เทพนิยายป่าคอนกรีต: คนเลี้ยงแกะแห่งกาลเวลา
"ฮัลโหล นี่ผมเองนะ" 
"รู้แล้ว ชื่อก็ขึ้นมา" 
"ยังเมมเบอร์ผมไว้อยู่เหรอ?" 
"ก็ขี้เกียจไปนั่งลบ มีอะไร?" 
"ผมมีเรื่องจะขอร้อง" 

____________

สัตยาลืมตาขึ้นมา สายตาพยายามปรับให้เข้ากับแสงสว่างที่แรงจ้ากว่าทุกเช้าของเขา จนรู้สึกปวดหัวคล้ายไมเกรน แต่มันไม่ได้เจ็บแปล๊บแค่ขมับซ้ายตามปกติ คราวนี้เขารู้สึกเหมือนถูกกระแสไฟฟ้าแล่นไปมาอยู่ในหัว ราวกับมีคนจับปลาไหลไฟฟ้ามาปล่อยในสมองของเขาและมันกำลังอาละวาดหาทางออก

เขาพยายามมองข้ามความเจ็บปวด ลุกขึ้นยืนและทำความเข้าใจกับสภาพแวดล้อมที่แปลกประหลาดรอบตัวในห้อง

เขาไม่รู้ว่าจะเรียกสิ่งนั้นว่าห้องได้หรือไม่ มันดูคล้ายกับเขาเพิ่งลุกขึ้นจากเตียงที่ลอยอยู่กลางมหาสมุทร พื้นที่เหยียบรู้สึกถึงความยวบยาบราวกับเขากำลังยืนอยู่บนพื้นยางหยุ่นๆ นุ่มๆ สุดสายตาไกลๆ แต่ใกล้กว่าระยะเส้นขอบฟ้าที่คุ้นเคยกลับเป็นเหมือนกำแพงลางๆ สีแดงจางๆ

เพดานสูงราวๆ สี่เมตรครึ่งมีแสงไฟวูบไหวแต่ก็ไม่ใช่หลอดไฟที่เขารู้จัก ไฟทุกดวงดูมีรูปร่างและเคลื่อนไหวได้ ที่มุมหนึ่งเหนือหัวของเขาดูเหมือนแสงรูปกระต่ายกำลังวิ่งไล่เต่าที่ถีบรถจักรยาน อีกมุมหนึ่งไกลออกไปอีกเล็กน้อยทางซ้ายมือดูเหมือนเป็นกลุ่มคนกำลังยืนคุยกัน

เมื่อเงยหน้าไปมองดูกลุ่มแสงนั้น กลับดูเหมือนพวกนั้นหันกลับมายืนเรียงกัน ความรู้สึกของนักล่าที่เคยถูกล่าในสงครามบอกตัวเองว่าเขากำลังถูกจ้องมอง

ทันใดนั้น แสงกลุ่มนั้นก็สว่างและสาดจ้าลงมาบนพื้น สัญชาตญาณบอกให้ตัวเองกลิ้งตีลังกาสามตลบไปทางข้าง อย่างที่เคยฝึกมาจนช่ำชอง และนอนหมอบนิ่งซุ่มดูความเคลื่อนไหว

เมื่อแสงนั้นจางหายไป เขามองเห็นชายสามคนเดินมาหาตัว หนึ่งสูงอายุผมหงอกประปรายเล็มสั้นเท่ากับทั่วศีรษะ หนึ่งอยู่ในวัยเบญจเพศร่างใหญ่บึกบึน หนึ่งวัยกลางคนผมไว้ยาวแต่มัดเก็บไว้เรียบร้อย ทั้งหมดแต่งกายในชุดแนบเนื้อสีขาวสดใสราวกับออกมาจากโฆษณาผงซักฟอก

"ดีจริงที่คุณตื่นแล้ว คุณสัตยา" เสียงทักทายเป็นภาษาอังกฤษที่เขาพอเข้าใจจากชายหนุ่มท่าทางร่าเริง

เขาค่อยๆ ลุกขึ้นเมื่อไม่เห็นท่าทีคุกคามหรืออาวุธ แค่สามคน... ไม่น่าครณามือถ้าต้องสู้กันมือเปล่า

"ที่นี่ที่ไหนและพวกคุณเป็นใคร" เขาพูดตอบด้วยภาษาเดียวกันแต่ติดตะกุกตะกัก อันเป็นผลจากการศึกษาที่ล้มเหลวนานปี

"อันดับแรก พวกเรามิได้มีเจตน์จำนงมุ่งร้ายต่อคุณ ออกจะหวังดีด้วยซ้ำ"

"แล้วที่นี่คืออะไร สวรรค์รึ?"

ทั้งสามหัวเราะลั่น ชายหนุ่มตอบยิ้มๆ ว่า "พวกเราต้องขอโทษที่อาจทำให้คุณเข้าใจผิด เรารู้จักคำนั้น แต่ไม่ค่อยเข้าใจแนวคิดของมันเท่าไหร่ นึกไม่ถึงว่าห้องนี้จะทำให้คุณนึกถึงที่แห่งนั้น"

ชายสูงอายุกล่าวต่อ "คำถามที่ดีกว่าคือ ที่นี่เมื่อไหร่?"

สัตยาทำหน้างุนงง คนสุดท้ายจึงเฉลยว่า "ตอนนี้คุณอยู่ห่างจากช่วงเวลาของคุณมาประมาณสี่ร้อยปีในอนาคต"

"อนาคต?"

"ใช่ คุณรู้จักอนาคตใช่ไหม?"

"เอ่อ รู้จัก แต่... แต่ผมไม่ค่อยคิดถึงอนาคตเท่าไหร่"

"เราเข้าใจ คนในยุคคุณมักจะแสวงหาความสุขจากปัจจุบัน ไม่ค่อยมีคนสนใจอนาคตสักเท่าไหร่หรอก" ชายผมยาวตอบ

"แล้วพวกคุณพาผมมาที่นี่ทำไม?"

"เพราะพวกคุณไม่มีคนสนใจอนาคตเท่าไหร่นั่นแหละ ยุคสมัยของเผด็จการเบ็ดเสร็จจึงดำเนินสืบทอดต่อเนื่องกันมาหลายร้อยปี โลกของพวกเราอยู่จึงอยู่ในความทุกข์แสนสาหัส ผู้คนล้มตายเป็นผักปลา ทุกวันนี้ประชากรในโลกเหลือเพียงไม่ถึงหนึ่งร้อยล้านคน ส่วนมากถึงร้อยละ 95 อยู่ในสภาพยากจน โรคขาดสารอาหารและโรคระบาดเกิดขึ้นใหม่แทบทุกวัน"

"พวกเราต้องการความช่วยเหลือจากคุณ" ชายสูงวัยสรุป

"อ๋อ พวกคุณในอนาคตก็เลยถ่อมาขอความช่วยเหลือ คล้ายๆ กับในการ์ตูนโดเรม่อนหรือครับ ผมเคยอ่านในวัยเด็ก"

"พวกเราไม่คุ้นกับวรรณกรรมที่คุณอ้างถึง แต่ถ้าจะเปรียบเทียบกับสิ่งที่คุณอาจจะรู้จัก ก็น่าจะเป็นผลงานชุดสถาบันสถาปนาของไอแซก อาซิมอฟ" สัตยาส่ายหน้าไม่รู้จัก

"พวกเราเป็นนักวิทยาศาสตร์ ผมเป็นนักฟิสิกส์ คุณคนผมยาวนี่เป็นนักโบราณคดี ส่วนคุณลุงนี่เป็นนักสถิติและคณิตศาสตร์" ชายหนุ่มแนะนำตัว "ปัญหาในสังคมของพวกเรา มันซับซ้อนจนไม่มีทางแก้ได้ในปัจจุบันหรือในอนาคตอันใกล้ ทางเดียวที่ทำได้คือต้องเปลี่ยนประวัติศาสตร์หรือปล่อยให้มนุษย์สูญพันธ์ุไป"

"และจากการคำนวนของผม และการศึกษาทางโบราณคดีวิทยา เราเห็นมีทางเดียวที่ทำได้ คือต้องขอความช่วยเหลือจากตัวของคุณในอดีต"

"ทั้งสองคนจึงมาคุยกับผม เพื่อยื่นข้อเสนอกับพวกของเราซึ่งเป็นฝ่ายกองกำลังพึ่งพาตนเองขนาดเล็ก โดยเราจะทดลองฝืนกฎธรรมชาติด้วยการแก้ไขอดีต"

"ผม? ทำไมต้องเป็นผม? ผมไม่ได้มีความสำคัญอะไร"

"ถูกต้อง คุณไม่ได้มีความสำคัญ แต่ถ้าการคำนวณของเราถูกต้อง บุตรที่เกิดจากคุณจะมีความสำคัญที่สามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้ เขาจะกลายมาเป็นผู้นำทางจิตวิญญานให้กับชาวโลก ในวันที่ความมืดเข้าปกคลุม"

"บุตร? ผมยังไม่มีแม้แต่ภรรยา"

"เรื่องนั้นเราทราบดี ตามประวัติศาสตร์แล้ว คุณเป็นคนที่ไม่มีครอบครัว ไม่ได้แต่งงานและไม่มีลูกหลาน"

"แต่ถ้าไม่มีจุดเปลี่ยนสักจุดในอดีต ปัจจุบันของเราก็จะไม่เปลี่ยนแปลง"

"หลังจากได้ข้อสรุปนี้ ผมจึงทำการคำนวนความเป็นไปได้ที่จะหาจุดหนึ่งเดียวที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าประวัติศาสตร์ได้ทั้งหมด ข้อเสนอคือ ความเป็นไปได้ที่การกำเนิดขึ้นของมนุษย์คนหนึ่ง ที่ไม่เคยกำเนิดขึ้นในประวัติศาสตร์ที่พวกเรารู้จัก และมนุษย์คนนี้จะต้องนำพาศีลธรรมอันดีงามมาสู่มวลมนุษยชาติ เสมือนจีซัส ผู้ต้อนฝูงลูกแกะที่หลงทาง ตามนิยายชุดไบเบิ้ลของยุคก่อนหน้าคุณ"

"แต่ผมจะไปมีลูกกับใครได้ ทุกวันนี้ยังไม่มีปัญญาจะเลี้ยงตัวเองเลย ใครจะมาฝากอนาคตกับผม"

"นี่เป็นหนึ่งในการคำนวน เด็กคนนี้จะเป็นบุตรที่เกิดกับหญิงคนใดคนหนึ่งไม่ได้ มีผู้หญิงคนเดียวเท่านั้นที่มี DNA ที่เหมาะสม และเมื่อเราส่งคุณกลับไป คุณจะมีเวลาเพียงสามวันเท่านั้น ในการหาหญิงผู้นี้ให้พบ"

"มนุษย์ผู้หญิงคนหนึ่ง จะตกไข่เพียง 300 - 400 ครั้งในชั่วชีวิต มีเพียงไข่ฟองนี้ที่กำลังจะตก เด็กที่จะปฏิสนธิจึงจะสร้างอนาคตที่เราต้องการได้"

"ถ้าพลาดโอกาสนี้ อนาคตของลูกหลานของคุณ ซึ่งก็คืออดีต ปัจจุบันและอนาคตของพวกเราก็จะไม่มีวันสงบสุข"

"ช่วยพวกเราด้วยเถิด" ทั้งสามก้มลงคำนับพร้อมๆ กัน นายสัตยาซึ่งกำลังงุนงง ความประหลาดของสถานการณ์และการปรากฎกายของอนาคต ทำให้เขาต้องพยายามสยบความปวดรุนแรงในหัว เขาไม่มั่นใจว่าจะแบกรับภารกิจสำคัญนี้ได้

"แล้วผมจะไปหาตัวผู้หญิงคนนี้พบได้อย่างไร ถ้าเขาอยู่ห่างไกลออกไปหรือเป็นคนต่างชาติ พูดกันไม่รู้เรื่อง ผมจะไปทำความรู้จักกับเขาทันทำลูกได้อย่างไร"

"เรื่องนั้นก็อยู่ในการคำนวนของเราเหมือนกัน ถ้าจะทำการคำนวนความเป็นไปได้กับมนุษย์ทุกคนในโลก ก็อาจจะเหนือความสามารถของเราเกินไป" นักสถิติสูงวัยอธิบาย "เราจึงกำหนดขอบเขตเฉพาะในกลุ่มคนที่คุณรู้จักไว้ก่อน แล้วก็พบว่ามีความเป็นไปได้อยู่เพียงหนึ่งเดียว"

ทันทีที่นักโบราณคดีผมยาวหยิบกระดาษเล็กๆ ขึ้นมาหนึ่งแผ่น และอ่านชื่อของผู้หญิงคนนั้นออกมาด้วยสำเนียงกระท่อนกระแท่น สัตยาพลันหน้าซีดเผือด ละลั่กละลั่นออกมาแทบไม่เป็นภาษา "ไม่ครับ"

ทั้งสามหันมามองหน้าเขาพร้อมกัน

"ไม่ครับ คนนี้เป็นไปไม่ได้จริงๆ"

"เราพอจะมีข้อมูลอยู่บ้าง ว่าคุณกับผู้หญิงคนนี้เคยสนิทกันพอสมควร และนอกจากนี้ ยังเคยปรากฏหลักฐานว่าคุณเคย...."

สัตยาแทรกขึ้นมาทันที "ใช่ แต่มันไม่เคยมีอะไรมากกว่านั้น จริงๆ แล้วคำว่า 'สนิท' มันจบไปแล้วด้วยซ้ำ เขาไม่เคยมองหน้าผมอีกด้วยซ้ำหลังจากนั้น"

"ถ้าอย่างนั้นก็ถือว่า นี่เป็นโอกาสของคุณในการรื้อฟื้นความสัมพันธ์ที่เคยจบลงไป" นักฟิสิกส์หนุ่มพยายามคลี่คลายสถานการณ์

"ผม ... ผมไม่คิดว่าผมจะทำได้"

"นี่ไม่ใช่เรื่องของคุณคนเดียว แต่เป็นเพื่ออนาคตของมนุษยชาติ สิ่งที่คุณจะทำ มันมีความหมายเหนือกว่าเรื่องของคนแค่สองคน" ชายกลางคนพยายามช่วย "จริงๆ แล้วพวกเราไม่สนใจว่าคุณจะใช้วิธีไหน เมื่อเราส่งคุณกลับไป เด็กคนนี้ต้องปฏิสนธิภายใน 96 ชั่วโมงนี้เท่านั้น"

____________

"โห นี่คุณหาวิธีจีบสาวที่ดีกว่านี้ไม่ได้แล้วรึไง" เสียงที่ปลายสายพูดออกมาอย่างราบเรียบและเย็นชา
"คุณคิดว่าผมโกหก? ไม่หรอก ไม่ใช่ครั้งนี้ ผมกำลังทำภารกิจสำคัญของอนาคต แล้วเราก็ไม่มีเวลามานั่งปั้นแต่งเรื่องโม้ๆ อะไรขึ้นมาหรอก"

มีเสียงแค่นหัวเราะที่ปลายสาย "คุณพูดคำว่า 'เรา' ออกมาได้ลื่นปากมากนะ แต่ไม่ล่ะค่ะ ฉันไม่สนใจจะมีลูกกับคุณ ไม่ว่าอนาคตมันจะเป็นอย่างไรก็ตาม"

"ผมไม่ได้อยากมีลูกกับคุณนะ แต่ ... คือถ้าถามว่าผมอยากมีเซ็กส์กับคุณหรือเปล่า ผู้ชายที่ไหนก็คงไม่ปฏิเสธ แต่ผมรักคุณจริงๆ ถ้าเราจะเป็นคนรักกันได้โดยไม่ต้องนอนด้วยกัน ผมก็ยินดี"

"สิ่งนั้นเรียกว่าเพื่อน และฉันก็กำหนดให้คุณอยู่ตรงขอบของคำๆ นั้นไว้อยู่แล้ว ตอนนี้คำโกหกของคุณทำให้ฉันกำลังพิจารณาจะปัดคุณไปอยู่ใน stranger zone แล้วนะ"

"ผมไม่ได้โกหก ผมไม่ได้พยายามหลอกคุณมา One night stand เลยนะ ผมถูกคนในอนาคตขอร้องมาจริงๆ เพื่อความผาสุกของโลกในอนาคต"

"ขอโทษนะคะ ฉันไม่สนใจหรอกว่าอนาคตมันจะเป็นอย่างไร ฉันขอแค่มีความสุขกับปัจจุบันก็พอ และแค่การทนคุยกับคุณก็ทำให้ฉันทุกข์เกินไปแล้ว ฉันไม่รู้ว่าคุณโกหกฉันมาแล้วไม่รู้กี่ครั้ง ไม่เอาแล้ว ต่อไปคุณอย่าติดต่อมาอีกนะ ลาก่อน"
__________________

เสียงที่ปลายสายเงียบหายไปพร้อมกับความหวังใดๆ ของโลกอนาคต 

สัตยารู้สึกล้มเหลว เขารู้ว่ายังเหลืิออีกหนึ่งทางเลือกที่จะทำได้ แต่นั่นเป็นสิ่งที่ผิดกฏหมาย และมันจะทำให้ผู้หญิงที่เขารักรังเกียจชิงชังเขาไปตลอดกาล

เขาคิดว่า ความสุขของปัจเจกมีความสำคัญมากกว่าความสุขของคนอื่นอยู่เสมอ เขาจึงโกหกและทำผิดมาตลอด เพื่อความสุขของตัวเอง และในบางครั้ง ถึงกับโกหกตัวเองไปวันๆ 

แม้สิ่งที่เขาพูดจะฟังดูเหลือเชื่อเกินกว่าที่สมองใดๆ ในปัจจุบันจะประมวลผลได้ แต่มันก็เป็นความจริง และผลของมันควรจะเป็นสิ่งที่ดีงามเพื่อส่วนรวม แต่พฤติกรรมในอดีตกำลังมาหลอกหลอนเขา

________________________

"เราคงทำดีไม่ขึ้นจริงๆ" สัตยาพูดกับแก้วใสบรรจุน้ำสีอำพันที่วางอยู่ตรงหน้า ความมืดค่ำพาเอาความหนาวเย็นและความหดหู่มาเยือน

"ช่างแมร่งเหอะ" เขาดื่มจนหมดแก้วก่อนจะโยนมันลงไป จากระเบียงห้องของเขาบนชั้นที่ 34 มันใช้เวลาเพียงไม่ถึงสามวินาทีก่อนที่แก้วใบนั้นจะกระทบพื้นและแตกกระจาย น้ำใสๆ มองเห็นแต่เพียงสีคล้ำๆ กระจายออกมารอบๆ 

แค่ไม่ถึงสามวินาที ความรับผิดชอบใดๆ ที่เขามีต่ออนาคตก็คงหมดลง "นี่อาจเป็นทางที่ดีที่สุด และเร็วที่สุด"

ดาวบนฟ้ายังส่องแสง เสียงจากถนนเบื้องล่างยังดังอยู่เป็นระยะ

โลกยังเหมือนเดิม ไม่เปลี่ยนแปลง

สิ่งเดียวที่เปลี่ยนไปคือ มันไม่มีเขาอีกต่อไป 


ทั้งในปัจจุบันและอนาคต


SHARE
Writer
nawtpal
I am the walrus
See how they smile like pigs in a sty See how they snide I'm crying

Comments

SYD39
2 years ago
ตอนจบพีคมากเลยค่ะ​ นึกว่าจะแฮปปี้
Reply
nawtpal
2 years ago
นิทานเด็กเลี้ยงแกะที่เป็นต้นเรื่องของมันก็จบแบบนี้แหละครับ ต้นตำหรับเทพนิยายสมัยก่อนจบโหดกันสุดๆ