นิทานเรื่องที่เศร้าที่สุดในโลก

เด็กตัวเล็กๆคนหนึ่งยืนอยู่บนริมหน้าผาที่ข้างหน้าของเขาปรากฏแผ่นไม้เล็กๆทอดยาวสุดลูกหูลุกตา แต่ก็ยังพอเห็นได้นั่นแหละ ว่าสุดปลายทางนั้นคือหน้าผาอีกแห่งหนึ่ง ร่างกายเขาแบกเป้ใบใหญ่กว่าตัวไว้ใบหนึ่ง

“หนูต้องไปยังหน้าผาอีกลูกให้ได้นะ”คนคนหนึ่งพูดกับเด็กคนนั้น เด็กน้อยพยักหน้าก่อนจะก้าวเท้าแรกไปยังสะพานไม้แคบๆ แต่ทุกๆครั้งที่เขาก้าวเดินไปบนสะพานนั้นอย่างมั่นคง เขาจึงไม่ได้คำชื่นชมเลย ตรงกันข้ามกลับมีคำด่าทออกมาบ่อยครั้ง “ทำไมเดินช้า ทำไม่เดินตรงๆ ทำไมเดินเอียง ทำไมต้องหยุด เดินให้เร็วๆอีกมากสิ ช้ามาก ไม่ไหวจริงๆ”เด็กน้อยฝืนยิ้มกับคำด่าทอเหล่านั้นแล้วเดินต่อ แต่เจ้าของคำพูดเหล่านั้นกลับไม่หยุดด่าทอ แถมเขายังโยนอะไรต่อมิอะไรให้เด็กอีกมากมาย ยัดเยียดมันให้เด็กคนนั้น จับมันยัดใส่กระเป๋าเป้ทุกๆวัน ทุกๆวัน ซึ่งบางสิ่งที่เขาให้มากลับไม่มีความจำเป็นกับเด็กเลยแม้แต่น้อย เด็กน้อยพยายามปฏิเสธเมื่อเห็นว่าสิ่งนั้นคงไม่ได้ใช้ “เอาไปเถอะ ของแบบนี้เธอมีแต่คนอื่นไม่มีนะ เธอจะได้ดูพิเศษกว่าคนอื่น” มีคนตอบเด็กด้วยประโยคนี้ บางครั้งเด็กน้อยก็อยากรู้ว่าสิ่งที่เขารับมาคืออะไรจึงเอ่ยปากถาม ผู้ใหญ่ที่ให้เจ้าสิ่งนั้นส่ายหน้าและบอกเด็กเพียงแต่ว่า “มีไว้เถอะ ฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันทำอะไรได้บ้าง” เด็กน้อยพยักหน้าทั้งที่ในใจคิดว่า ของพวกนี้มันไม่ได้ใช่แน่นอน

เด็กน้อยเดินมาเรื่อยๆ ก็สังเกตว่าสะพานไม้นั้นแคบลงเรื่อยๆ อีกทั้งสิ่งของที่มีคน ‘ยัดเยียด’ มาให้ก็มีมากมายและน้ำหนักเยอะ ถึงขั้นที่ทำให้หลายช่วงเด็กน้อยสูญเสียการทรงตัว
พระอาทิตย์ขึ้นแล้ว เด็กน้อยเริ่มเห็นปลายทางริบหรี่ ก่อนที่เด็กน้อยจะหันไปมองข้างๆ
ดวงตาของเด็กน้อยเบิกกว้างอย่างตกใจ ริมฝีปากน้อยๆเผยอขึ้น ถัดไปจากเขาทางซ้ายประมาณสิบเมตร เขาเห็นเด็กคนหนึ่งกำลังข้ามสะพานไปยังหน้าผาหนึ่งดั่งเช่นเขา แต่มีหลายสิ่งที่ต่างไปจากเขา

เด็กคนนั้นกำลังเดินบนสะพาน แต่เป็นสะพานคอนกรีตสุดแสนจะกว้าง รอบข้างมีดอกไม้นานาพันธุ์ มีเก้าอี้ไว้ให้พักผ่อนยามเหนื่อย มีลูกบอลไว้ให้เล่นยามเบื่อ มีพู่กันไว้ให้วาดภาพยามล้า เด็กคนนั้นมีประเป๋าเป้ใบเล็กๆติดตัวแค่ใบเดียวแถมดูจากภายนอกแล้วเป้นั่นน่าจะมีของอยู่น้อยชิ้นมาก ที่สำคัญที่สุด เด็กน้อยได้ยินเสียงผู้ใหญ่ของเด็กคนนั้นพูดกับเด็กตลอดทาง พูดคุยกันในทุกๆเรื่องบางครั้งเด็กคนนั้นก็หัวเราะชอบใจ คำถามที่ได้ยินบ่อยที่สุดจากผู้ใหญ่คนนั้นคือ “เหนื่อยไหม เดินไหวหรือเปล่า พักบ้างนะ ถ้าไม่ไหวก็หยุด ของที่ให้ไปนั้นคือของสำคัญมากๆนะ ฉันคัดสรรให้เธอมาแล้ว ส่วนของชิ้นอื่นที่มันจำเป็นน้อยหรือไม่จำเป็นฉันโยนทิ้งหมดแล้ว เธอจะได้ไม่หนักระหว่างทาง”
เด็กน้อยเบือนหน้าหนีจากภาพบาดตาเหล่านั้นจึงหันไปมองทางขวา

ภาพที่เห็นคือ เด็กคนหนึ่งกำลังปั่นจักรยานบนถนนคอนกรีตกว้างขวางข้างๆทางมีต้นไม้ ของเล่น และขนมอีกมากมาย ส่วนสัมภาระของเธอก็เหมือนกับเด็กคนนั้นคือมีน้อยมาก ขณะเธอปั่นจักรยานผมสีบลอนด์ของเธอก็ปลิวสลวยไปตามแรงลม เด็กน้อยบนสะพานไม้มองอย่างเพลิดเพลินพลางยกมือลูบผมของตนเองที่ถูกตัดจนสั้นเกรียนด้วยเหตุผลที่คนคนหนึ่งให้ว่า ‘มันเรียบร้อย’

ระยะเวลาผ่านไปหลายปี เด็กทั้งสามคนก็มาถึงฝากฝั่งของหน้าผาอีกลูกหนึ่ง
มีผู้ใหญ่มากมายยืนรอรับพวกเขาทั้งสามคน

คนที่ปั่นจักรยานมาวิ่งเข้าไปโผกอดกับผู้ใหญ่เหล่านั้น พลางถามว่า “เธอควรจะทำอะไรหลังจากนี้”
ผู้ใหญ่ยิ้มแล้วตอบว่า “ตามใจเธอเลยจ่ะ”
ส่วนเด็กอีกคนหนึ่งเมื่อเจอผู้ใหญ่ก็วิ่งไปหาแล้วพูดว่า “หลังจากนี้ผมสามารถวาดภาพได้ตลอดใช่ไหมครับ”
ผู้ใหญ่หัวเราะแล้วพูดว่า “ถ้าเธอชอบมันย่อมได้เสมอ”

ส่วนเด็กคนที่เดินมาจากสะพานไม้สุดแคบ เมื่อเจอผู้ใหญ่ก็รีบวิ่งไปหาแต่ทว่าผู้ใหญ่กลับพูดว่า “เธอมาช้าไปตั้งหลายนาที ทำไมไม่เดินเร็วๆ” เด็กคนนั้นเริ่มร้องไห้พลางบ่นว่า “เขาเดินมาตั้งไกล แบกของก็หนักกว่าคนอื่นตั้งหลายเท่า แถมเส้นทางที่ให้เดินก็แคบแสนแคบต้องอยู่ใน ‘กรอบ’ ของไม้แคบๆเสมอ เมื่อยก็ไม่ได้นั่ง ล้าก็ไม่ได้หยุด หิวก็ไม่ได้กิน ทำไมถึงต้องมาว่าผมด้วย” ผู้ใหญ่ยิ้มพลางดึงเด็กน้อยคนนั้นไปกอด เด็กน้อยหลงดีใจจึงรีบเช็ดน้ำตา ริมฝีปากเผยอขึ้นเพื่อจะพูดประโยคต่อมา แต่ก็ถูกขัดเสียก่อนกับประโยคที่ผู้ใหญ่คนนั้นพูด เขาพูดว่า “อีกฝั่งหนึ่งมีหน้าผาลูกหนึ่ง มันสวยมาก มันดีจริงๆ ฉันต้องการให้เธอเดินไปยังที่แห่งนั้น” เด็กน้อยเบิกตาโพลง ยังไม่ทันที่จะได้ปฏิเสธ ผู้ใหญ่คนนั้นก็ผลักหนูน้อยไปยังสะพานไม้แคบๆก่อนจะยัดเยียดสิ่งของมากมายที่ล้วนแต่ไม่จำเป็นให้กับเด็ก ก่อนเด็กน้อยจะเดินทางข้ามสะพานนั้นต่อ ผู้ใหญ่คนนั้นก็บอกกับเด็กว่า “เธอคือความหวังของฉัน และ ที่ของพวกเรานะ”

เด็กชายยิ้มทั้งน้ำตาก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงแผ่วเบากับตัวเองว่า “ครับ ‘ครู’ผมคือความหวังของคุณครูและ ‘โรงเรียน’”



นี่คือนิทานที่แสนน่าหดหู่ที่สุดเรื่องหนึ่งที่ฉันเคยได้ยินมา ในระหว่างที่เรื่องดำเนินไปมันช่างน่าสงสารเด็กคนนั้น แต่ตอนจบกลับทำให้ฉันต้องเสียน้ำตา ช่างเป็นอะไรที่แย่ที่สุด ถ้าเป็นไปได้ฉันอยากจะไปต่อว่านักแต่งนิยายคนนั้นหากแต่ว่าก็ฉันเองนี่แหละ ที่เป็นคนแต่งเรื่องนี้ขึ้นมา
แต่งมันขึ้นมาจากชีวิตจริง ความรู้สึกจริงๆที่รู้สึกกับระบบการศึกษาไทยที่ฉันกำลังเผชิญหน้ากับมันอยู่ในทุกๆวันนี้

มีบทวิจารณ์เกี่ยวกับระบบการศึกษาไทยมากมายแต่ทว่าคนที่ออกมาวิจารณ์นั้นกลับไม่ใช่นักเรียน นักศึกษาไทยที่ประสบกับหายนะนี้อยู่
การศึกษาไทยทุกวันนี้ก็เหมือนกับเด็กน้อยบนสะพานไม้ ผุ้ใหญ่มากมายต่างพยายามยัดเยียดเนื้อหาต่างๆ คิดหลักสูตรที่ยากแสนยากขึ้นมา เพื่อที่จะได้บ่งบอกว่า โรงเรียนฉันพิเศษกว่าโรงเรียนอื่น ดีกว่าโรงเรียนอื่น เก่งกว่าโรงเรียนอื่น โดยที่ไม่เคยคิดที่จะพิจารณาระยะเวลาว่าพอหรือไม่ นักเรียนจะสามารถรับได้หรือเปล่า หรือแม้กระทั่งตัวครูผู้สอนมีประสิทธิภาพพอไหม เหมือนในนิทานที่ผู้ใหญ่คนนั้นบอกกับเด็กว่า ตัวเขาเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันทำอะไรได้บ้าง มันเหมือนอะไรรู้ไหม

มันก็เหมือนกับการยัดเยียดเนื้อหามากมายสุดแสนจะยากจากหลักสูตรงี่เง่า โดยที่ครูผู้สอนก็ไม่เข้าใจ ผู้เรียนก็ไม่เข้าใจถึงที่มาและความสำคัญ เพียงแค่จำ จำ และ จำ แล้วนำไปสอบ คือพูดง่ายๆว่าเรียนมาเพื่อสอบ หลังจากนั้นหละ?
หลังจากนั้นก็เลือนหายไป เสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์สุดๆ

ถึงแม้ว่านักเรียนไทยผู้อับโชคด้านการศึกษาจะต้องเรียนหนัก ทุ่มเทเวลาเพื่อเรียนอย่างบ้าคลั่ง แต่ผลตอบแทนที่พวกเขาได้กลับไม่คุ้มทุน ไม่คุ้มเอามากๆ มันก็เหมือนกับเด็กน้อยคนนั้น เรียนหนัก งานหนัก ทั้งๆที่ควรจะได้อะไรดีๆตอบแทน กลับกลายเป็นว่า พวกเขาได้สิ่งที่แย่ที่สุดตอบแทน มันคือกรอบ กรอบในการประพฤติตน
ใช่ว่าการมีกรอบจะไม่ดี หากแต่กรอบที่ได้มากลับแคบเกินไป แคบจนน่าใจหาย ความต้องการที่จะกระทำสิ่งใดๆของเด็กถูกตีความว่ามันผิด มันไม่ถูก มันไม่มีความเป็นสถาบันการศึกษา มันไม่เรียบร้อย แล้วอะไรคือดัชนีวัดความเป็นสถาบัน หรือความเรียบร้อยหละ? ก็ความคิดของคนคนหนึ่งที่คิดว่าคนทั้งโลกจะต้องคิดแบบเขา ตั้งตนเป็นศูนย์กลางแห่งจักรวาล ทั้งๆที่เขาน่าจะรู้ได้แล้วนะ จักรวาลที่เขาเป็นศูนย์กลางหนะ มันไม่มีดาวดวงไหนอยู่แล้วนอกจากตัวเขาเอง

หลายต่อหลายครั้งที่ระบบการศึกษาไทยสร้างพฤติกรรมไทยๆ ที่มีแค่คนไทยเท่านั้นที่เป็นอยู่ การสอบเข้าในระดับชั้นเรียนต่างๆตั้งแต่อนุบาล ประถมต้น มัธยมต้น มัธยมปลาย มหาลัย นั้นก่อให้เกิดความเห็นแก่ตัว ความเอารัดเอาเปรียบ และยังตอกย้ำความคิดที่ว่า มีเงินก็เข้าเรียนได้
หลายโรงเรียนคัดสรรก้อนกรวดมาตั้งแต่มัธยมต้น เจียระไนพวกเขาให้เป็นเพชรสวยงาม พวกเขาเองก็พยายามอย่างมากในการเรียน การใช้ชีวิต แต่พอขึ้นชั้นมัธยมปลายโรงเรียนกลับเขี่ยเพชรเหล่านั้นทิ้ง แล้วหาก้อนกรวดมาเริ่มเจียระไนใหม่ ตลกไหมหละกับตรรกะน่าสมเพชตรรกะนี้ แล้วยังไงต่อหนะหรอ ก็เพชรที่พวกเขาเขี่ยทิ้งไป ก็ไปเจิดจรัสในที่อื่นไงหละ มันช่างน่าขันจริงๆ

การบ้านและภาระงานคือสิ่งที่ดี หากแต่ต้องอยู่ในความพอดีและผู้ให้สามารถชี้แจงได้ว่า จุดประสงค์ของงานชิ้นนี้คืออะไร ทำแล้วผู้เรียนจะได้อะไรมา ดิฉันว่าที่ระบบการศึกษาไทยยังคงตกต่ำอยู่เช่นนี้ เหตุผลหลักก็คือ ทั้งสถาบันการศึกษาและตัวครูผู้สอนต่างให้ความสำคัญกับการประเมินผลด้านต่างๆมากเกินไป มากจนลืมใส่ใจผู้เรียนว่ารับไหวไหม ผู้สอนต้องการจะเลื่อนขั้นซึ่งแน่นอนเขาต้องมีผลงานไปเสนอ การสั่งงานอย่างบ้าคลั่งและการกำชับว่างานต้องสวยต้องเริ่ดต้องหรูก็เริ่มขึ้น ชิ้นงานบางชิ้นงานดิฉันเองก็ไม่เข้าใจว่าทำไปทำไม เกี่ยวอะไรกับวิชานั้นๆ แต่ก็นั่นแหละ หากอยากได้คะแนน เกรดดีๆ ก็ต้องทำ แย้งไม่ได้ แล้วจะเอาเกรดดีๆไปทำไม อ้าว ก็เพื่อสอบเข้ามหาลัยไงหละ นี่ไงวงจรห่วยๆนี่น่าเบื่อหน่าย เคยถามเด็กสักครั้งไหมว่าทำไหวไหม เวลาพอหรือเปล่า ไม่มีเลย ถ้าหากส่งช้าก็หักคะแนน ไม่ถามเหตุผลเด็กว่าเพราะอะไร เผด็จการที่สุดเลยว่าไหม?
ส่วนพวกฝ่ายผู้บริหารโรงเรียนก็ไม่เคยมาใส่ใจวิถีความเป็นไปของระบบการเรียนการสอน ในเวลาวันๆหนึ่งก็เอาแต่นั่งขลุกอยู่ในห้องประจำตำแหน่งที่ภูมิใจนักภูมิใจหนา นั่งรวมกันกับครูคนอื่นๆไม่ได้เพราะมันคนละชั้นกัน โธ่ ลุงๆป้าๆขา เด็กๆอยากจะบอกให้เอาบุญ ว่าที่โรงเรียนเป็นโรงรียนได้เพราะใคร ลองนึกดูสิคะ องค์ประกอบของโรงเรียนมีอะไรบ้าง ครู นักเรียน โต๊ะ เก้าอี้ หนังสือ ก็แค่นี้ ไม่เห็นมีคำว่าผู้บริหารเลยสักนิด
ผู้บริหารระดับใหญ่ๆจะโผล่ศีรษะมาอีกทีก็ต่อเมื่อมีงานใหญ่ ลงสื่อ หรือบุคคลที่ระดับใหญ่กว่าตนมากล่าวพิธีเปิดโง่ๆในพิธีการต่างๆ นั่นหละค่ะผู้บริหารก็จะมานั่งบนโซฟาที่ต้อง ‘พิเศษและดี’กว่าคนอื่น เมื่อผู้กล่าวเปิดงานกล่าวเสร็จ ผู้บริหารทั้งหลายก็กรูกันเข้ามายืนบิดๆเอียงนิดเอียงหน่อย พร้อมกับส่งโทรศัพท์รุ่นใหม่มาให้พร้อมคำขอที่ว่า ถ่ายรูปให้หน่อย เป็นอันจบพิธี ฝ่ายบริหารมีหน้าที่แค่นี้จริงๆหรือไม่ ดิฉันก็ไม่อาจทราบได้ แต่เอาเป็นว่าหลายปีทีผ่านมาดิฉันก็เห็นเพียงเท่านี้

การเรียนการสอนเป็นเรื่องสำคัญที่สุด กิจกกรมไม่ได้สำคัญอะไร แต่ก็นะ เวลามีกิจกรรมอะไร แต่ละโรงเรียนก็ไม่เคยน้อยหน้า บ้างก็หยุดโรงเรียนเพื่อเตรียมงานกาไก่ ลงทุนหมดงบเป็นแสนๆเพื่ออะไร เพื่อให้ชาวต่างชาติที่มาเยี่ยมแค่ครึ่งชั่วโมงได้เห็นสภาพโรงเรียนที่ดีๆ แล้วไงต่อ ก็ไม่มีอะไร ทั้งๆที่งบเหล่านั้นควรจะต้องนำมาบำรุงรักษาสื่อการเรียนรู้

กิจกกรมที่เด็กต้องหยุดเรียนเป็นสัปดาห์เพื่อสร้างชื่อเสียงให้กับโรงเรียน แต่กลับกลายเป็นว่าเด็กเหล่านั้นต่างพบเจอกับปัญหาใหญ่ การเรียนไม่ทัน ไม่มีการหยุดเรียน หรือสอนชดให้กับเด็กเหล่านั้น ผลที่ได้ก็เป็นไปตามสิ่งที่เกิดก่อนสอบนั่นแหละ

จะพูดง่ายๆเลยว่า ระบบการศึกษาไทยไม่มีข้อไหนที่ไม่บกพร่องเลย

ทั้งความพร้อมของครูผู้สอน สิ่งจูงใจในการเรียนที่เด็กควรได้รับ ความพร้อมด้านต่างๆ หลักสูตรที่สุดแสนจะมักง่าย มีอะไรก็ยัดลงไป ผู้บริหารที่ทำหน้าแค่ถ่ายรูป และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือวิธีการในการเรียนการสอนที่ห่วยแตก เหมือนการจูงจมูกวัว ไม่รู้ในจุดประสงค์ของเนื้อหา ไม่รู้ในความสำคัญ ไม่รู้ในที่มา แต่ว่าต้องจำ จำไปแบบนั้นตามที่จด เอาไปใช้ในห้องสอบแล้วก็จบ เนื้อหาสุดหินที่ผู้ใหญ่มักคิดว่าเจ้าสิ่งที่เรียกว่าหลักสูตรมันทำให้นักเรียนพิเศษกว่าคนอื่น หรือ คำที่เขาเรียกว่า ห้องที่ได้รับทุนจะทำให้เราเก่งกว่าคนอื่น คำตอบคือไม่เลย สังเกตได้จากอะไรนะหรอ? ก็ดูสถาบันกวดวิชาสิ เด็กห้องวิทย์ ห้องทุน ห้องคิงส์ ห้องบ๊วย ทุกโรงเรียนต่างหมกตัวอยู่ที่แห่งนั้น ด้วยเหตุผลที่ทุกคนคิดว่า สถาบันกวดวิชานี่แหละที่จะทำให้เราเข้าใจในที่มา ความสำคัญของเนื้อหาที่ ‘จำเป็น’จริงๆ อารมณ์เดียวกับการที่ไม่จูงจมูกวัวแต่ปล่อยให้วัวเรียนรู้ในทุ่งหญ้า ขณะที่พวกเขาก็คอยอธิบายที่มา มันดีจริงๆเลย คุณว่าไหม




บทความเมื่อที่ผู้เขียนแต่งขึ้นและลงpantipเมื่อตอนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่5 ดูเก็บกดชอบกล ฮ่าฮ่า




SHARE
Writer
Apisaraa
The youngest sister
LIVING ON MY PLUTO

Comments