อยุธยาก็ได้วะ.
"มึง หยุดกีฯเที่ยวไหนดีวะ"

เป็นอันรู้กันดีว่าช่วงหยุดกีฬามหาลัยของทุกปี เหล่านิสิตทั้งหลายจะพากันหนีเที่ยว ในประเทศบ้าง นอกประเทศบ้างตามแต่กำลังทรัพย์ แน่ล่ะ หยุดยาวเป็นสัปดาห์แบบนี้ฉันก็มีแต่ความคิดอยากจะก้าวออกไปให้พ้นจากสามย่านอันเป็นที่รักยิ่งเหลือเกิน การใช้ชีวิตทุกวันอยู่ในสยามน่าเบื่อเกินจะทน

"ลพบุรีมั้ยมึง"
"ไปทำไมวะลพบุรี ลิงดุชิบหาย" ฉันขัด
"แต่กูอยากไปลพบุรี มึงงงง กุอยากไปดูลิง มันมีทุ่งดอกคอสมอสด้วยนะ สวยมากก ถ่ายรูปสวยแน่ๆ"
"เออ ถ้ามึงอยากไปก็ไปก็ได้"
"มีจังหวัดอื่นที่อยากไปอีกมั้ยวะ"
"กูอยากไปยุดยา"
"มึงแต่มันร้อน ร้อนมากๆ ไปลพบุรีเหอะ"
"อ่ะ งั้นก็ไปลพบุรี55555" ฉันตอบตัดปัญหา

แค่ได้ออกจากบ้านก็พอแล้ว จะเที่ยวที่ไหนก็ได้หมดแหละ ..

เราตกลงกันว่าเราจะไปรถรอบเที่ยว 8.30 น. ซึ่งเป็นรถด่วนพิเศษ เป็นการเดินทางที่จะถึงลพบุรีเร็วที่สุดจะได้มีเวลาเที่ยวเยอะๆ และกลับมาทันรถไฟรอบหกโมงในเย็นวันนั้น

07.00 น.
ฉันถึงสถานีรถไฟหัวลำโพงเป็นคนแรก ด้วยความที่เป็นมนุษย์บ้านไกลสุด โยมพ่อจึงขู่ไว้ตั้งแต่เมื่อคืนว่าถ้าไม่รีบออกจากบ้านจะตกรถไฟ ฉันเลยต้องงัดร่างขึ้นมาตั้งแต่ตีห้า อย่าถามถึงข้าวเช้าเลย ไม่ได้กินค่ะ!

เพื่อนอีกคนมาถึงในเวลาไล่เลี่ยกัน เราเลยตกลงกันว่าจะออกไปนั่งกินโจ๊กกันก่อนระหว่างรอพวกที่เหลือ นั่งคุยกันเพลินมองนาฬิกาอีกที่ก็ 7.30 แล้ว

"ทำไมยังไม่มีใครมาถึงอีกวะ"
"งั้นเดี๋ยวกุโทรถามให้ๆ" ฉันกดโทรศัพท์โทรออกไป รอซักพักถึงได้ความว่าคนหนึ่งใกล้จะถึงแล้ว ส่วนอีกคนยังหารถออกจากคอนโดไม่ได้ เวลาก็เร่งเข้ามาทุกที
"มึงๆ งั้นไปจองตั๋วเลยแล้วกัน ฝากซื้อด้วยเดี๋ยวกุรีบไป"

"น้องครับ ตั๋วexpressรอบ8.30น.เหลือแค่2ที่นะครับ"
ชิบหายแล้วไง ..
กูไปห้าคน !!

"แล้วรอบต่อจากนั้นล่ะคะ ถึงลพบุรีกี่โมง"
"ประมาณ12.45ครับ"
"โหมึง งั้นเราจะได้เที่ยวแค่นิดเดียวเองอ่ะ"
"เอาไงดีวะ"
"ไปจังหวัดอื่นมั้ย ?"

หลังจากตกลงกันเสร็จสรรพ เราเปลี่ยนแพลนหน้างานตรงนั้นว่าจะไปที่อยุธยาแทน ซื้อตั๋วกันไปในราคา 15บาท

เชี่ย ถูกชิบหาย
ค่ารถเมล์ไปกลับบ้านกูยังแพงกว่าอีก

เรานั่งแกร่วอยู่ในหัวลำโพงซักพัก รอรถไฟออก สารภาพจากใจจริงว่านี่เป็นการนั่งรถไฟธรรมดาไปเที่ยวครั้งแรกของฉันเลย นอกจากตั๋วจะถูกจนน่าใจหาย วันนี้บรรยากาศตอนเช้าลมพัดกำลังดี ไม่ร้อนมากเลย เลยทำให้เกิดความคิดว่าถ้ามีเวลาว่าง การพกหนังสือมาซักเล่มแล้วกระโดดขึ้นรถไปเที่ยวซักที่นอกเมืองคงเป็นเรื่องน่าสนุก ฉันคิดอย่างนั้น

เรานั่งวางแพลนทริปกันแบบลวกๆระหว่างนั่งในรถไฟ การเที่ยวอยุธยาในแพลนของฉันคือการได้ปั่นจักรยานชมเมืองแบบชิลๆหรืออาจจะล่องเรือ แวะกินขนมในคาเฟ่อร่อยๆ แวะเที่ยวโบราณสถานในตัวเมืองที่ดูเหมือนจะไม่ไกลกันเท่าไหร่นัก ทุกอย่างดูเป็นเรื่องง่าย ..

ง่ายซะที่ไหนล่ะ !!

ความพีคระดับหนึ่งเกิดขึ้นกับพวกเราตั้งแต่ก้าวลงจากชานชลา การเดินทางในอยุธยานั้นสำหรับคนที่ขับรถไม่ได้อย่างพวกเราจึงโดนเหล่านายหน้าตุ๊กตุ๊กดักตั้งแต่จะก้าวออกจากสถานี ซึ่งขอบอกเลยว่าแม่งตื๊อมาก ฉันพยายามจะปฎิเสธเพราะแค่ได้ข้ามไปอีกฝั่งนึงก็จะถึงสถานที่เช่ารถจักรยานแล้ว

แต่เค้าไม่ให้เราไปว่ะ
ดักกูทุกทางเลยจ้าาาาาาาาาาาาา

เนื่องจากที่เราโดนตื้อหนักมากๆ บวกกับเพื่อนบางคนในกลุ่มปั่นจักรยานไม่แข็ง ทุกคนจึงลงมติกันว่างั้นก็ควรไปกับตุ๊กตุ๊ก  เพราะเราไม่รู้วิธีอื่นที่จะพาเราเที่ยวอยุธยาได้ตามแพลนเราเท่านี้แล้ว ตุ๊กตุ๊กที่ว่าจะพาเราไปส่งทุกที่ที่เราอยากไป(นายหน้าเค้าว่ามางั้น แต่จะไปได้ทุกที่มั้ยเดี๋ยวมาดูกันจ้า) ซึ่งถ้าจะเทียบก็คล้ายๆกับการเหมารถแดงในเชียงใหม่ เราตกลงราคาเหมากับตุ๊กตุ๊กได้ที่ 800บาท (อันนี้ลดแล้วนะจ๊ะ ปกติ1000เด้อ) เราไปกัน5คน ตกกันคนละไม่เกิน200บาท ซึ่งเป็นเรทราคาที่ทุกคนรับได้

อ่ะ แพลนปั่นจักรยานกู
ล่ม.

เรามากินก๋วยเตี๋ยวที่หน้าวัดใหญ่ชัยมงคล มีเพียงแต่ฉันเองที่สั่งขนมจีนน้ำยา
"ทำไมมึงกินหนมจีนวะ"
"ตามรอยคุณเปรม"
"ห้ะ?"
"ก็กูมากี่ทีกูไม่เคยได้กินเลยหนิ มารอบนี้แหละใครก็ห้ามกูไม่ได้แล้ว ขนมจีนบางปะอินต้องเป็นของกู!"
"อินหลออออออ" เพื่อนคนหนึ่งในทริปจีบปากจีบคอแซวฉัน
"เงียบเลยอิปิ่น นู่น! ก๋วยเตี๋ยวมึงมานู่นแล้ว จบ แยก แดกค่าาาา"

เมื่ออาหารมาครบ พวกเราก็ตั้งหน้าตั้งตากินโดยไม่มีใครพูดอีก 
ไม่ผิดหวังกับขนมจีนบางปะอินจริงๆด้วย อร่อยมาก ฮืออออ
ขอบคุณตัวเองที่เชื่อใจในคุณเปรม!

เราวางแผนทริปกันต่ออีกเล็กน้อยก่อนจะเช็คบิล และมุ่งหน้าสู่วัดพนัญเชิง


"วัดนี้ห้ามขอเรื่องความรักนะ จะไม่สมหวัง" พี่คนขับพูดขึ้นหลังจอดรถ
"โห เสียดายอ่ะ"
"ก็ขอเรื่องอื่นแทน การงาน การเงินก็ได้ ความรักช่างมันเถอะ ถ้าสมมุติหน้าที่การงานเราดีเดี๋ยวก็จะมีคนดีๆเข้ามาหาเราเองแหละ" พี่คนขับกล่าวทิ้งท้าย

บางทีก็ชักจะสงสัย พี่ขับตุ๊กตุ๊กนี่นอกจากขับรถแล้วเปิดคลับฟรายเดย์เป็นจ๊อบเสริมด้วยมั้ย
แต่ก็จริงของพี่เค้าว่ะ

หลังจากเราไหว้หลวงพ่อโตที่วัดพนัญเชิงเสร็จ พวกเราดันอยากไปวัดนิเวศธรรมประวัติขึ้นมา วัดนิเวศธรรมประวัติเป็นวัดที่สร้างในสไตล์ยุโรป ส่วนมากจะชอบมีคนมาถ่ายพรีเวดดิ้งกันที่นี่ ซึ่งตอบโจทย์ทีมงานของเรามากเพราะต้องการหาที่ถ่ายรูปสวยๆ รู้จุดประสงค์ของทริปเลยนะคะว่าไม่ได้ตั้งใจมาไหว้พระกันแต่อย่างใด ใจบาปยกแก้งค์
 
"โหน้อง ฝั่งบางปะอินนู่นแหนะ ไปอ่ะไปได้นะ แต่ต้องคิดตังค์เพิ่ม"
นั่นไง กุว่าแล้ว ..
ไหนตอนแรกบอกจะไปไหนไปได้ทุกที่ ? 
หลอก! หนู! ทำ! ไม!

หลังจากโดนดับฝันการไปวัดนิเวศธรรมประวัติ พี่คนขับตัดสินใจขับพาพวกเรามาที่วัดมหาธาตุแทน วัดเก่าแก่ของอยุธยาส่วนใหญ่มักเหลือแต่ซากโบราณสถานทิ้งไว้ให้ดูต่างหน้าถึงความรุ่งเรืองในอดีต ซึ่งบางครั้งฉันเองก็แทบจะจินตนาการไม่ออกว่า'ของจริง'จะเป็นอย่างไร ภาพในหัวของฉันจึงพยายามจะสร้างCGจากสิ่งที่เห็น

เนี่ย จังหวะนี้ฮอลลีวูดต้องมาจ้างแล้ว

สิ่งที่เป็นไฮไลท์ของวัดมหาธาตุคือเศียรพระพุทธรูปอายุกว่าร้อยปีในรากไม้ของต้นโพธิ์หน้าวิหาร พี่คนขับให้ข้อมูลเราว่าเหลืออยู่เพียงแต่เศียรเท่านั้น สำหรับองค์พระได้หายไป คาดว่าเศียรนี้จะหล่นลงมาอยู่ใต้โคนต้นไม้ในสมัยเสียกรุง เมื่อเวลาผ่านไปจึงมีรากไม้ขึ้นปกคลุม ทำให้เกิดความสวยงามแบบนี้ขึ้น เศียรพระพุทธรูปใต้ต้นโพธิ์นี้มีชื่อเสียงมาก เป็นที่รู้จักทั้งชาวไทยและต่างประเทศ รู้ได้ไงน่ะหรอ ก็ดูจากบรรดานักท่องเที่ยวทั้งแก้งค์หรั่ง ทั้งทัวร์จีนที่ยืนอยู่หน้าชั้นนี่ไง ยืนถ่ายรูปกันจนแทบเดินไม่ได้ ฮัลโหลลลล ขอทางให้ชาวฮอบบิทอย่างเราๆเดินหน่อยจย้าาาาาา

"มึง กูหนาวว่ะ" เสียงเพื่อนคนหนึ่งพูดขึ้น

จู่ๆ จากที่แดดเปรี้ยงๆมาเกือบตลอดวัน กลับมีลมพัดแรง ฟ้าเริ่มมืดครึ้ม
ฉันแหงนดูท้องฟ้าด้วยความรู้สึกประหลาด 

เสมือนท้องฟ้าวิปริตแปรปรวนทันใดดดด อังกอรรรรรร์

ไม่ใช่!!!

ฉันได้แต่ภาวนาในใจให้พระพิรุณปรานี เพราะการมาเที่ยวครั้งนี้คงจะหมดสนุกแน่ๆถ้าฝนตก

ออกจากวัดมหาธาตุเสร็จ พี่คนขับพาเราไปต่อที่วัดราชบูรณะ ซึ่งตั้งอยู่ไม่ห่างจากวัดมหาธาตุมากนัก เป็นฉันเองที่ร่ำร้องอยากมาเหลือเกิน เพราะฉันอยากดูกรุมหาสมบัติ วัดราชบูรณะโด่งดังมากเรื่องกรุมหาสมบัติในสมัยเสียกรุง แม่เคยเล่าว่าสมัยก่อนนั้นเมื่อมีการขุดพบกรุมหาสมบัติจึงทำให้เป็นข่าวดังไปทั่วประเทศ หลังจากนั้นก็มีขโมยกลุ่มใหญ่ลักลอบมาขุดสมบัติเพื่อนำไปขาย แต่ปรากฎว่าช่วงนั้นฝนตก ทำให้หัวขโมยไม่สามารถขนสมบัติไปได้ทั้งหมด ไม่นานตำรวจก็สามารถติดตามจับตัวคนร้ายได้ และยึดของกลางได้บางส่วน หลังจากนั้นกรมศิลป์จึงเข้ามาดูแลเรื่องกรุสมบัติต่อ และพบสมบัติที่ถูกซ่อนไว้ในสมัยเสียกรุงอีกเป็นจำนวนมาก แม่เล่าต่อไปอีกว่าขโมยพวกนี้จุดจบไม่ดีทั้งนั้น ไม่ตายก็เป็นบ้า แม่ว่าเป็นเพราะ'เจ้าของ'(ที่แม่เรียกว่าคนเฝ้าทรัพย์แผ่นดิน)ตามมาทวงคืน

โหแม่ ภาพในหัวหนูนี่คือซีนคุณพระอรรคพาแม่อุบลไปฟันคอเลยนะ

 นั่นยิ่งทำให้ฉันสนใจอยากจะมาดูมากขึ้น จำได้ว่าสมัยมัธยม โรงเรียนเคยพามาทัศนศึกษาที่นี่ แต่แค่ให้เดินดูรอบๆ ไม่ให้เข้าไปดูกรุสมบัติจริงๆ ฉันจึงตั้งใจไว้ว่าตัวเองจะต้องมา'เที่ยวซ่อม'ที่นี่ให้ได้

แค่ก้าวผ่านสิ่งที่ฉันเข้าใจว่าเป็น'ประตู'เข้าไปก็รู้สึกหนาวๆเย็นๆแล้ว ตรงทางเข้าถ้ามองผ่านประตูเข้าไปจะสามารถเห็นพระปรางค์ประธานอยู่กึ่งกลางพอดี เป็นภาพที่สวยงามจนเพื่อนฉันถ่ายรูปเก็บไว้หลายช็อต

"มึง เหมือนฝนจะตกเลยว่ะ" เพื่อนคนนึงในกลุ่มเอ่ยทัก

เอาแล่วววววววววว

ฉันแหงนหน้ามองท้องฟ้า เริ่มรู้สึกถึงละอองน้ำเล็กๆที่เกาะอยู่บนฝ่ามือ

'ถ้าจะตกก็อย่าตกหนักนะคะ ขอแบบพอกรุบกริบ ดั้ยโป่ดดดดดด' 

"มึง เดี๋ยวกูไปที่พระปรางนะ" ฉันบอกทิ้งท้ายเพื่อนที่กำลังยืนถ่ายรูปกับกำแพงวัด แต่ดูเหมือนจะไม่มีใครสนใจที่พูดเลย
"เห้ย ไปด้วยๆๆ" เพื่อนคนหนึ่งในทริป ซึ่งจะขอเรียกต่อไปว่านส.บิ๋ม(นามสมมุติ)ตอบกลับมา

ฉันกับบิ๋มช่วยกันลากสังขารมาถึงยอดพระปรางจนได้ ต้องใช้คำว่าลากจริงๆเพราะทางขึ้นพระปรางนั้นสูงและชันมาก ฉันเองก็เกือบจะล้มไปหลายรอบ โชคดีที่บิ๋มยังจับมือไว้ได้ทัน เกือบได้ฝากชีวิตไว้ที่นี่แล้วมั้ยล่ะ และทันทีที่เราสองคนเข้าไปในพระปราง ..

ซ่าาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาา

นั่นไง กุว่าแล้ว

"บิ๋ม โทรหาพวกนั้นดิว่าอยู่ไหน ให้หาที่หลบเร็ว ตกหนักมากเลย" ฉันบอกเพื่อน
"มึง ไม่มีสัญญาณว่ะ"
"เห้ยยยยย จริงจังป่ะเนี่ย" ฉันถามเสียงหลง พลางก้มดูโทรศัพท์ตัวเอง

No signal

ชิบหายชิบหายชิบหายชิบหาย

"เอาไงดีวะ" บิ๋มถาม
"เราออกไปตอนนี้ไม่ได้มึง ต้องรอฝนซาก่อน แต่กูอ่ะห่วงพวกนั้นไม่รู้ไปหลบฝนที่ไหน"
"อาจจะไปที่รถมั้ง ล้ะเราเอาไงต่อ"
"ไหนๆก็ขึ้นมาล้ะ ไปดูกรุสมบัติกัน"
"ตาเป็นประกายม็อบแม๊บเชียวนะมึง" บิ๋มหัวเราะใส่ฉัน

เคยคิดเหมือนกันว่าถ้าไม่ได้มาเรียนนิติ สิ่งที่อยากเรียนก็คือโบราณคดีนี่แหละ 

บรรยากาศภายในกรุค่อนข้างอับและแคบ อากาศข้างในค่อนข้างเย็น บวกกับฝนที่ตกลงมาชุดใหญ่ทำให้อากาศข้างในยิ่งเย็นขึ้นไปอีก ฉันเดินตามหลังนักท่องเที่ยวชาวเยอรมันสองคน ทางลงกรุค่อนข้างชัน ฉันจึงอาสาเดินนำบิ๋มลงมาก่อน ไม่นานเราก็เดินลงมาถึงกรุชั้นแรก กรุชั้นแรกอยู่บนสุด มีภาพวาดฝาผนังที่รอบห้อง สีค่อนข้างซีดมากตามกาลเวลา ส่วนกรุชั้นที่สองและสามนั้นเชื่อมกัน มีภาพวาดฝาผนังเหมือนชั้นแรก กรุชั้นที่สองเหมือนจะเป็นห้องที่เอาไว้เก็บเครื่องทอง ส่วนกรุชั้นที่สามอยู่ชั้นในสุด เป็นห้องที่บรรจุพระบรมธาตุ 

กรุสมบัติของจริงที่ฉันได้มาเห็นกับตานั้นไม่เหมือนในหนังที่เคยดูหรือเคยจินตนาการเท่าใดนัก ห้องเก็บสมบัติก็ไม่ได้ใหญ่หรือมีพื้นที่เท่าในละครที่เคยดู ติดจะแคบไปเสียด้วยซ้ำ และทางเข้าค่อนข้างซับซ้อน แสดงให้เห็นว่าคนสร้างต้องคาดการณ์ไว้แล้วว่าสมบัติจะต้องถูกเก็บรักษาไว้อย่างมิดชิดที่สุดจนยากที่ใครจะหาเจอ และก็คงไม่มีใครคาดคิดว่าสมบัติของแผ่นดินจะถูกฝังไว้ใต้องค์พระปราง

หลังจากที่เราเดินกลับมาถึงบนยอดพระปรางได้อีกครั้ง ฝนเริ่มซาลงแล้ว ฉันกับบิ๋มจึงตัดสินใจออกจากตัวพระปราง เพื่อตามกลับไปเจอเพื่อนๆที่อาจจะรออยู่ที่รถ

"มึงหายไปไหนมาเนี่ยยย ตกใจหมดเลย"
"ก็บอกอยู่ว่าไปพระปราง ไม่เคยได้ยินกูหรอก" ฉันส่ายหน้าอย่างระอาก่อนจะกระโดดขึ้นไปบนรถ
"แหะๆ ขอโทดดดด ก็ตอนนั้นถ่ายรูปอยู่เลยไม่ได้ยิน"

ตุ๊กตุ๊กเคลื่อนตัวจากวัดราชบูรณะออกมาเรื่อยๆ เพื่อนำเราไปสู่จุดหมายต่อไป และในระหว่างนั้นเอง ..

ตู้มมมมมมมมมมมม

ไม่ต้องตกใจค่ะ ไม่ใช่เสียงระเบิด

"กรี้ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด"

อยู่ดีๆฝนที่เหมือนจะหยุดตกไปแล้ว ก็สาดตู้มลงมาจากฟ้าแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย และด้วยความที่ตุ๊กตุ๊กที่เรานั่งไม่มีผ้ากั้นรั้วพนักพิงตอนฝนตก

"โอ้มาย พระพิรุณ"
"เปียกไปหมดแล้วโว้ยอิเหี้ยยยยย"

เสียงโวยวายของพวกเราห้าคนดังระงมไปทั้งคันรถ บิ๋มกับพริมรีบกางร่มออกเพื่อกันเสื้อเปียกแต่ดูเหมือนจะไม่ทัน

"กูใส่เสื้อสีขาว!" ฉันโวยวายปนหัวเราะลั่น สภาพพวกเราตอนนี้ไม่ต่างกับลูกหมาตกน้ำ

ไม่เคยคิดเลยว่าการมาเที่ยวครั้งนี้จะต้องมาเจออะไรพีคๆแบบนี้

ฝนตกหนักมาก หนักชนิดที่ว่าฉันนึกว่าตัวเองกำลังเจอพายุไทกรีส แต่ในความโชคร้ายนั้นก็มีเสียงหัวเราะของพวกเราสู้เสียงฝนตลอดทาง เปียกก็เปียกวะ แต่สนุก!

"สวัสดีค่ะคุณกิตติคะ ตอนนี้ ฝนตกหนักขนาดหมายังวิ่งหนีเลยค่ะ ช่วยด้วย55555555555" เป็นปิ่นที่อัดคลิปวิดิโอตอนพวกเราเปียกปอนลงสตอรี่ของอินสตราแกรม ซึ่งเป็นคลิปที่ต่อมาไม่ว่าฉันจะกลับไปเปิดดูอีกกี่ครั้งก็จะต้องหัวเราะให้กับมันอยู่เรื่อยๆ

หากคุณจินตนาการไม่ออกว่าฝนตกหนักขนาดไหน ก็ตกหนักขนาดที่ว่ารถตุ๊กตุ๊กของเราตัดสินใจหยุดวิ่งและเลี้ยวเข้าไปจอดที่ศาลาใกล้ๆวัดพระราม เพราะพี่คนขับไม่สามารถวิ่งฝ่าฝนได้อีกต่อไปแล้ว

สุดมันส์จริงๆว่ะทริปนี้

พวกเราพักในศาลาเพื่อรอฝนซา และไม่ใช่แค่เราเพียงกลุ่มเดียวที่อยู่ในนั้น มีชาวบ้านที่กำลังสัญจรบางส่วนอยู่เข้ามาหลบฝนด้วย

เป็นไงล่ะ พีคไม่พีค

ฉันแอบคิดไปว่าฉันเองทำบาปทำกรรมอะไรไว้หรือเปล่า เพราะทุกครั้งที่ฉันมาอยุธยา ฝนจะต้องตก แต่แค่ครั้งก่อนๆมันไม่ตกหนักเหมือนครั้งนี้ก็เท่านั้น

อะไรเอ่ย แต้มบุญหมด
เอาเป็นว่าถ้าหนูเคยทำอะไรไว้ ขออภัยด้วยจริงๆนะคะ

เป็นเวลาเกือบชั่วโมงที่เราติดแหง็กอยู่ในศาลา เมื่อฝนเริ่มซาลงพวกเราตัดสินใจจะไปซื้อของฝาก ซึ่งก็ไม่ต้องถามว่าคืออะไรถ้าไม่ใช่โรตีสายไหม ก่อนจะไปนั่งเล่นร้านขนมร้านหนึ่งใจกลางเมืองเพื่อรอรถไฟกลับบ้าน

บุษบา คาเฟ่ เป็นร้านขนมเล็กๆ ตั้งอยู่ตรงข้ามวัดมหาธาตุ เราสั่งขนมและเครื่องดื่มกันเสร็จเรียบร้อยแล้วจึงมานั่งเล่นดูรูปที่ได้ถ่ายไปทั้งหมดในวันนี้

ฉันหยิบขนมกลีบลำดวนในจานขึ้นมาชิม

อร่อย ไม่อ่ะ อร่อยมาก!

ที่พูดนี่ไม่ได้ค่ารีวิวแต่อย่างใดแต่อยากรีวิวให้เพราะชอบมากๆ ปกติแล้วฉันเป็นคนชอบทานขนมไทยด้วยความที่โตมากับคุณย่าตั้งแต่ยังเล็ก กลีบลำดวนเป็นอีกหนึ่งเมนูที่ฉันชอบมาก และฉันมักจะหากลีบลำดวนที่อร่อยๆถูกปากทานยาก เพราะส่วนมากที่เจอตัวเนื้อมักจะแข็ง พอเคี้ยวแล้วจะเป็นผงๆ ไม่อร่อย แต่กลีบลำดวนที่นี่แค่ชิมเข้าไปยังไม่ทันจะเคี้ยวแล้วก็ละลายในปาก ยังไม่นับโกโก้เย็นแก้วใหญ่ที่ใส่สายไหมข้างบน รวมถึงเค้กช็อคโกแลตและบลูเบอร์รี่ชีสเค้กที่เพื่อนๆชมไม่ขาดปากว่าอร่อยและทานหมดอย่างรวดเร็ว 

ถ้าใครได้ไปก็อยากให้ได้ลองจริงๆอ่ะ

โพล้เพล้แล้ว ฉันมองออกไปนอกกระจกหน้าร้าน หลังจากฝนหยุดตก ท้องฟ้ากลับมาสวยงามอีกครั้ง ฉันมองภาพวัดมหาธาตุที่ขนาบด้วยท้องฟ้าและก้อนเมฆสีส้มๆ

ต้องกลับแล้วนะ ..

พวกเราโบกรถตุ๊กตุ๊กเพื่อให้ไปส่งที่สถานีรถไฟ ระหว่างที่รอนั้นก็ถ่ายรูปเล่นกันไปเรื่อย ฉันหยิบกล้องโพลารอยด์ออกมาถ่ายเก็บรูปตรงสถานีเอาไว้ก่อนจะจรดปากกาลงไปว่า

'อยุธยา หยุดกี'2018'

เราขึ้นรถไฟกลับกรุงเทพ เป็นรถไฟแบบด่วนพิเศษเพื่อที่ว่าเราจะได้ไม่ถึงกรุงเทพดึกมากจนเกินไป ระหว่างนั่งเล่นในรถเพื่อนๆก็หยิบโรตีสายไหมที่เพิ่งซึ้อออกมาแจกจ่ายให้กินกันคนละหลายชิ้น

"มึง ชื่อทริปอ่ะ ยังไม่มีเลย กูจะเอาไปตั้งแท็คในไอจี"
"เออนั่นดิ คิดไม่ออกอ่ะ"
"เราตั้งใจจะไปลพบุรีแต่ไม่ได้ไปใช่ป่ะล่ะ"
"ถูกต้องค่ะซิส กูเตรียมไว้แต่แท็คลพบุรีเนี่ย"
"อ่ะ งั้นกูตั้งว่า #อยุธยาก็ได้วะ ล้ะกัน อวสานแพลนทริปลพบุรีของกู555555"

การออกทริปครั้งนี้ไม่มีอะไรตรงตามที่วางแพลนไว้แม้แต่นิดเดียว ตั้งแต่ตกรถไฟจนต้องเปลี่ยนที่เที่ยว โดนตุ๊กตุ๊กล่มแพลนปั่นจักรยาน ไม่ได้ไปตามแพลนที่วางไว้(อย่างลวกๆ)ตอนอยู่บนรถ แถมยังติดฝนห่าใหญ่จนทำให้เก็บที่เที่ยวได้ไม่ครบ

แต่เป็นทริปที่ฉันกล้าพูดเลยว่าสนุกมาก

ความที่เราไม่สามารถทำตามแพลนที่วางไว้ได้ทำให้เราต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปทีละขั้นๆ สิ่งที่สนุกที่สุดของทริปนี้จึงเป็นความสด ความตื่นเต้นตลอดทริป เพราะเราไม่รู้เลยว่าเราจะต้องเจอกับอะไรบ้าง แพลนเอแพลนบีมีอะไรงัดออกมาใช้ให้หมด บางครั้งใช้ไม่ได้ ก็คิดใหม่หน้างานเลย แล้วค่อยดูกันว่ามันเวิร์คหรือไม่เวิร์ค

แต่ชีวิตมันก็เป็นแบบนี้แหละ

ไม่ได้ตรงตามที่เราคิดไว้ไปเสียหมดทุกอย่างหรอก

เพราะถ้ามันตรงตามที่เราวางแผนไว้ ชีวิตมันก็ไม่สนุกน่ะสิ





"เป็นไงมั่งลูก เที่ยวลพบุรีมาสนุกมั้ย" พ่อเอ่ยถามทันทีที่ฉันกลับถึงบ้าน

"สนุกสุดสุดเลยค่ะ (:"








///
ดราฟไว้ตั้งแต่ตอนไปเที่ยวช่วงต้นปี เพิ่งเขียนจบตอนปลายปี หยักจะบ้าาาาา คิดถึงชาวแก๊งค์อยุธยาจริงๆเลย แง จะเปิดเทอมแล้ว ฮรือออ ร้องไห้เป็นสายรุ้ง แต่ไว้ปีหน้าไปเที่ยวด้วยกันอีกนะแจ้ะ เริ้บเจ้าพวกบ้า


SHARE
Writer
mirasotic
Polaroid writer
Part-time law student, Full-time daydreamer.

Comments

PARALELL
2 months ago
ชอบ เราก็เป็นคนนึงที่ไม่เคยมีความคิดจะไปเที่ยวอยุธยาเลย แต่พอได้ไปเที่ยวเท่านั้นแหละ. บอกได้เลยว่าหลงรักและจะกลับมาเที่ยวอีก. ❤️
Reply
mirasotic
2 months ago
เป็นเมืองที่เที่ยวสนุกมากๆเลยค่ะ ถ้ามีโอกาสจะกลับไปอีกแน่นอน❤️