ฉันกับเขา
ตอนนี้ฉันมีความคิด เกิดเป็นคนว่าเหนื่อยแล้ว พอมีความรักยิ่งเหนื่อยเข้าไปใหญ่ นอกจาก 'เหนื่อยรัก' แล้วยัง 'เหนื่อยเลิกรัก' อีกด้วย

เหนื่อยรักของฉัน มันเริ่มตั้งแต่ตอนย้ายเข้ามาในโรงเรียนนี้ใหม่ๆ ฉันย้ายมาต่อม.ปลายที่นี่ เลขที่อยู่เกือบท้ายของชั้นเรียน ส่วน 'เขา' ก็ย้ายมาจากห้องทับสอง ตอนนั้นเราไม่ได้สนิทกันมากเท่าไหร่ แอบไม่ชอบขี้หน้าด้วยซ้ำ เพราะคาบชีวะเราอยู่กลุ่มเดียวกัน และเขาก็จ้อไม่หยุดจนน่ารำคาญ ด้วยนิสัยเฟรนลี่แต่ไหนแต่ไร แม้เพิ่งย้ายมาจากห้องอื่น กลับคุยสนิทกับเพื่อนในห้องไปทั่ว 

นี่เป็นเรื่องราวก่อน ที่ฉันจะ 'รู้สึกอะไรๆ' กับเขา ก่อน ที่เขาจะคบเพื่อนในห้องเป็นแฟน และ ก่อน ที่เราจะเป็นเพื่อนสนิทกัน ถ้าให้พูดจริงๆ ฉันเองก็ไม่รู้ว่าชอบเขามาตั้งแต่ตอนไหน รู้ตัวอีกทีคือ หยุดมองเขาไม่ได้ หยุดฟังเสียงเขาไม่ได้ หยุดคิดถึงเขาไม่ได้ อาจเป็นตั้งแต่ตอนนั้น วันหนึ่งในห้องสมุด ถึงจำได้เลือนราง แต่ฉันจำสถานการณ์จุดเปลี่ยนความรู้สึกตัวเองที่มีต่อเขาได้ดี

ทุกเที่ยงวันศุกร์เราต้องมาทำเวรบริการยืม – คืนหนังสือที่ห้องสมุด เพราะอาจารย์ที่ปรึกษาเป็นบรรณารักษ์ หากถามว่าฉันเริ่มสนใจอะไรบางอย่างในตัวเขา ถ้าพูดอีกอย่างคือ 'ตกหลุมชอบ' ละมั้ง มันคือเที่ยงวันหนึ่งที่เราอยู่เวรห้องสมุดวันเดียวกัน ฉันมีหน้าที่บริการยืม – คืนบัตรธรรมดา เอาบัตรที่เป็นกระดาษแข็งสีฟ้าสั้นๆ คล้ายแผ่นพับปั้มวันที่คืนหนังสือไปตามปกติ จู่ๆ ก็สะดุดชื่อของน้องคนหนึ่งที่ยืมหนังสือ ชื่อว่า 'ฟ้าจุติ' หืม ชื่อแปลก แปลว่า ฟ้าส่งมาเกิดแบบนี้เหรอ ระหว่างที่คิดไปเล่นๆ ก็สะกิดคนที่นั่งยิ้มกว้างอยู่ใกล้ๆ ว่า "คนนี้ชื่อแปลก ฟ้าส่งมาเกิด สงสัยคงต้องสวยมากแน่ๆ" เขาบอกว่า "เดี๋ยวรอดูตอนน้องคนนี้มาคืนหนังสือแล้วกัน" เราแอบลุ้นเบาๆ ว่าใครกันที่เป็นเจ้าของชื่อนี้ พอถึงตอนฟ้าจุติเดินมา เราสองคนมองหน้าเขาแบบตาไม่กระพริบ ปรากฏว่าน้องก็หน้าตาน่ารัก แต่น้องเขามีรอยยิ้มที่พิเศษ ริมฝีปากเขาแหว่งไปเล็กน้อย เรามองยิ้มๆ พอน้องฟ้าจุติเดินออกไป คนข้างๆ ก็พูดขึ้นว่า "แกน่ารักกว่าตั้งเยอะ"  

ฉันไม่รู้หรอกว่าเขาตั้งใจชม หรือมันเป็นนิสัยพูดจากวนๆ หว่านๆ ตามสไตล์ ชมคนอื่นแบบเคยปาก เหตุการณ์นี้ทำฉันประทับใจ เด็กหญิงหน้าตาธรรมดาที่ไม่ได้ป๊อบปูล่าร์ ไม่ได้เป็นดาวโรงเรียน ไม่ค่อยได้ถูกชมบ่อยๆ ได้รับคำชมจากเพื่อนชายที่ไม่คิดว่าจะได้ยินอะไรแบบนี้ ตั้งแต่นั้นมาฉันเริ่มมองเขาเปลี่ยนไป

ถ้าอยู่กลางสนาม ฉันจะมองเห็นเขาก่อนเป็นคนแรก 
ถ้าเพื่อนในห้องคุยกันเสียงดัง ฉันจะได้ยินแต่เรื่องที่เขาพูด ทุกการกระทำจากเขาดึงดูดเรา คาบเรียนชีวะที่เคยน่าเบื่อ จากที่เรานั่งเยื้องๆ กลุ่มกัน เขาก็ย้ายมานั่งกลุ่มฉันที่อยู่หลังสุด คงเพราะความขี้เกียจเรียนตามประสา เราชอบคุยกันเรื่องเพลง เราแบ่งเพลงกันฟังบ้างเวลาที่อาจารย์ไม่อยู่ ครั้งหนึ่งฉันบอกกับเขาว่า ฉันชอบเพลงนี้ ถ้าได้ฟังเพลงนี้แบบกีต้าร์สดคงเพราะน่าดู เรามีเทส มีรสนิยมบางอย่างเหมือนๆ กัน ทุกวันนี้ฉันยังจำได้อยู่เลย ว่าเพลงที่ฉันบอกเขาวันนั้น คือเพลงอะไร
When I fall in love with you
Anything is out of the blue
In the dark night there’ll be sunlight
And you’ll be the destiny that I’m going to

When I fall in love with you
Wish this dream is forever true
having you right here face to face
Let nobody else come between me and you

when I fall in love
ระหว่างที่ความประทับใจมันเพิ่มพูนขึ้น ฉันแอบพิสูจน์หลายๆ อย่างในตัวเขา แอบเช็คว่าเขามีท่าทียังไง คิดยังไงกับฉัน เช้าวันหนึ่ง ฝนตกหนักระหว่างโฮมรูม อาจารย์ให้พวกเราขนหนังสือที่อยู่ชั้นหนังสือล่างย้ายขึ้นไปชั้นบนสุด เพราะกลัวว่าน้ำจะท่วมเข้ามาในห้องสมุด พวกเราทั้งหมดแยกย้ายกันไปจัดคนละตู้ ระหว่างที่ฉันก้มๆ เงยๆ จัดหนังสือ เขาก็เดินเข้ามา และช่วยฉันจัดหนังสือ ท่ามกลางตู้หนังสือมากมาย เขาเลือกที่จะช่วยคนอื่นได้ แต่เขาเลือกเข้ามาช่วยฉัน ฉันไม่ได้คิดว่าเขาจะมีใจหรือไม่มีใจในทันที มันเป็นความดีใจเล็กๆ เหมือนสิ่งพิเศษในชีวิตกำลังจะเริ่มขึ้น แม้กระทั่งสติ๊กเกอร์หัวใจวันวาเลนไทน์ที่เขาติดให้ที่ปกเสื้อแบบที่เขาติดกันทั่วไป ฉันยังแอบดีใจไปหลายวัน การประทำหลายๆ อย่างของเขา ทำให้ฉันแอบเก็บไปคิดวันละเล็กวันละน้อยเหมือนเด็กสาวขี้มโน

ผ่านมา 1 ปี พวกเราในห้องเรียนทั้งหมดสนิทกันมากขึ้น ต้องทำกิจกรรมด้วยกันหลายอย่าง ทั้งกีฬาสี งานวิชาการ ไหนฉันจับพลัดจับพลูได้เป็นกรรมการนักเรียนอีก เขาเริ่มหัดเล่นดนตรี เป็นมือกีต้าร์ เป็นเทรนหรืออะไรที่ในตอนนั้นที่ผู้ชายในโรงเรียนจะต้องเล่นกีต้าร์เป็น จุดประสงค์คงจีบหญิง ทำเท่บลาๆ แต่สำหรับเขา ดนตรีเป็นสิ่งที่เขาทำได้ดีกว่าการเรียน เขาดูชอบมากเป็นพิเศษ เล่นเป็นจริงเป็นจัง แถมเล่นเก่งกว่าทุกคนในห้อง ฉันยังจำชื่อเพลงแรกที่เขาเล่นได้ ทุกวันนี้ ศิลปินคนนั้นเป็นศิลปินคนโปรดในดวงใจของฉัน คาบว่างๆ เราจะตั้งกลุ่มร้องเพลงกันภายในห้องสมุดช่วงที่ไม่เปิดบริการ ฉันร้องเพลงอะไร เขาเล่นเพลงนั้น เฮฮาตามประสา ดูเราเหมือนจะเข้ากันได้ดี 

ฉันไม่เคยคิดจะบอกความในใจ หรือแสดงท่าทีอะไรเป็นพิเศษ เพราะไม่ได้มีฉันคนเดียวที่รู้สึกพิเศษกับเขา ตอนนั้นดวงเองก็ออกตัวว่าชอบ และมีข่าวลือต่างๆ นานา ตอนเขาไปเรียนรด. ด้วยกัน พอเพื่อนแซวเยอะเข้าเขาก็ปฏิเสธ และดวงก็หันไปชอบคนอื่น ฉันคิดว่าตัวเองก็คงไม่ต่างกัน ฉันไม่รู้ว่าถ้าบอกความรู้สึกที่ฉันมีกับเขาแล้วมันจะเป็นยังไง เขาจะมองเรายังไง เพื่อนจะล้อไหม ท้ายที่สุดแล้วฉันจะกลายเป็นพวกขี้แพ้แอบรักข้างเดียวหรือเปล่า คิดมากมายไปหมด จนสุดท้ายก็แอบชอบเขาข้างเดียวมา 7 ปี 

แต่ก็นั่นแหละ ตามสูตร เมื่อไม่สู้เพื่อรัก ก็ไม่แปลกที่เราจะสูญรัก

ใช่ เขาคบหากับคนอื่น ผู้หญิงคนนั้นเป็นเพื่อนห้องเดียวกัน ฉันแทบจะสนิทกับเธอบางครั้ง เธอเป็นนักดนตรีวงโยธวาทิต เธอจะเป่าแซ็กโซโฟนหน้าเสาธงทุกเช้า เรียกได้ว่าเป็นเลิศด้านดนตรี ลุคเป็นคุณหนูเฟรนลี่ อีกอย่างที่ฉันคิดว่าเป็นจุดแข็งของความสัมพันธ์ คือเธอและเขาอยู่บ้านใกล้กัน น่าจะเริ่มจากการที่เขาไปฝึกเล่นกีต้าร์ด้วยกันบ่อยๆ  บ่อยเข้าจนเขาทั้งสองสนิทกัน และบ่อยเข้าจนได้คบกัน

...พูดได้เลยว่าหน้าชา เหมือนโดนน็อกเอ้าท์ทั้งที่ไม่เคยขึ้นชกมวยมาก่อน

ฮุกแรก คือ ฉันเห็นเขาเริ่มเดินตามติดเธอคนนั้นตลอดทั้งวันและทุกวัน 
ฮุกสอง คือ สถานะในเฟซบุ๊กที่ตั้งว่า 'คบหา' กันอย่างเปิดเผย 
และฮุกต่อๆ อีกมากมาย เช่น แต่งตัวคู่กันในวันทัศนศึกษา เขาขี่รถมอเตอร์ไซด์ไปรับ - ส่งเธอคนนั้นที่โรงเรียนทุกวัน เขาตามถ่ายรูปตอนเธอคนนั้นตอนไปอยู่ในขบวนงานประจำปี ช่วงนั้นถือเป็นจุดหักเหในชีวิต ฉันโกรธ เสียใจ ไม่พอใจ ฉันกลายเป็นคนขี้อิจฉา ไม่พูดคุย หรือมองหน้าสองคนนั้นอีก ทั้งๆ ที่เคยสนิททั้งสอง ถ้าต้องเดินผ่านพวกเขาใกล้ๆ ฉันยอมเดินอ้อมไกลๆ แทนดีกว่า ฉันโทรไประบายความในใจกับเพื่อนสนิทคนเก่าทุกวัน มันเจ็บปวดมากที่เราต้องเห็นภาพแบบนี้ทุกๆ วัน ...และเขาคือเหตุผลที่ทำให้ฉันเริ่มดื่ม

ก่อนหน้านี้เขาบอกว่าผู้หญิงเริ่มกินเหล้าเพราะอกหัก สำหรับฉันมันจริงที่สุด ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็เห็นแต่คู่รักที่น่าอิจฉาคู่นี้ ทั้งที่โรงเรียน โซเชียลเน็ตเวิร์ก ไหนจะความสนิทสนมทางบ้านของทั้งคู่ มันช่างดูเหมาะเจาะกันจริงๆ ฉันพยายามตัดใจแล้วแต่ก็ทำไม่ได้ แม้ตอนนั้น บั๊ก เพื่อนเก่าสมัยประถมเริ่มเข้ามาคุยด้วย แต่ฉันก็ให้เขาได้แค่ความเป็นเพื่อน โชคดีที่หลังจากนั้นไม่นาน ฉันเริ่มมีใครสักคนในชีวิตแบบจริงๆ จังๆ ความรู้สึกที่ฉันมีต่อเขาก็ค่อยๆ ถูกกดทับลงไป ผ่านไป 1 ปี ฉันสามารถมองเขาได้อย่างเต็มตา คุยกับเธอคนนั้นได้อย่างสนิทใจขึ้นอีกครั้ง

ฉันเริ่มคบหากับคนๆ หนึ่ง ได้ประมาณ 3 ปี เขาเป็นรุ่นน้อง การคบหาครั้งนี้ไม่ได้เป็นประชดหรือหักหลังใคร แต่มันเกิดจากความรู้สึกจริงๆ จนพูดได้ว่าเขาคนนี้คือคนรัก ตอนนั้นฉันคิดว่าฉันคงชอบเขาแบบเพื่อน ชอบที่ความน่ารักของเขา หรือหลงเสน่ห์แบบที่ดวงหลง ตอนนี้ฉันมีความรักที่แท้จริงของฉันแล้ว เรื่องของฉันกับเขามันก็คงจบลงเพียงเท่านี้ เรื่องราวมันเหมือนจะคลี่คลาย จนกระทั่งถึงวันที่แยกย้ายกันไปตามมหาลัย ตามความฝัน แต่เหมือนทฤษฎีธรรมชาติคัดสรร ก็จะมีไม่กี่คนที่ยังติดต่อไปไหนมาไหนด้วยกันอยู่ เรากลายเป็นเพื่อนมัธยมกลุ่มเดียวกันที่ยังนัดไปเที่ยว นัดดื่มด้วยกันอยู่ เป็นการกลับมาที่ทำให้เราสนิทกันอีกครั้ง

ช่วงมหาลัยปี 2 ความรักของฉันกำลังสั่นคลอน อยู่ๆ อะไรครึ้มอกครึ้มใจให้ฉันทักแชทไปหาเขา เราเริ่มคุยกันแบบทักทายตามประสา คุยเรื่องเกม เพลง แล้วก็เริ่มปรึกษาอะไรต่างๆ คุยกันเรื่อยๆ จากเย็นจนค่ำ จากเช้าจดเย็น แบบนี้ทุกวันตลอด 2 เดือน แต่การคุยกันไม่มีอะไรเกินคำว่าเพื่อนที่คอยปรึกษากันและกัน หลังจากนั้นไม่นานฉันก็เลิกกับแฟนรุ่นน้องคนนั้น คงคิดว่าฉันเป็นพวกคบซ้อนคุยซ้อน แต่เหตุผลที่ฉันเลิกไม่เกี่ยวกับเขาคนนั้น มันเกี่ยวกับเราสองคน มันเกี่ยวกับช่วงเวลาของวัยที่ต่างกัน เขากำลังอยู่ในช่วงวัยรุ่น วัยลองผิดลองถูก เขามีกลุ่มเพื่อนที่สนิทสนม และฉันก็เป็นสังคมอีกสเต็ป นั่นคือมหาลัย ตอนนี้มันยังมาบรรจบกันยาก ฉันไม่คิดว่าตัวเองจะเลิกกับคนๆ นี้ เขาเป็นทั้งรักแรก เป็นความหอมหวาน ช่วงเวลาก่อนหน้านี้มันมีแต่มวลของความสุข ทำให้ชีวิตวันเรียนมีสัน ที่สำคัญคือเขาทำให้ฉันเลิกกลายเป็นลูเซอร์ และได้เพื่อนกลับมาอีกครั้ง แต่ตอนนั้นปัญหาในตอนนั้นมันก็ยุ่งเหยิงจนฉันมานั่งแก้ไขความสัมพันธ์ของเราทั้งสองได้ เหมือนเราควรเบรคกันสักครู่ ฉันจึงคิดว่าควรปล่อยมือเขา ...ไปก่อน 

ระหว่างช่วงพักหัวใจพังๆ ฉันก็มีเขาเป็นที่พึ่ง เราเริ่มแชร์มุมมองความรักของแต่ละคนให้ฟัง ความรัก และความลับของเขาที่ไม่มีใครรู้ วันหนึ่งเราคุยกับเขาร่วม 3-4 ชั่วโมง จนถึงตี 3 ฉันยอมรับว่าเริ่มรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนพิเศษ แต่เราก็ไม่ได้เป็นอะไรไปมากกว่าเพื่อน เราเรียกกันและกันว่า “กัลยาณมิตร” มหาลัยเราอยู่ทางเดียวกัน บางครั้งฉันก็รอเขากลับบ้าน รอแบบไม่รู้สึกเหนื่อยหรือท้อ บางทีเขาก็ตอบแทนด้วยพาไปเลี้ยงข้าว แล้วฉันก็ซื้อขนมไปให้ ฉันไม่เรียกว่ามันคือเดต เพราะเราไม่ได้คบกัน

ความรู้สึกของเรา ไม่สิ ความรักของฉันมันเพิ่มทวีขึ้น จนคิดว่าหรือวันหนึ่งมันจะสั่นคลอนความรักของเขา และฉันไม่อยากทำร้ายใคร ฉันก็ไม่รู้ด้วยว่าฉันอยู่ในฐานะอะไร บางครั้งเขาก็พูดว่าเป็นห่วง คิดถึง บางทีก็หลุดมาว่ารัก ฉันทำเป็นขำๆ ไม่เคยพูดอะไรแบบนี้กับเขา แต่ความจริงแล้วดีใจ ดีใจมาก มันเหมือนฝันในวันเด็กเป็นจริง คนที่เราเคยชอบมาก มาชอบเราตอบ คนที่เราใฝ่ฝันมาตลอดได้มาอยู่กับเราในตอนนี้

ฉันพูดตรงๆกับเขาว่า ถ้าฉันทำให้ใครมีปัญหาอะไร ฉันจะออกไปทันที เขาบอกให้อยู่ไปแบบนี้ อยู่กันไปนานๆ แต่ฉันกังวลในตัวตนของตัวเอง บางครั้งก็หึงหวงที่เขาไปไหนมาไหนกับแฟนของเขา วันไหนที่เขาอยู่แฟน เขาจะไม่คุยกับฉัน เขาจะหายไป คงเป็นจุดนี้ที่ทำให้ฉันได้รู้ว่าหรือเรากำลังกินน้ำใต้ศอกของใคร ซึ่งมันไม่ใช่ตัวฉัน ฉันควรมีค่ามากกว่านี้ ฉันสับสนไปมาหลายตลบ จนวันที่ตัดสินใจจะเดินออกมา ฉันก็ถอยออกมาจริงๆ หยุดคำทักทายรายวัน หยุดรายงานชีวิตประจำวัน จนเราลดระดับมาอยู่ในฐานะเพื่อนกันธรรมดา

แต่อย่างที่บอกว่าเราเป็นเพื่อนกลุ่มเดียวกันไปแล้ว เวลาไปเที่ยวที่ไหน เราก็ต้องไปด้วยกัน ไปลำบาก หรือไปสนุก ฉันเริ่มปล่อยวางความรู้สึกที่มีต่อเขา แล้วปล่อยให้ความสัมพันธ์ฉันท์เพื่อนของพวกเรามันเป็นไปตามธรรมชาติ 
เราเป็นเพื่อนกันมันก็ดีแล้ว จะได้ไม่ต้องมีใครเสียใจไปมากกว่านี้ไหนจะดา ที่เปิดตัวว่าชอบเขาตอนช่วงที่ใกล้จบม.ปลายซึ่งทุกคนก็รับรู้ และก็เป็นฉันอีกครั้งที่ต้องเก็บความรู้สึกนี้ ไอ้ความเจ็บจี๊ดๆ ในใจ เก็บไว้ในลึกกว่ามหาสมุทรที่เราเคยไปเที่ยวกัน
...พอใครๆ รู้ว่าเราชอบใครสักคนแล้วมันไม่สมหวังมันดูขี้แพ้เนอะ ฉันไม่ได้อยากอยากดูเป็นผู้ชนะ แต่ความไม่มั่นใจ ทำให้ฉันไม่กล้าเปิดเผยสิ่งที่รู้สึก และอีกเหตุผล คือ มันเลยจุดที่เราจะมาเปิดเผยความรู้สึกอะไรตอนนี้แล้ว ก็ทำได้แต่ภาวนาไปวันๆ แต่ละทริป ไม่ให้มีอะไรมาขยับเขยื้อนความสัมพันธ์ที่มันกำลังจะคงที่

แต่แล้ววันนึงสิ่งที่ฉันภาวนามันก็ไม่ได้ผลอีกต่อไป

SHARE
Writer
nRm
Author
ความรู้สึกอะไรที่เราไม่สามารถ บรรยายออกมาเป็นคำพูดได้ ‘จงเขียน’

Comments