สะกดจิต
เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว นอกจากจะเจอจิตแพทย์แล้วก็ยังได้ทำจิตบำบัดแบบสะกดจิตด้วย 
หมอบอกว่าจริงๆ แล้วมันเรียกว่า "จิตใต้สำนึกบำบัด" แต่คนส่วนมากก็จะเรียกว่าสะกดจิต 
มันเป็นการดึงเอาปมที่ฝังอยู่ในจิตใต้สำนึกออกมา แล้วก็แก้ที่ปมตรงนั้น
ความรู้สึกเศร้าก็จะดีขึ้น...หมอว่างั้นนะ

ตอนแรกก็ไปเจอจิตแพทย์ก่อน หมอถามว่าอาการช่วงนี้เป็นยังไงบ้าง
เราตอบว่าก็เหมือนเดิม เศร้าเหมือนเดิม ไม่ได้มีอะไรดีขึ้น
เราตอบไปแค่นั้นแหละ แล้วหมอก็วาดกราฟออกมา เป็นกราฟแบบในรูปข้างบน
หมอบอกว่าความรู้สึกเราเป็นแบบด้านซ้าย ส่วนความรู้สึกคนทั่วไปจะเป็นแบบด้านขวา

คนทั่วไปก็จะมีอารมณ์ขึ้นบ้างลงบ้าง แต่ไม่มาก แล้วอารมณ์ส่วนใหญ่ก็จะคงที่
ส่วนอารมณ์ของเราไม่เคยมีความสุขเลย 
แฮปปี้มากสุดในชีวิตก็คืออารมณ์เฉยๆ ตรงกลาง นอกนั้นก็เป็นอารมณ์เศร้า
แล้วอารมณ์เราแกว่งมาก เดี๋ยวขึ้นเดี๋ยวลง
และถ้าลงแล้วก็จะลงวูบแบบดิ่งมากๆ และดึงขึ้นมายากด้วย
หมอบอกว่าเราเป็นคนที่รับความรู้สึกเร็วมาก
มีอะไรมากระทบใจนิดเดียวก็จะสามารถเศร้าไปได้อีกหลายวัน

เราแอบตกใจกับกราฟของหมอ... กราฟด้านขวาน่ะเราไม่รู้หรอก 
แต่กราฟด้านซ้ายเป็นกราฟที่เราเคยวาดไว้ในไดอารี่
ซึ่งหมอวาดออกมาได้ตรงกับกราฟที่เราเคยวาดไว้เลย

หมอพูดต่ออีกว่า บุคลิกภาพของเราเป็นแบบ borderline
คือชีวิตมีแต่สีขาวกับสีดำ ไม่มีสีเทา ประมาณว่าถ้าไม่รักก็เกลียดไปเลย
แบบรักแรงเกลียดแรงนั่นแหละ มันก็เลยกระทบกับความสัมพันธ์ไปหมดทุกอย่าง
เราจะคาดหวังกับความสัมพันธ์สูงมาก
คิดว่าเขาต้องรักเรามากๆ รักเราคนเดียว ห้ามเปลี่ยนไป ห้ามรักคนอื่น
แล้วเวลาเรารักใครเราก็จะทุ่มเทมากๆ เหมือนกัน

ซึ่งเราก็รู้ตัวเองในจุดนี้มานานแล้วนะ แค่ไม่รู้ว่ามันเรียกว่าอะไร
เรารู้ว่าเราเป็นคนแบบนั้น แล้วคาดหวังกับคนอื่นแบบนั้น
แล้วมันไม่มีทางเป็นไปได้ที่จะให้ใครมารักเรามากๆ ตลอดไป
ดังนั้นเราก็เลยไม่รักใครเลย ไม่รักใคร แล้วก็ไม่คาดหวังว่าจะให้ใครมารักเรา

ซึ่งหมอบอกว่าตอนนี้มันไม่ใช่แค่บุคลิกภาพ แต่มันกลายเป็นนิสัยไปแล้ว
มันเลยแก้ไขยากมากๆ แล้วหมอก็พูดถึงอารมณ์ split อีกอย่างนึงด้วย
แต่เราไม่แน่ใจเหมือนกันว่าหมอหมายความว่าอะไร

อ้อ...แล้วหมอก็บอกว่าเรารู้สึกขาดความรักในตอนเด็ก
สิ่งที่พ่อกับแม่ทำ พ่อกับแม่อาจจะคิดว่านั่นคือความรักแล้ว
แต่ตัวเราที่เป็นเด็กน้อยตอนนั้นไม่ได้เข้าใจเหมือนในตอนนี้
ดังนั้นเราเลยต้องไปสะกดจิตเพื่อดึงสิ่งที่ตัวเราในตอนนั้นคิดว่าพ่อกับแม่ไม่รักออกมา
แล้วก็บอกเด็กน้อยคนนั้นให้เข้าใจว่าพ่อกับแม่รักเรา

ตอนที่หมอพูดนี่เราก็แอบแย้งในใจ 
เราจำได้ว่าพ่อกับแม่ก็รักเรามากมาตลอด
เราจะขาดความรักได้ยังไง ขาดความรักตอนไหน 
นึกไม่ออกเลย 
แล้วเราก็ได้ไปสะกดจิตต่อ...

การสะกดจิตทำโดยนักสะกดจิต เริ่มด้วยการให้เรานอนบนเตียง ห่มผ้า หลับตา 
เขาจะมีแว่นให้เราสวม เราไม่รู้เหมือนกันว่ามันมีไว้ทำไม
แต่มันเป็นแว่นที่มีแสงออกมา มันกะพริบแวบๆๆ เข้าตา จนรู้สึกแสบตาทั้งที่ยังหลับตาอยู่
สักพักมันก็กลายเป็นแสงนวลๆ บางทีแสงก็หายไป บางทีก็กลับมากะพริบใหม่
แล้วเขาก็จะมีเครื่องเล็กๆ สวมไว้ที่นิ้วชี้ นิ้วกลาง และนิ้วนาง
เขาบอกว่ามันเป็นเครื่องที่วัดคลื่นสมองของเรา

ระหว่างการสะกดจิต สมองของเราจะอยู่ในคลื่นช่วงธีต้า
เป็นคลื่นที่สามารถดึงข้อมูลจากจิตใต้สำนึกได้ เป็นคลื่นระดับเดียวกับสมาธิระดับลึก 
สามารถเข้าถึงและเรียกความทรงจำระยะยาวได้ดี สะท้อนการทำงานของจิตใต้สำนึก 
เราจะรู้สึกกึ่งหลับกึ่งตื่น คือรู้สึกตัวทุกอย่าง แต่ก็จะดึงความทรงจำออกมาได้

ตอนเริ่มเขาก็จะเปิดเพลงคลอเบาๆ ให้เราผ่อนคลาย 
จากนั้นเขาก็ให้เรานึกถึงเหตุการณ์ที่มีความสุขที่สุด
ตอนแรกเราคิดว่ามันไม่มี แต่จู่ๆ ภาพภาพหนึ่งก็โผล่ขึ้นมาในความทรงจำ
เป็นภาพที่เราเคยวิ่งเล่นกับเพื่อนบ้านตอนเด็กในช่วงปิดเทอม
ไม่มีการบ้าน ไม่มีเรื่องให้ต้องคิด ไม่มีอะไรให้ต้องกังวล

ต่อมาเขาให้เรานึกถึงแม่ นึกถึงพ่อ
แล้วภาพตอนที่เราทะเลาะกับแม่ก็ผุดขึ้นมา
มันเป็นเหตุการณ์ที่เราเกือบลืมไปแล้ว แต่พอภาพนั้นมันขึ้นมา เราก็จำได้ทันที
ตอนนั้นแหละที่เราคิดว่าแม่ไม่รักเรา แม่รักน้องมากกว่า
ภาพตอนที่เราร้องไห้เพราะพ่อก็เข้ามาในความทรงจำด้วยเหมือนกัน
ใช่ ภาพเหตุการณ์สองภาพที่มันเกิดขึ้นจริง
เพราะพ่อกับแม่ก็ยืนยันได้ว่ามันมีเหตุการณ์นั้นจริงๆ เหตุการณ์ที่เราแทบจะลืมมันไปแล้ว 
แต่ใครจะนึกว่ามันจะเป็นปมฝังลึกที่ส่งผลต่อความรู้สึกเรามาจนถึงทุกวันนี้

หมอบอกว่าให้เรากลับไปหาเด็กน้อยในความทรงจำคนนั้น
กลับไปกอดเขา กลับไปปลอบใจเขา กลับไปพูดคุยกับเขาให้เข้าใจ
แต่นี่ก็คงเป็นสิ่งที่เรายังทำไม่ได้
เด็กน้อยคนนั้นไม่สนใจเราเลย เธอยืนนิ่งอยู่อย่างเดียวดาย
เธอมองผ่านเราไปเหมือนเราไร้ตัวตน
แล้วเธอก็ยังคงติดอยู่กับความเศร้าต่อไป....
SHARE
Writer
21JAN
hopeless girl
"ฉันฆ่าตัวตายในความคิดเสมอ"

Comments

Estrella
2 years ago
เป็นกำลังใจให้นะคะ มีหลายคนที่แก้ปัญหาด้วยวิธีนี้ แล้วสภาพจิตใจพวกเขาแข็งแรงขึ้นมาก บางทีถ้าคุณไม่สามารถคุยกับเด็กคนนั้นได้ คุณลองเปลี่ยนเอาตัวเองเข้าไปในจุดที่คุณพ่อหรือคุณแม่ของคุณยืนอยู่ในเวลานั้นแทนนะคะ เอาตัวเองเข้าไปเป็นท่าน เข้าใจเหตุผลในการกระทำของท่าน ปรับมุมมองใหม่นะคะว่าท่านทำไปเพราะมีเหตุผล ไม่ใช่ไม่รักคุณค่ะ (: 
Reply
21JAN
2 years ago
ขอบคุณมากค่ะ ตัวเราในตอนนี้เข้าใจเหตุผลของท่านนะคะ แต่ตัวเราในตอนเด็กไม่เข้าใจ มันเหมือนเป็นจิตใต้สำนึกที่ยังเข้าไปแก้ไขไม่ได้ แต่เราก็จะพยายามต่อไปค่ะ ขอบคุณสำหรับกำลังใจนะคะ
khemZ
6 months ago
กำลังสนใจทางเลือกนี้มากเลยค่ะ ตอนนี้เป็นยังไงบ้างแล้วคะ?
Reply