มีตติ้งเดย์
11 พฤศจิกายน 2559

ถึงที่นัดหมายราว 1 ทุ่ม พวกเราทั้งหมดเจอกันที่ร้านข้าวแถวหอพัก ทักทายกันพอหอมปากหอมคอ ฉันนั่งลงที่ว่างข้างเอ้ก เสียงหนึ่งถามว่าแล้วเพื่อนที่ฉันซ้อนท้ายมาอยู่ไหน "มันหาที่จอดรถอยู่" ฉันตอบ แหงล่ะ พรุ่งนี้รับปริญญา นักศึกษาก็กลับหอกันเกือบทุกคน รถก็เยอะ คนก็แน่น หาที่จอดรถยากเป็นธรรมดา

ระหว่างที่เลือกเมนูอาหารว่าจะกินอะไรก่อนไปร้าน เสียงเดิมพูดขึ้นอีกว่า "เลือกดีๆ นะ ระวังมึงอ้วกนะ" โอ้โห ดูถูกกันสุดๆ "งั้นมึงมาช่วยกูเลือกดิ เพราะเดี๋ยวมันอาจจะไปรดที่ตัวมึง" ปิงหัวเราะเอิ้กอ้ากแล้วคุยกับเพื่อนต่อ เอาอะไรดีระหว่างเกี๊ยวกุ้งหรือเกี๊ยวหมู เกี๊ยวกุ้งละกัน ท่าทางสมูทกว่า

"ฮาย ว่าไงเธอ" หันไปหาคนที่นั่งเยื้องๆ อื้ม …ไม่ได้เจอกันนาน "หวัดดี" ฉันทักทายตอบ เหลือบไปเห็นตำแหน่งที่นั่งก็ยิ้มแห้งทันที เขานั่งติดกันด้วย ถูกใจดาเขาล่ะ บอลเดินตามมานั่งตรงข้าม บ่นๆ ว่าคืนนี้คงไม่ดื่มเพราะต้องขี่รถกลับบ้าน เดี๋ยวทะเลาะกับแฟน เดี๋ยวพ่อด่า บลา บลา แต่ไปๆ มาๆ ท่าทางไม่น่าได้กลับจริงๆ

ทุ่มกว่าเข้าไปแล้ว ลืมชวนเลย เลื่อนหาห้องแชทในเฟซบุ๊กที่ไม่ได้คุยมานาน แล้วก็กรอกคำชวนไปตามความคะนอง "วันนี้มาเยือนมอแกอ่ะ ดักตีได้" แชทนั้นยังไม่ตอบทันที เคยสัญญาไว้ว่าถ้ามาอีกจะนัดเจอกัน แต่ก็ช่างเถอะ จะมาไม่มาก็ถือว่าชวนแล้ว

วันนี้เป็นมีตติ้งเดย์ คือวันที่เพื่อนมัธยมต่างมหาลัยจะนัดรวมกัน หลักๆ ก็คือกินเบียร์ หรือเล่นไพ่ ปิงบอกว่าคืนนี้มีเรา 6 คน รวมกับเพื่อนสาขามันอีกก็เกือบ 20 คน จองร้านไว้เรียบร้อยแล้ว เราทั้งหมดกินอะไรเสร็จเรียบร้อยก็กลับไปที่หอดาซอยใกล้ๆ เพื่อรอเวลาร้านเปิด 

ปิงและดาอยู่มหาวิทยาลัยเดียวกัน ปิงเรียนวิศวะ ดาเรียนสถาปัตย์ สองคนนี้ค่อนข้างสนิทกัน ดารู้จักเพื่อนปิงเกือบทุกคนจากการไปนั่งดื่มกันบ่อยๆ บ้าง ช่วยดาตัดโมฯบ้าง แถมเพื่อนบางคนของปิง ดาก็รู้จักเป็นพิเศษ

เปิดห้องปุ๊บพี่แกก็จัดบุหรี่ไฟฟ้ากันควันกระจายยิ่งกว่าหมอกบนดอย "เอาไหมเธอ" เขาชวนสูบบุหรี่ไฟฟ้า "ไม่อ่ะ เราไม่ชอบอะไรดูดๆ สูบๆ" ตอบแบบขอไปที "ชอบดูดอย่างอื่นมากกว่า ฮ่าฮ่าฮ่า" เอ้กกับดาพูดสองแง่สามง่ามตามสไตล์ ที่ตอบไปแบบนั้นไม่ได้ตั้งใจพูดติดตลก แต่ไม่กล้าบอกว่าเกลียดควันเพราะพ่อปอดหายจากการสูบบุหรี่ 

"แหม มึงก็เซ็กซี่เหลือเกิน ได้กลับมาแน่ๆ คืนนี้" ปิงพูดถึงฉันที่ใส่เสื้อสีดำแต่แผ่นหลังซีทรู "เบาๆ ว่ะ" ก็พี่สาวให้มานี่หว่า ไม่ใส่โอกาสนี้ก็คงไม่ได้ใส่อีกต่อไป "ถ้าได้กลับมาจริงๆ นี่ยอมไปนอนร้านเกมเลย" คนปากคะนองเจ้าประจำแซวซะอยากลุกขึ้นไปตบปาก สุดท้ายก็ได้แต่เงียบใส่ คิดในใจว่า เขาคิดว่าเราง่ายขนาดนั้นเลยเหรอ คืนนี้อย่ามานั่ง มานอนใกล้เลยนะ 

ปิงโยนสำรับไพ่มาให้อย่างรู้ใจ "เออดี ๆ คืนนี้แม่จะรวย" ขาไพ่อย่างเรารีบคว้ากระเป๋าสตางค์ควักเศษเหรียญทันที 

เราเล่นไพ่ฆ่าเวลากันอยู่ 3 ขา ฉัน ปิง และเขา คนอื่นสลับไปแต่งหน้า อาบน้ำกันบ้าง แต่แล้วปิงก็วุ่นวายประกอบบุหรี่ไฟฟ้าอะไรของมันจนต้องให้บอลถือไพ่แทน เราเล่นป๊อกเด้งเกมประจำตาละบาทสองบาท จนเหลือกันสองขา แค่ฉันกับเขา ตอนลุ้นไพ่แล้วจ้องตากันนี่โคตรวัดใจเลย กะว่าจะไม่หลบสายตาแต่ก็ทำไม่ได้ เราเล่นสนุกเฮฮาจนโดนเพื่อนเอ็ดไปหลายรอบ แต่อย่างที่บอก คืนนี้แม่จะรวย ด้วยความที่มือขึ้นสุดท้ายเขาติดหนี้ฉัน 20 บาท เอาไปคุยได้ทั้งคืน

ก่อนออกจากหอ ก็เติมหน้านิดหน่อยตามประสา ปิงผู้มีปัญหากับเมคอัพของผู้หญิงแซวว่า "ถ้าเพื่อนกูมาจีบมึงจะทำยังไง เพื่อนกูเลยนะ" เหอ มึงมั่นใจอะไรในเบ้าหน้ากูขนาดนั้น เพื่อนมึงไม่จีบกูหรอก อย่างน้อยก็คนนึงล่ะ "เพื่อนมึงไม่จีบกันเองหรือไง" ตอบกลับใส่ปิงไป "โอ้โหมึง สวยๆ แม่งออกตั้งแต่ปีหนึ่ง เดี๋ยวมึงไปดูพวกที่เหลืออยู่ แมนกว่ากูทั้งนั้น"

เราไปกันรถมอไซด์ 2 คัน ด้วยความที่รถบอลเป็นรถแต่งและเบาะเล็ก เลยนั่งได้แค่ 2 ที่ ไอ้ความโชคดีหรือโชคร้ายไม่รู้ที่ขายาวกว่าชาวบ้าน เลยโดนเนรเทศมานั่งสบายๆ ที่เหลืออัดสี่กันไปยังกับรถครอบครัว

ที่ร้านเวลาตอน 3 ทุ่ม ฉันนั่งอยู่กลางโต๊ะ ข้างๆ มีแต่เก้าอี้ว่างเปล่า เพื่อนเปาที่เหลือยังไม่มีใครมาสักคน เรา 6 นั่งกันชิล ฟังเพลงไปดื่มไป กระดกได้ไม่เท่าไหร่ ก็เปิดมือถือเล่น แชทนู้นนี่ จู่ๆ ข้อความในแชทก็ดัง

'อ้าว อยู่แถวไหน'
'นี่มาร้านXXXแล้ว'
'มากันกี่คน'
'หลายอ่ะ พอดีมีเพื่อนของเพื่อนด้วย อยู่วิศวะ'
'เมื่อกี้เพิ่งนั่งรถผ่านเอง น่าสน แต่เราไปแล้วจะกร่อยรึเปล่า'
'อ้าว แล้วแต่ๆ คืนนี้ไม่มาไม่เป็นไร ไม่แน่พรุ่งนี้อาจเจอกัน'
'พรุ่งนี้ มีรับปริญญาอ่ะ จะเจอไหม นี่ต้องตื่นเช้าไปช่วยพี่ด้วย คืนนี้ไม่ค่อยสะดวกเลย ทำไมไม่บอกล่วงหน้า'
'ฮ่าฮ่า งั้นไม่เป็นไร'
'เอาเป็นว่าเดี๋ยวเคลียร์ตัวเองแป๊บ เพิ่งไปซื้อของมา เดี๋ยวดูก่อน อาจจะไปนะ'
'น่าน ใจๆ เว้ย ฮ่าๆ'
(Like)

4 ทุ่ม เบียร์หมดไปเท่าไหร่จำไม่ได้ แต่เริ่มตึงๆ แล้ว พอเพื่อนวิศวะของปิงเริ่มทยอยมา มันเลยสลับที่ให้ฉันไปนั่งริมโต๊ะแทน ย้ายไปก็เจอชายล้วนโต๊ะข้างๆ ปิงบอกถ้าหิวน้ำก็ขอเขาได้ ปีสี่เหมือนกัน แหม มึงจะดันอะไรกูนักหนา เลยดึงเสื้อที่คาดซีทรูข้างหน้าให้มิดชิดขึ้น อย่างที่บอกว่าไม่ได้ใส่มาเพื่อหวังอะไร เพื่อนปิงเริ่มมากันบ้าง ปิงแนะนำว่า จำคนนี้ได้ไหม ที่มึงอ้วกใส่เขาครั้งก่อน มันชี้ไปหากุ้ง เอิ่ม แอบอายนิดหน่อย ครั้งแรกที่มาดื่มที่นี่ฉันเมาเละชนิดที่ว่าเพื่อนต้องหิ้วปีกกลับหอ และกุ้งที่ไม่รู้จักกันคอยดูแลเช็ดหน้าลูบหลังให้ รู้สึกอายปนขอบคุณ แล้วทำไมถึงเมาเละน่ะเหรอ? 
ไม่รู้สิ ก็ต้องไปถามเจ้าคนบ้าคนนั้นดู...

เขายื่นบุหรี่ไฟฟ้าของตัวเองมาให้ ฉันเบือนหน้าหนี บอกว่าสูบไม่เป็น แต่โดนสายตาคมๆ ชักชวน กดดันไม่เลิก เลยหยิบๆ มาลองดูสักหน่อย สูดดดด ร้อน! บุหรี่ลวกปากเข้าให้ "ก็อย่าเอาริมฝีปากไปโดนสิ" เขาสอนวิธีการสูบ แต่ให้ตายก็ยังสูบไม่เก่ง พอให้พ่นควันเป็นก็หยุด แต่พอเจอชนแก้วไปหลายรอบ ชักเริ่มคึก จากที่สูบไม่เป็นก็หยิบมาสูบเอาๆ กระทั่งคล่องปรื๋อ นั่งไปสักพัก ดาที่นั่งข้างๆ ลุกไปหารุ่นพี่ จู่ๆ เขากับบอกกับปิงว่าขอย้ายที่มานั่งติดกับฉันด้วยเหตุผลปลอมๆ อะไรสักอย่าง ฉันจะรู้สึกอะไรเหรอ ก็ไม่นี่ เราก็แค่ผลัดกันสูบบุหรี่ไฟฟ้า ถ่ายน้ำลายกันผ่านปากบุหรี่ แค่นั้น...

เอ้กนัดเพื่อนเก่ามาเจอ ปิงชนแก้วกับเพื่อนไม่หยุด บอลฟุ๊บหลับไปหลายรอบเพราะมันทำงานเป็นกะ ดาเริ่มเมาและร้องไห้ อาการนี้ไม่เคยเห็นเป็นมาก่อน ปิงบอก "ความในใจมันเยอะ" คงเพราะปิงจับให้เพื่อนของมันที่ดาสนิทด้วยเป็นพิเศษมานั่งตรงข้าม ไหนจะเขาอีก ทำให้ดามีคนที่แอบชอบนั่งอยู่ตรงหน้าถึง 2 คน คงจะกระอักกระอ่วมไม่น้อย อีกคนก็แทบไม่มีหวัง อีกคนก็มีอดีตไม่ดีด้วยเยอะ ไม่แปลกที่ฤทธิ์แอลกอฮอลมันกระตุ้นเคมีในร่างกายทำงานจนหลั่งน้ำตาออกมา ...ไม่รู้ว่าเลือกไม่ถูก หรือเสียใจที่ทั้งคู่ไม่ชอบเธอกลับกันแน่ 

5 ทุ่ม บั๊กทักมาว่าถึงแล้ว อยู่หน้าร้านมาครึ่งชั่วโมง อิดออดจะไม่เข้าเพราะคนเยอะ ฉันที่กำลังไฮท์ได้ที่ จึงเดินเป๋ๆ ออกไปรับ ไม่ลืมบอกปิงว่ามีเพื่อนมาแจมด้วย บั๊กเป็นเพื่อนประถม ตอนนี้เรียนวิศวะเหมือนกันแต่คนละภาคกับพวกนี้ จะเรียกว่าเพื่อนหรือเปล่าก็ไม่แน่ใจ เพราะเรารู้จักกันจากการที่บั๊กตามตื๊อฉันตั้งแต่ตอนประถมโน้น แยกย้ายกันไปไม่ได้ติดต่อกัน จนช่วงมอปลายได้กลับมาคุยกันอีกครั้ง และวันหนึ่งเขาก็ชวนไปดูหนัง จากนั้นฉันก็ไม่รับโทรศัพท์บั๊กอีกเลย ซึ่งพอมาในวันนี้ฉันรู้แล้วว่าความสัมพันธ์ที่มันจะดีกับฉันและบั๊กก็คือ 'เพื่อน' ผ่านมา 2 – 3 ปี ฉันได้มีโอกาสได้บอกขอโทษเขาไปที่อยู่ๆ ก็ทำแบบนั้น วันนี้เลยชวนบั๊กมาในฐานะเพื่อนกันจริงๆ บั๊กมากับเพื่อนอีกคน ฉันเดินนำมาที่โต๊ะระหว่างที่บั๊กและเพื่อนอีกคนของเขากำลังหาทางเบียดเข้ามา ฉันสะกิดบอกคนข้างๆ ว่า "มีเพื่อนเรามานะ" เขาถามว่า "เพื่อนคนไหน สวยไหม" ฉันบอก "ไม่ใช่ เป็นผู้ชาย" "อ๋อที่มากับผู้หญิงอ่ะเหรอ" "ไม่ใช่ ที่เป็นผู้ชายเดินมา 2 คน" "อ๋อเหรอ…"

ชักชวนบั๊กกับเพื่อนให้นั่งด้วยกัน ดีที่เพื่อนเอ้กกลับไปแล้วเลยเหลือที่นั่งเพิ่ม 1 ที่ แนะนำกันเล็กน้อย พอบั๊กมาถึงเสียงที่โหวกเหวกเฮฮาจากคนๆ นึงก็เงียบไป เขาที่นั่งข้างๆ ผุดลุกผุดนั่งคุยโทรศัพท์อะไรสักอย่าง แต่ช่างเถอะ คงรายงานคุณแฟนที่มีบุคลิกคุณแม่ ว่าทำอะไร อยู่ที่ไหนตามระเบียบ บั๊กบ่นไม่หยุดเรื่องชวนมากะทันหัน แต่ก็ถือว่าดีที่มา ยังดีที่ยังไม่ลืมเพื่อนเก่าคนนี้ 

เวลาปาไปเท่าไหร่แล้วไม่รู้ แต่เหมือนว่าปิงจะไปส่งดาที่หอเพราะดาเริ่มร้องไห้หนักขึ้น คนอื่นก็เริ่มเมาได้ที่ ชนแก้วไม่หยุด เพื่อนปิงเริ่มกลับไปบ้างแล้ว รวมถึงคนที่ดาแอบชอบด้วย บั๊กขยับมานั่งติดฉัน กลายเป็นว่าฉันนั่งอยู่ระหว่างบั๊กและเขา ...คนที่เคยชอบเรา กับคนที่เราเคยชอบ อืม ช่างซับซ้อน และสับสนดีจริงๆ ความลับอย่างหนึ่งของฉันคือสาเหตุที่ฉันไม่รับโทรศัพท์บั๊กในตอนนั้น ก็คือคนที่นั่งหัวเราะข้างฉันอยู่ตอนนี้ และมันซับซ้อนยิ่งขึ้น เมื่อไม่กี่นาทีที่แล้วเจ้าอดีตแฟนบ้าที่ไม่ได้คุยมา 3 ปี ส่งข้อความมา... 
...บางทีก็คิดนะ ว่าคนเราต้องสับสนกับความสัมพันธ์ที่มันซับซ้อนได้กี่ตลบ 
แต่ก่อนที่จะสับสนกับอะไร ในหัวตอนนี้มันไม่รับรู้อะไรทั้งนั้น ฉันไม่รู้ว่าตอนนี้เป็นเวลาเท่าไหร่แล้ว ไม่รู้ว่าปิงไปส่งดากลับมาหรือยัง ไม่รู้ว่าแฟนเก่าของฉันคนนี้คิดอะไรอยู่ถึงทักมา ทุกอย่างมันเบาหวิวอยู่ในสภาพแวดล้อมที่หนักหน่วง เสียงคนคุยจ้อโวยวาย เสียงเพลงดังตึงตัง ที่พอจะจับเรื่องราวได้ก็คือว่า เขาข้างๆ คุยกับเหล่าเพื่อนผู้หญิงของปิงอย่างเฮฮาสนุกสนาน ส่วนเราคุยกับบั๊กในหัวข้อประเด็นหนัก เท่าที่จำได้คือ เรื่องเลือกตั้งในอเมริกา เฟมินิสต์ และความเท่าเทียมประมาณนี้ งงเหมือนกันที่มันมาเป็นหัวข้อสนทนาในวงเหล้าของนักศึกษาปีสุดท้ายได้ยังไง 

พอสติเริ่มไป ร่างกายมันก็บังคับไม่ค่อยอยู่ มือที่ปัดป้องกันไปมาอยู่ๆ ก็สัมผัสแนบกัน บรรยากาศบนโต๊ะอื้ออึงทั้งเสียงเพลง และเสียงจากคนเมาทุกโต๊ะ บนโต๊ะเราเองเต็มไปด้วยเสียงท้าทาย เชียร์กันดื่มเบียร์สนุกสนาน ส่วนบรรยากาศใต้โต๊ะระหว่างเขากับเรามันกลับโรแมนติกและวาบหวิว นิ้วมือขวาฉันและนิ้วมือซ้ายเขาเกี่ยวพันกันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ...ทั้งๆ ที่บนโต๊ะเราหันหน้าออกจากกันไปคนละทาง พูดคุยคนละวงสนทนา


'มันช่างบังเอิญเนอะ' ฉันคิด 
...บังเอิญคนเยอะเราจึงต้องนั่งเบียดกัน 
...บังเอิญฉันถนัดขวาและเขาถนัดซ้าย 
...บังเอิญเอื้อมมือยกแก้วบ่อยๆ มันก็เกะกะเลยวางพักไว้บนหน้าขาของเขา ไม่ได้จงใจ 
...มันบังเอิญเผลอตัว 

แต่ความบังเอิญมันเริ่มไม่บังเอิญ เมื่อมือของเขามากุมมือของฉัน 
...มันไม่บังเอิญแล้วที่บางจังหวะเราก็สอดประสานมือแนบสนิทกัน 
...มันคงไม่บังเอิญแล้วเมื่อต่างฝ่ายต่างรู้สึกดี แต่กลับไม่มีใครรู้ และไม่มีใครเห็น ความไม่บังเอิญนี้


ความลับใต้โต๊ะของเราฉันไม่คิดว่ามันคือสิ่งที่ผิดหรือน่าละอาย เราทำไปเพราะความต้องการลึกๆ มันผุดออกมา คงเพราะจากฤทธิ์แอลกอฮอล์ ฉันแค่รู้สึกว่ามันอบอุ่นและสบายใจ ฉันไม่รู้ว่ามีใครเห็นไหม แต่คิดว่าทุกคนเมาเกินกว่าจะมาสังเกตเราทั้งคู่ ขนาดเราเองยังไม่ทันสังเกตเลยว่า เรากุมมือกันนานจนกระทั่งร้านปิด 

ขากลับเหลือกัน 5 คน เอ้กที่ดูมีสติกว่าได้ไปนั่งกับบอล ส่วนฉันโดนประกบโดยเขาและปิง เท่าที่จำได้คือรถมอเตอร์ไซค์ซ้อนสามของเรากำลังแล้นผ่านบั๊กและเพื่อนที่กำลังเดินกลับ ฉันตะโกนลาก้องถนน หมดแล้วยางอายที่เคยมี เราไม่ได้มุ่งหน้าไปหอดาเพราะปิงย้ายไปขี่รถให้กุ้ง ต้องไปส่งกุ้งที่วันนี้เมาเละแทนฉันก่อน แอบขอโทษทีที่ไม่ได้ดูแลตอบแทนวันนั้นนะกุ้ง 

ปิงแบกกุ้งขึ้นห้อง เราทั้งคู่จอดรถรอปิงอยู่ใกล้ๆ เขาชวนฉันร้องเพลง ฉันก็ร้องไม่หยุด จำไม่ได้ว่ามีเพลงอะไรบ้างแต่ร้องเพี้ยนสิ้นดี วูบหนึ่งทรงตัวไม่อยู่ ฉันกอดเขาไว้เพราะกลัวตกรถ เขาบอกว่าซบมาได้เลยบนแผ่นหลังของเขา ฉันซบอย่างไม่เกรงใจ เพราะมันหนักเกินกว่าจะประคองตัวเองได้ ในใจอยากบอกให้เขารู้ว่าฉันไม่ได้รังเกียจที่เขาดูแลฉันแบบนี้เลยพูดประโยคหนึ่งที่พอจะจำได้ ประมาณว่าบ่นเรื่องขามาบอลขี่รถเร็ว และฉันกลัว รู้สึกไม่ปลอดภัย แต่ฉันไว้ใจเขากับปิงมาก และไม่เคยกลัวที่จะซ้อนรถเขา ขอบคุณที่ช่วยดูแลกันมาตลอด ขอบคุณที่เป็นเพื่อนที่ดีมาตลอด 7 ปี...

สุดท้ายก็กลับหอมาได้อย่างสวัสดิภาพ ดา เอ้ก และบอล พวกตัวเล็กๆ ได้นอนบนเตียงสบาย แต่พวกสูงเก้งก้างอย่างเราได้นอนพื้น ฉันเห็นหมอนก็ลงไปนอนกอดแบบไม่พูดพร่ำทำเพลง หลับไปตอนไหนไม่รู้ รู้สึกตัวอีกทีคือไฟมืดหมดแล้ว ปิงปัดแขนฉันออกเพราะคงพาดไปเกะกะมัน ฉันเลยเขยิบไปอีกฝั่งจนชิดติดเขา แรกๆ ไม่ค่อยหนาว พอดึกๆ เริ่มนอนขดตัว พวกชนชั้นล่างก็มีเครื่องนอนแค่ผ้าปูรองพื้นบางๆ กับหมอนไม่กี่ใบ เลยแอบดึงผ้าขนหนูจากตัวเขามาห่ม ขโมยตุ๊กตาจากเขามากอด เขาคงรำคาญ วูบหนึ่งเขาเลยเอื้อมมือกอดฉันแทน 'อุ่นจัง' อยากให้กอดแบบนี้นานๆ แต่พอฉันขยับตัว ท่อนแขนนั้นก็หายไปแล้ว 

เช้ามา เราแยกย้าย พวกหนึ่งต้องรีบกลับ พวกหนึ่งไปถ่ายรูปกับพี่บัณฑิต ฉันจำได้ลางๆ ขณะที่ยังไม่ตื่น เขาใช้เท้าสะกิดขาฉันทีหนึ่งเพื่อบอกลา แต่ตอนนั้นยังไม่สร่าง พอตื่นมาเขาก็รีบกลับไปแล้ว ฉันพยายามทบทวนว่าเมื่อคืนเราทำอะไรบ้าง พอนึกขึ้นได้ก็นึกเสียดาย ไม่ได้บอกเขาก่อนกลับว่า... 

'หนี้ยี่สิบบาทที่ติดเราน่ะ อย่าลืมใช้นะ' แค่นั้น ใช่ แค่นั้นแหละที่จะบอกเขา


SHARE
Writer
nRm
Author
ความรู้สึกอะไรที่เราไม่สามารถ บรรยายออกมาเป็นคำพูดได้ ‘จงเขียน’

Comments