดำแล่นด้วยความเร็วเหมือนอยู่บนทางด่วนผ่านหน้าไป ทิ้งให้คนในป้ายรถเมล์ตัวเปียกเลอะเทอะไปด้วยสายน้ำที่ดีดตัวออกจากล้อรถ ถึงจะไม่ใช่เราคนเดียวที่อยู่ในสภาพนั้น แต่เราก็ไม่อยากทนสภาพแบบเดิมบนรถเมล์ จึงตัดสินใจยอมเดินกลับบ้าน เผื่อว่าสายฝนที่เราเคยสนุกกับมัน จะช่วยล้างเศษดินเศษตะกอนบนตัวเราออกไปได้บ้าง

แต่ไม่เลย

รถจักรยานยนต์ขับเลียบมาข้างทางเท้าผ่านเราไป สาดทิ้งไว้แต่น้ำอุ่น ๆ ปนเม็ดกรวดทรายเต็มขาทั้งสองข้าง เราพยายามไม่สนใจเพราะอยากกลับบ้านไปอาบน้ำให้เร็วที่สุด แต่เมื่อย่ำเท้าผ่านเขตที่มีการก่อสร้าง เราก็ลงเท้าพลาดจนเหยียบลงไปในน้ำโคลนและเศษปูน เพราะน้ำขังจนมองไม่เห็นว่าตรงนั้นเป็นแอ่งเล็ก ๆ

ทุกอย่างเกิดขึ้นติดกันจนเราเริ่มเปลี่ยนจากความหงุดหงิดต่อสิ่งรอบตัว เป็นโกรธตัวเองที่ไม่ว่าจะเลือกขึ้นรถเมล์หรือเดิน ก็ต้องเจอปัญหาไปหมด 
ในวันวันเดียว เราโดนรถสาดน้ำใส่ถึงสองครั้ง แถมยังเดินไม่ระวังจนรองเท้าจมลงไปในน้ำโคลนอีก

เรารู้สึกถึงน้ำอุ่น ๆ ที่คลออยู่ตรงหัวตา ทันทีที่เดินถึงซอยบ้านแล้วพบว่าฝนตกมาทั้งวันจนน้ำท่วมซอย...บ้าที่สุด
สำหรับบางคนมันอาจฟังดูตลก 
แต่ความรู้สึกของเรามันเหมือนเมฆที่อุ้มน้ำจนอิ่มแล้วกำลังจะกลั่นตัวเป็นหยาดฝน 

ยัง...เมฆก้อนนั้นยังต้องอุ้มน้ำไว้อยู่ แม้ความจริงฝนเม็ดใหญ่พร้อมจะตกลงมาทุกเมื่อ เพราะเสียงของพ่อร้องทักมา ก่อนจะรีบเดินลุยน้ำเอาร่มมากางให้แล้วพาเราเดินกลับเข้าบ้านไปด้วยกัน

เรายืนเล่าเรื่องความโชคร้ายของเราให้พ่อกับแม่ฟังอยู่หน้าบ้านระหว่างที่ถอดรองเท้าผ้าใบออกแล้วหาที่ผึ่ง...พยายามเล่าราวกับว่ามันเป็นแค่เรื่องตลก ทั้งยังต้องคุมน้ำเสียงไม่ให้สั่น

เราร้องไห้ไม่ได้ ไม่ใช่เพราะเราไม่อยากร้องนะ แต่เราไม่รู้ว่าจะร้องด้วยเหตุผลอะไรดี

แม่ไล่ให้เราไปอาบน้ำสระผม พอลงมา ก็พบข้ามต้มอุ่น ๆ วางรออยู่ ไม่มีใครพูดอะไรกับเราสักคำ แต่แม่ลุกมาเป่าผมให้เรา ขณะที่พ่อกดเปลี่ยนช่องทีวีไปเป็นละครที่เราชอบ

วันนั้น เรากลืนข้าวต้มลำบากเป็นพิเศษ เพราะต้องห้ามไม่ให้ฝนในใจเราเทลงมา แต่ก็เป็นวันที่เราเข้านอนด้วยความสบายตัวและสบายใจอย่างที่ไม่ได้คิดว่าจะเป็น หลังจากที่เจอมรสุมกลั่นแกล้งมาตลอดวัน



แต่นับจากวันนั้น เราก็ยังไม่หายกลัวฝน
มันเพิ่มระดับจากความเกลียดเป็นความกลัวในคืนที่เราสะดุ้งตื่นด้วยเสียงฟ้าร้อง
 

เมื่อก่อน เราชอบให้ฝนตกตอนกลางคืนที่สุด เพราะมันทำให้บรรยากาศน่านอนมากขึ้น เราไม่เคยรำคาญเสียงฝนเลย ไม่เคยตื่นมากลางดึก จนกระทั่งหลังจากที่สายฝนทำร้ายเรา จึงตระหนักว่าฟ้าแลบฟ้าร้องนั้นทำให้บางคน ‘ผวา’ ได้อย่างไร

อาจเป็นเพราะเมื่อก่อนเรายังเด็ก จึงเห็นแต่มุมที่สวยงามของฝน เรายังไม่ต้องคิดต้องกังวลอะไร เพียงแค่ออกไปวิ่งเล่นกับสายน้ำจากฝักบัวอันยักษ์ 
เมื่อเปียก เมื่อเลอะ ก็แค่เดินเข้าบ้านมาอาบน้ำสระผม หรืออย่างมากก็แค่โดนดุนิดหน่อย

ครั้นพอเวลาผ่านไป เราเริ่มมีความคิด ความรู้สึก ความกังวล และความหวั่นไหวอย่างคนที่กำลังเติบโตพึงจะมี ทำให้พอเราออกไปท้าสายฝนเหมือนเมื่อก่อน เรากลับต้องโดนมันทำร้ายกลับมา เพราะเราไม่ใส่ใจที่จะพกร่มหรือเสื้อกันฝนออกไปป้องกันตัวเองสักอย่าง

เราพกออกไปเพียงความกล้าและความมั่นใจ ซึ่งมันไม่เพียงพอ 


วันนี้ฝนกำลังจะตกอีกแล้ว โชคดีที่เราพกร่มติดกระเป๋ามาด้วย เราเดินออกไปอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ แล้วกางร่มออก หวังว่ามันจะช่วยไม่ให้เปียกเลอะเทอะเหมือนครั้งก่อน ๆ

เราเพิ่งจะเริ่มคิดได้ว่า การมีร่มมันก็ดีอย่างนี้นี่เอง แต่เมื่อเดินไปสักพัก ลมกลับพัดแรงขึ้น ๆ 
แม้จะพยายามจับตัวร่มเอาไว้ แต่ก็ไม่สำเร็จ ลมพัดแรงจนโครงร่มของเราหักพับขึ้นไปข้างบน…

แล้วเราก็เดินกลับบ้านด้วยสภาพเดิม



เราไม่แน่ใจว่าตัวเองกลายเป็นคนเกลียดและกลัวสายฝนตั้งแต่เมื่อไร ตอนเด็ก ๆ เราชอบวิ่งเล่นน้ำฝนมาก แต่ตอนนี้ เรากลายเป็นคนที่เก็บตัว ถ้าทำได้ ก็จะพยายามอยู่แต่ในร่มทุกครั้งที่ฝนตั้งเค้า รอจนกว่ามันจะหยุดตก พยายามเลี่ยงสิ่งที่เราเคยรักตลอดมา 
ความเชื่อที่ว่า 'เปียกได้ก็แห้งได้' ของเราเหมือนโดนฟ้าผ่าใส่จนไหม้เกรียมไม่เหลือชิ้นดี

ไม่รู้ว่าวันไหนเราถึงจะออกไปเดินกางร่มฝ่าฝนเหมือนคนอื่นได้อีก…
 


แต่เราก็ยังพยายามนะ เรายังอยากเดินเอื่อย ๆ ฟังเสียงฝนตกใส่ร่มไประหว่างทาง หรือบางวัน ถ้าไม่มีธุระอะไร เราก็ยังอยากออกไปเล่นน้ำฝนได้เหมือนตอนเด็ก ๆ

ถึงตอนนี้จะยังกังวลทุกครั้งที่จำเป็นต้องฝ่าฝน และกลับบ้านมาอย่างหนาวสั่น แต่เราก็รู้ว่าทุกครั้ง จะมีข้าวต้มอุ่น ๆ และละครเรื่องโปรดรอยิ้มให้เราอยู่ :)
 
ขอบคุณภาพจาก https://www.pexels.com/photo/dew-glass-rain-raindrops-531906/
SHARE
Writer
ployputti
นักสะสมความทรงจำ
พื้นที่ทดลองเขียน

Comments