บทเรียนบนผืนป้ายผ้า : จากดรามาสู่การพัฒนาตัวเอง

ช่วงที่เราค้นหาข้อมูลเพื่อประกอบงานเขียนนิยายที่ลงเว็บ Fictionlog วันนี้
เราก็ได้เหลือไปเห็นดรามาที่ชวน WTF มาก ๆ เรื่องหนึ่งของปีนี้ (สำหรับเราเพียงคนเดียว)

มันคือกรณีเรื่องขบวนพาเหรดล้อเลียนการเมืองจากงานฟุตบอลประเพณีจตุรมิตรครั้งล่าสุด (วันที่ 11 พฤศจิกายน 2560) ที่จัดขึ้น ณ สนามศุภชลาศัย  ที่เหล่านักเรียนมีการเขียนป้ายผ้าล้อเลียนสังคมขึ้นมา  และที่มันมีประเด็นคือป้ายผ้า 3 ผืน

ป้ายผ้าทั้งสามผืนนี้ก็ได้กลายเป็นประเด็นถกเถียง (หรือจะเรียกว่าด่าทอดี ? ) อย่างใหญ่โตในอินเทอร์เน็ต  มีทั้งคนที่ออกมาบอกว่านี่คือการดูถูกดูแคลนประเทศของตัวเอง  บ้างก็ว่าที่มันกะลาล้าหลังมันเพราะคนไม่ใช่ประเทศซะหน่อย  บ้างก็ว่ามันเป็นความจริงแค่นี้ทำเป็นรับไม่ได้  บ้างก็ว่านี่อาจจะเป็นการใช้นักเรียนเป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อจุดประสงค์บางอย่าง ฯลฯ  จนออกข่าวไปทั่วทั้งเว็บไซต์สำนักข่าว เพจชื่อดัง แม้แต่ในทีวีก็ยังออกข่าวนี้  ซึ่งถ้าใครอยากตามว่ามีการถกเถียง(?)อะไรบ้างก็ไปค้นหากันตามสะดวกครับ


——————————


สำหรับเราผู้ซึ่งไม่เคยฝักไฝ่เรื่องการเมืองหรือกรณีพิพาทอื่นไม่ว่าฝ่ายไหนหรือเหตุการณ์ใด
เราจะไม่ขอออกความเห็นว่าใครถูก ใครผิด หรือมันมีอะไรเบื้องหลัง  เพราะเราโง่เกินไป...มั้งนะ
เราไม่ขอเข้าข้างใครทั้งนั้น เพราะในฐานะคนนอกเหตุการณ์ทำให้เราไม่รู้เรื่องตื้นลึกหนาบางของเหตุการณ์ที่ไม่เกี่ยวข้องกับตัวเอง  จึง (คิดเอาเองว่า) ไม่มีสิทธิ์วิพากย์วิจารณ์ตั้งแต่แรก

แต่เรากลับมองเห็นอะไรบางอย่างที่ล้ำค่ามาก ๆ จากกรณีความบาดหมางในทำนองนี้
และมันอาจจะเปลี่ยนแนวความคิดในการใช้ชีวิตของเราไปอีกนานเลย


อย่างแรก...
หากลองสังเกตเฉพาะสิ่งที่เราสามารถสังเกตได้ (ไม่รวมการทึกทักเอาเอง ฟังคนอื่นมา หรือโดนยุยงปลุกปั่นใด ๆ )  เหตุการณ์ในลักษณะนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดขึ้นเลย
การพยายามใช้คำดูถูกดูแคลนประเทศไทยโดยคนที่อาศัยอยู่ในประเทศเสียเองมีมานานระยะหนึ่งแล้ว  โดยเฉพาะในปัจจุบันมีอินเทอร์เน็ตที่สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารได้รวดเร็วทันใจด้วยก็ยิ่งเห็นได้ชัด (ไม่เชื่อลองไปหาพวกกระทู้หรือโพสต์ที่คนทะเลาะกันเยอะ ๆ สิ)
ซึ่งมันทำให้เราตั้งคำถามขึ้นมาในใจหลายครั้งว่า ทำไมบางคนถึงชอบด่าประเทศตัวเอง ?
ยิ่งกรณีนี้เป็นการที่นักเรียนทำป้ายออกมาประชดประชันด้วย...มันก็ยิ่งน่าสนใจ


อย่างที่สอง...
เรามักจะอ้างกันเสมอว่า "นี่คือสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก"
มีสิทธิ์จะพูดอะไรก็ได้ จะด่าใครก็ได้ จะล้อเลียนใครก็ได้ หรือแม้แต่จะไปกระทืบใครก็ได้(?)
แต่หากสังเกตดี ๆ แล้วทุกครั้งที่มีเรื่องเกิดขึ้น จะมีกลุ่มคนจำนวนหนึ่งที่พยายามเถียงกันด้วยการโจมตีตัวบุคคลอีกฝ่ายอยู่เสมอไม่เคยเปลี่ยน
ไม่ว่าจะเป็นการไล่ฝ่ายตรงข้ามให้ไปตาย  ด่าฝ่ายตรงข้ามว่าโง่ (บางทีเปรียบเทียบกับสัตว์สี่ขา) ไล่อีกฝ่ายให้ไปอยู่ที่อื่น เหน็บแนมประชดประชัน  ทำไงก็ได้ให้ฝ่ายตรงข้ามมีปฏิกิริยาตอบสนองในแบบที่ตัวเองต้องการ เพื่อจะได้ด่าทอและล้อเลียนกันต่อไปเรื่อย ๆ ว่า "มันดิ้นกันแล้ว"


อย่างที่สาม...
แน่นอนว่าหลายคนรู้สึกว่าประเทศของเราย่ำแย่ มีความดำมืดปกคลุมไปทั่ว
ทั้งเรื่องการทุจริตฉ้อโกง อิทธิพลมืด สกปรก มีสิ่งผิดกฎหมายมากมาย ไร้ระเบียบวินัย ฯลฯ
หลายคนก็รู้สึกว่าประเทศของเรานั้นน่าอยู่ สะดวกสบาย ค่าครองชีพถูกมาก อาหารอร่อย ธรรมชาติสวยงาม ผู้คนมีน้ำใจ ช่วยเหลือกันยามตกทุกข์ได้ยาก ฯลฯ
ซึ่งไม่ว่าจะมองจากมุมไหนมันก็จริงทั้งนั้น  มันเป็นแบบนั้นอย่างที่แต่ละคนเชื่ออยู่เต็มอก
แต่หลังจากการจิกกัดด่าทอประชดต่าง ๆ นานา  สิ่งที่เกิดก็คือ ทุกอย่างเหมือนเดิม เสมอ...
ไม่ว่าจะเล็กน้อยเพียงแค่ใช้ภาษาผิด หรือใหญ่โตระดับการถ่ายทอดสดการสำรวจดาวเคราะห์
ผู้คนก็ออกมาโต้เถียงด้วยอารมณ์มากกว่าเหตุผลครั้งแล้วครั้งเล่า
บานปลายเป็นการทะเลาะกันในอินเทอร์เน็ต หรือบางกรณีก็ไปทะเลาะกันในโลกความจริง
และสภาพสังคมกับประเทศก็ยังเหมือนเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงอยู่อย่างนั้น
ไม่มีใครในกลุ่มคนเหล่านี้ยอมอาสาที่จะมาเปลี่ยนแปลงสิ่งผิดปกติในสังคมให้ดีขึ้น
พวกเขายังคงเลือกเชื่อในสิ่งที่พวกเขาอยากเชื่อ ปิดหูปิดตาจากความคิดเห็นของอีกฝ่ายด้วยทุกวิธี พยายามใช้คำพูดเชิงลบ ทำร้าย หรือกำจัดอีกฝ่ายให้หมดไป ไม่ว่าจะด้วยการด่า ประจาน ล้อเลียน ไปจนถึงการข่มขู่ ต้อสู้ ประทุษร้าย และฆ่ากัน





ไม่รู้ว่ามีใครสังเกตมั้ย ?  แต่เราสังเกตเห็นสิ่งเหล่านี้ตลอด...และมันเหมือนหนังฉายซ้ำเรื่อยไป
เป็นวัฏจักรแบบนี้มาเนิ่นนานเหลือเกิน  ไม่แน่ใจเหมือนกันว่ามันตั้งแต่เมื่อไหร่
แต่ที่รู้คือมันวนลูปไม่รู้จักจบสิ้นแบบนี้มาตลอดตั้งแต่เรายังเป็นแค่เด็กหัดใช้คอมพิวเตอร์กับแผ่น 3.5 Floppy Disk ต่อเน็ต 56K กับสายโทรศัพท์บ้าน  จนทุกวันนี้เล่นอินเทอร์เน็ตด้วยเครือข่ายมือถือ 4G กับ FTTx ที่ใช้ใยแก้วนำแสงส่งเน็ตความเร็วสูงผ่านโทรศัพท์มือถือด้วย WiFi

หากถามว่าทำไมคนอื่นถึงไม่สังเกตสิ่งเหล่านี้  อาจเป็นเพราะอะไรหลายอย่างที่เกินจะคาดเดา
แต่ที่มั่นใจได้คือ  ความผิดพลาดนี้จะยังคงอยู่ต่อไปจนกว่ามนุษยชาติจะสูญสลาย



แล้วทั้งสามอย่างนี้ได้ให้อะไรกับเราบ้าง ?

มันได้ทำให้เราตระหนักว่าการที่คนไทย (โดยเฉพาะเยาวชน) ด่าทอว่าประเทศตัวเองนั้นเลวร้าย พยายามก้าวก่ายสิทธิ์ของผู้อื่น และยังคงมีคนทะเลาะกันไม่จบสิ้นอยู่ร่ำไป  ส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่าพวกเราทุกคนเป็นต้นเหตุ

ไม่ต้องโทษว่าเป็นฝ่ายไหน สีไหน วัยไหน อายุเท่าไหร่ รวยหรือจน โตมาจากไหน เรียนอะไร จบอะไร เกรดเท่าไหร่ ทำงานที่ไหน รายได้เท่าไหร่ ฯลฯ
แต่เราทุกคนนี่แหละที่ทำให้สังคมเป็นแบบนี้
เรายังคงรักษาหน้าที่ของตัวเองได้ไม่ดี เรายังไม่ทุ่มเทกับสิ่งที่เรารับผิดชอบให้มากพอ
เรายังไม่ทำภารกิจในชีวิตให้สุจริตโปร่งใส  เรายังไม่รับผิดชอบการกระทำของตัวเอง  ทำผิดแล้วไม่ยอมรับผิดแต่ใช้วิธีซุกความผิดไว้แล้วพยายามเนียนว่าตัวเองบริสุทธิ์
เรายังไม่ยอมเคารพความเป็นคนของผู้อื่น  เรายังพร้อมจะมองฝ่ายตรงข้ามเป็นชีวิตที่ไร้ค่า

จริงอยู่ที่เคยมีคนกล่าวว่า คนจะด่ามันก็ด่าวันยันค่ำ ไม่มีใครห้ามคนด่ากันได้ (ซึ่งเราเห็นด้วย)
เพราะเราไม่มีทางห้ามไม่ให้ใครด่าเราแน่...แต่เราเลือกที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ดีขึ้นได้
คำด่าทอทั้งหลายที่ว่าประเทศของเรา "กะลาแลนด์" "1.0" "ด้อยพัฒนา" "โลกสวยรับความจริงไม่ได้" "เต่าล้านปี" หรืออะไรก็ตามที่พวกเขาเหล่านั้นสรรหามาด่าทอมันคือสิ่งที่คนในสังคมที่รับผิดชอบต่อหน้าที่ของตัวเองต้องแก้ไขมันต่อไปจนกว่ามันจะเลือนหายไป

ทำอย่างไรให้คำสบประมาทเหล่านี้มันไม่จริง ?
ทำอย่างไรให้ผู้คนเคารพซึ่งกันและกันอย่างแท้จริง ไม่เกิดเหตุการณ์ที่เหมือนในสุภาษิตว่ามือถือสากปากถือศีล ?
ทำอย่างไรให้คนในสังคมยอมรับอย่างเต็มภาคภูมิว่าเรานี่แหละคือคนในชาติ ?
ทำอย่างไรให้ความวุ่นวายที่เกิดจากความขัดแย้งเหล่านี้ไม่ตกเป็นเครื่องมือของกลุ่มคนที่ได้ประโยชน์ ?



ไม่ต้องไปหาคำตอบจากสิ่งอื่นให้เสียเวลาหรอก
เพราะทั้งหมดนี้เราสามารถเริ่มเปลี่ยนแปลงมันได้จาก ตัวเราเอง ก่อน
เปลี่ยนแปลงความคิดให้เคารพผู้อื่นเหมือนกับที่เคารพตัวเองว่าสำคัญที่สุด
รับผิดชอบการกระทำของตัวเองทุกอย่างไม่ว่าเรื่องเล็กหรือใหญ่
ทำทุกอย่างในชีวิตด้วยความโปร่งใส  พัฒนาขีดความสามารถของตัวเองให้สูงขึ้นในทางที่ดี
ใช้ความรู้ความสามารถประกอบหน้าที่เพื่อพัฒนาทั้งตัวเองและสังคมไปพร้อม ๆ กัน
มันก็ง่าย ๆ แค่นั้นเอง... (แม้จะยากกว่าที่คิดเวลาลงมือทำจริงก็เถอะ)

หลายคนพยายามจะแก้ไขปัญหาแบบนี้ด้วยการตั้งกฎที่มีคนเพียงหยิบมือควบคุม
พยายามจะใช้กำลังหรือวาจาเชือดเฉือนเพื่อกำจัดอีกฝ่ายให้หมดไป
แต่เวลามันก็ได้พิสูจน์แล้วว่า... "มันไม่ช่วยอะไร"  มีแต่จะรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยซ้ำ  ไม่เชื่อลองย้อนดููเหตุการณ์ที่คนในประเทศเราตีกันบ่อย ๆ สิ...



สมัยอนุบาลถึงประถมก็มีคนพยายามสอนเราเรื่องการเข้าหาเพื่อนฝูงด้วยการปรับตัว
ตอนเด็ก ๆ เราก็ไม่เคยเข้าใจเลยว่าทำไมต้องปรับ  เราไม่ผิดซะหน่อย...พวกที่ผิดสิต้องปรับตัว
แต่กว่าเราจะเข้าใจเรื่องพวกนี้...มันก็เป็นช่วงที่เราโตขึ้นมากแล้ว
มันไม่เกี่ยวว่าใครถูกหรือใครผิด ใครเริ่มก่อน ใครควรปรับเปลี่ยน  แต่มันเป็นเรื่องของการทำความเข้าใจและยอมรับความหลากหลายในสังคม
การทำความเข้าใจตัวเองและผู้อื่น พัฒนาความสามารถทั้งกายและจิตใจให้สูงขึ้น มุ่งเน้นแต่จะทำหน้าที่ของตัวเองอย่างไม่หยุดหย่อน มันได้ทำให้เรามีความสุขกับชีวิตมาสักระยะแล้ว



เอาจริง ๆ ก็ไม่ค่อยอยากจะเชื่อตัวเองเลยว่าดรามาครั้งนี้มันมีประโยชน์กับเราซะอย่างนั้น
แต่เอาเถอะ...ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นก็มีแต่คนที่เกี่ยวข้องเท่านั้นที่ต้องเป็นผู้แก้ไข
เราคงไปตัดสินหรือเข้าไปยุ่งไม่ได้ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว  เพราะมันคือความผิดพลาดที่พวกเขาต้องเรียนรู้
ส่วนเราก็ศึกษาเรียนรู้ความผิดพลาดจากพวกเขาเหล่านี้แล้วก้าวไปข้างหน้าพร้อมกับบทเรียนที่ได้จากมันก็พอ  อย่างน้อยก็มั่นใจได้นิดหนึ่งว่าสังคมนี้จะไม่ย่ำแย่ลงเพราะเราแน่นอน...มั้งนะ  :)

SHARE
Written in this book
C.T.Lunatica's Story
รวมเรื่องรางของนัก(อยาก)เขียนที่(พอจะ)วาดรูปได้ และมีไม่กี่คนที่จะรู้จัก :v
Writer
ctlunatica
Writer, Digital Illustrator
Just a newbie about writing & digital painting. :v

Comments

PlusOne
3 days ago
เห็นด้วยอย่างแรงเลยครับ😊
Reply
ctlunatica
1 day ago
ขอบคุณนะครับที่ชื่นชอบบทความของเรา :)