ปมพ่อ
อาทิตย์ที่แล้วเราไปหาจิตแพทย์มา... 
เป็นจิตแพทย์คนใหม่ที่เปิดคลินิก ไม่ใช่จิตแพทย์ในโรงพยาบาลแบบที่ผ่านมา 
ช่วงนั้นอาการซึมเศร้าค่อนข้างหนักมาก เลยต้องไปหาจิตแพทย์แบบเร่งด่วน 
ซึ่งหลังเวลาเที่ยงก็ไม่มีจิตแพทย์คนไหนอยู่ที่ OPD อีก 
ไปหาที่โรงพยาบาลมา 2-3 โรงพยาบาล ก็ไม่มีจิตแพทย์อยู่เลย
พ่อกับแม่เลยตัดสินใจพาไปที่คลินิก เพราะหมอที่คลินิกเปิดทำการตลอดทั้งวัน

พอถึงคิวเราที่ต้องพบหมอ ก็ต้องเล่าเรื่องราวเดิมซ้ำไปซ้ำมาอีกครั้ง
จนบางทีก็อยากบันทึกเรื่องทั้งหมดเป็นไฟล์เสียงเก็บไว้
แล้วก็ค่อยเปิดใหม่หมอฟัง จะได้ไม่ต้องร้องไห้ซ้ำๆ แบบนี้

เราเคยบ่นแบบนี้ให้หมอคนก่อนของก่อนของก่อนของก่อนหน้านี้ฟัง
(เราเปลี่ยนหมอมาค่อนข้างเยอะด้วยเหตุผลหลายประการ)
หมอบอกว่าการเล่าเรื่องที่ทำให้เศร้าซ้ำแบบนี้ก็มีข้อดี
เพราะจะทำให้หมอคนใหม่ได้เห็นถึงปฏิกิริยาของเราที่มีต่อเรื่องที่ทำให้เราเสียใจ
ถ้าเราสามารถเล่าเรื่องเหล่านั้นด้วยท่าทีเฉยๆ 
แสดงว่าเรื่องพวกนั้นก็ไม่ได้เป็นเรื่องที่กระทบกระเทือนจิตใจเราอีกแล้ว

ซึ่งมันก็ไม่ใช่...

เรายังคงร้องไห้กับมันเหมือนเดิมในทุกครั้งที่เล่า

แต่ครั้งนี้เราเห็นด้วยกับที่หมอคนนั้นพูด 
เพราะหมอคนใหม่นี้จับสังเกตอาการบางอย่างได้จากเรื่องที่เราเล่า
ตอนนั้นหมอถามเกี่ยวกับครอบครัว
อืม ครอบครัว

หมอถามว่าครอบครั้วเราเป็นยังไง ให้เราเล่าเรื่องครอบครัวในความคิดของเรา
พ่อเป็นยังไง แม่เป็นยังไง ญาติพี่น้องคนอื่นในครอบครัวเป็นยังไง
เราก็เล่าไปตามปกติ

"แล้วคุณพ่อเป็นยังไงบ้างคะ" หมอถาม
"พ่อก็...ดีค่ะ พ่อรักหนูมาก พ่อใจดี..."
เราพูดแค่นั้นแล้วก็หยุดไป เพราะอยู่ดีๆ น้ำตาก็ไหลออกมา 
ทั้งที่ก่อนหน้านี้เรายังเล่าเรื่องได้ด้วยท่าทางเฉยๆ อยู่เลย

ไม่ ไม่ใช่ พ่อเรายังไม่ตาย
พ่อเราไม่ได้ไม่สบายด้วย พ่อเราสบายดีทุกอย่าง
อาจจะเจ็บป่วยบ้างนิดหน่อยตามอัตภาพ แต่ก็ถือว่าค่อนข้างสบายดี

พ่อยังเป็นพ่อที่รักเรามากๆ
พ่อยังเป็นพ่อที่ตามใจเรามากๆ
พ่อยังเป็นพ่อที่ใจดีมากๆ 

หมอถามคำถามที่ไม่เคยมีหมอคนไหนถามเรามาก่อน
"หนูพูดชื่นชมพ่อให้หมอฟัง แต่ทำไมหนูถึงร้องไห้ล่ะคะ?"

และพ่อก็ยังเป็นพ่อที่ปิดบังความจริงกับเราเหมือนเดิม...
เราไม่อยากใช้คำว่า 'โกหก' 
เรารู้ว่าทุกคนมีเหตุผลของตัวเอง
ซึ่งพ่อก็คงมีเหตุผลของพ่อ ที่จะ 'ปิดบัง' เราซ้ำแล้วซ้ำอีก

มันอาจเป็นเรื่องเล็กสำหรับใครหลายคน
มันอาจเป็นเรื่องธรรมดาบนโลกใบนี้
แต่มันเป็นเรื่องที่ทำให้โลกที่เราเคยรับรู้มาทั้งหมดต้องพังทลายลง

พ่อมีผู้หญิงคนอื่นนอกจากแม่...

เรารู้เรื่องนี้มาตั้งแต่เราอยู่มัธยมต้น
ด้วยความที่เราค่อนข้างสนิทกับพ่อมาก ทำให้เราเริ่มรับรู้ทีละเล็กทีละน้อย
เราไม่ใช่คนโง่ที่จะดูไม่ออกว่าอะไรเป็นอะไร
เราต้องมารับรู้ทุกอย่างทั้งที่ไม่ได้อยากรู้
แล้วเราก็ต้องเก็บเรื่องทั้งหมดไว้คนเดียว โดยที่แม่ก็ไม่รู้ น้องสาวก็ไม่รู้
เพราะเราไม่รู้ว่าเราควรจะเริ่มต้นพูดเรื่องนี้ยังไง

เราเคยถามพ่อเรื่องนี้ แต่พ่อก็โกหกเรา
เวลาได้ยินคำโกหกในเรื่องที่เรารู้ความจริงอยู่แล้วนี่มันเจ็บปวดนะ
อ่า... เราใช้คำว่าโกหกไปซะแล้วสิ

ก่อนหน้านี้เวลาที่เรามีเรื่องเครียดหรือทุกข์ใจ
พ่อบอกว่าให้เล่าให้พ่อฟังได้เสมอ

พ่อบอกว่าเราสองคนจะไม่มีความลับซึ่งกันและกัน

พ่อบอกว่าจะเป็นทั้งพ่อ เป็นพี่ เป็นเพื่อน เป็นทุกอย่างให้เราได้
เวลาเราทุกข์ใจ เราเลยเล่าให้พ่อฟังตลอด

แต่พอเรารู้ว่า ทั้งที่เราไม่มีความลับกับพ่อ
แต่พ่อกลับมีความลับกับเรา
มันก็รู้สึกเหมือนถูกหักหลังเลยล่ะ
ไหนพ่อเคยบอกว่าเราจะไม่มีความลับต่อกัน
แล้วทำไมพ่อถึงปิดบังเราหลายเรื่องแบบนี้ล่ะ

ตั้งแต่นั้นมาเราก็เริ่มรู้สึกว่าไม่อยากเล่าอะไรให้พ่อฟังอีก
ทั้งที่ใจเราก็รู้อยู่เต็มอกว่าพ่อรักเรา
แต่มันก็ยังอดคิดไม่ได้ว่าความรักที่เราได้รับมานั่นมันเป็นของจริงหรือ?

เราให้พ่ออยู่ในลำดับที่หนึ่งในใจเรา 
แต่เราอยู่ลำดับที่เท่าไหร่ของพ่อ?
แล้วยังมีอะไรอีกไหมที่พ่อไม่ได้บอกเรา?

หลากหลายคำถามวนเวียนอยู่ในหัวเรา
มันทำให้เราสับสน ไม่แน่ใจ ไม่ไว้ใจ ผิดหวัง เศร้า เสียใจ ปะปนกันไปหมด

แล้วด้วยบุคลิกภาพของเราที่เป็นแบบ Perfectionism (นักจิตวิทยาบอกมา)
ทำให้เรายิ่งรู้สึกว่าสิ่งที่พ่อปิดบังเรา มันทำให้โลกของเราไม่สมบูรณ์แบบอีกต่อไป
แต่เราก็อยากทำให้มันเป็นเหมือนเดิม
เราพยายามประคับประคองทุกอย่างเอาไว้
ซึ่งเรารู้สึกราวกับว่ากำลังประคองเศษแก้วที่แตกให้กลับเป็นเหมือนเดิม
ทั้งที่รู้อยู่ว่ามันเป็นเหมือนเดิมไม่ได้ แต่ก็ยังไม่ปล่อยมือ
แล้วเศษแก้วพวกนั้นมันก็กำลังบาดมือเราจนเลือดไหลมากขึ้นเรื่อยๆ

ช่วงประมาณ 1-2 ปีมานี้ พ่อไม่ได้ปิดบังเรื่องทั้งหมดนี้กับเราแล้ว
ไม่ได้เล่า แต่ก็ไม่ได้ปิดบัง
พ่อแค่เปิดเผยมากขึ้นเรื่อยๆ
เราก็แค่แน่ใจมากขึ้นเรื่อยๆ ว่าเรื่องที่ผ่านมาเราไม่ได้คิดไปเอง
มันคือความจริง...

ซึ่งเราก็คิดว่าเรารับได้แล้วนะ เราโตขึ้นมากแล้ว
ผู้หญิงเหล่านั้นก็ไม่ใช่แม่เลี้ยงใจร้ายแบบในซินเดอเรลล่า
แล้วเมื่อหลายเดือนก่อน เราก็เล่าเรื่องทั้งหมดนี้ให้แม่ฟัง
ซึ่งแม่ก็บอกเราว่าแม่ก็รับได้เหมือนกัน
แม่อายุเยอะแล้ว ถ้าไปด้วยกันไม่ได้ก็แค่แยกทางกัน แม่ไม่ได้ซีเรียสกับเรื่องนี้

เราก็บอกหมอไปแบบนี้แหละ
แต่หมอบอกว่าไม่ใช่ ในใจเรายังคงรู้สึกผิดหวังกับพ่ออยู่
ซึ่งเรารับรู้เรื่องพวกนี้มานานมากแล้ว
นั่นแปลว่าเรื่องเหล่านั้นก็ได้กัดกร่อนจิตใจเรามานานมากแล้วเช่นกัน
หมอบอกว่านี่อาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เรามีอาการซึมเศร้า
หมายความว่าเราเป็นซึมเศร้ามาตั้งแต่เด็ก เป็นมานานมากกว่าที่ตัวเราคิดไว้เสียอีก

หมอบอกว่านี่คือ "ปมพ่อ"
"ปม" ที่เกิดจาก "พ่อ" ที่อยู่ภายในใจของเรา
แม้ว่าเราจะรักพ่อ ชื่นชมพ่อ แต่ลึกๆ ในใจเราไม่ไว้ใจพ่อ
แม้ว่าพ่อจะรักเรา ดีต่อเรามากแค่ไหน แต่ลึกๆ ในใจเราก็ยังเสียใจและเจ็บปวด

หมอบอกอีกว่าทั้งหมดที่เกิดขึ้นนี้มันส่งผลไปถึงเรื่องแฟนด้วย...
โอ้... ไม่เคยมีหมอคนไหนพูดถึงเรื่องนี้เลยแฮะ
แต่หมอพูดได้ตรงมากๆ ถ้าหมอเป็นหมอดู เราก็คงจะบอกว่าเป็นหมอดูที่แม่น
แต่หมอเป็นจิตแพทย์ เราก็เลยต้องเปล่ียนเป็นบอกว่าหมอวิเคราะห์ได้แม่นยำ

หมอบอกว่า "พ่อ" เป็นตัวแทนของ "เพศชาย"
ลูกสาวทุกคนจะรู้สึกรักพ่อและเห็นพ่อเป็นฮีโร่ เป็นผู้ชายในฝัน
ซึ่งก็ถูก เพราะเราเคยพูด (ก่อนหน้าจะรู้เรื่องพวกนี้) ว่าอยากได้แฟนเหมือนพ่อ 
แต่พอพ่อทำให้เรารู้สึกผิดหวัง ไม่ไว้ใจ
เลยกลายเป็นว่าเราจะรู้สึกไม่ไว้ใจผู้ชายทุกคนบนโลก

เมื่อเรามีแฟน เราจะเกิดความสงสัยในความรักของเขาว่ามันจริงหรือเปล่า
เราจะไม่แน่ใจว่าสิ่งที่เขาพูดมานั้น เขาโกหกเราไหม
เราจะไม่ไว้ใจ เพราะกลัวเขาไปมีผู้หญิงคนอื่น
แม้ว่าเราจะไม่เช็คมือถือ ไม่เช็คโซเชี่ยลเน็ตเวิร์ค ไม่ตามหึงหวง
แต่ในใจเรานั้นไม่ไว้ใจเขาเลย
และทำให้เราเกิดความกลัวที่จะต้องให้ความรักแก่เขา

เราอึ้งไปเพราะหมอพูดถูก ถูกแบบถูกต้องมากๆ
แฟนหลายคนที่ผ่านมาต้องเลิกกันไปเพราะเขาบอกว่าเราดูไม่รักไม่สนใจเขาเลย
ใช่... เพราะในใจเราไม่เชื่อใจเขา
แม้เขาจะเป็นคนดีมาก แม้เราจะบอกกับตัวเองว่าเขาเชื่อใจได้
แต่ "ปม" ภายในใจของเรา มันทำให้เราบังคับตัวเองให้เชื่อเขาไม่ได้

ถ้าถามว่าเราไม่รักเขา แล้วไปคบเป็นแฟนกับเขาทำไม
คือมันอาจจะไม่ถึงขั้นรัก แต่เราก็ชอบเขานะ เราก็เลยคบ
เพราะเราก็หวังว่าวันหนึ่งเราจะเชื่อใจเขาได้
วันหนึ่งเราจะสามารถให้ใจเขาไปแบบเต็มร้อยได้
ซึ่งมันก็ยังไม่เคยถึงวันนั้นสักที

เราเคยถามตัวเองมาหลายครั้งเหมือนกัน
ว่าทำไมตัวเราเหมือนจะไม่เคยให้ความรักกับใครได้อย่างเต็มร้อยสักที
ซึ่งเราก็ตอบตัวเองไม่ได้ เรารู้แค่ว่าในใจเราไม่เชื่อใจเขา ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่าทำไมเหมือนกัน
จนมาถึงวันนั้นที่หมอบอกนี่แหละ เราถึงได้รู้ตัวเอง
มันทำให้ข้อสงสัยในใจเราทั้งหมดคลายลง
มันถูกต้องตามที่หมอพูดทุกอย่าง

หมอบอกว่าวันเสาร์นี้จะให้เราไปทำ 'จิตใต้สำนึกบำบัด'
เราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นยังไง แต่หมอบอกว่ามันจะช่วยคลายปมในใจเรา
หมอบอกว่าค่อยๆ แก้กันไปทีละอย่าง ตอนนี้เอา "ปมพ่อ" ออกให้ได้ก่อน

เราหวังว่าการบำบัดจิตใจครั้งนี้มันจะทำให้ทุกอย่างดีขึ้น
อย่างน้อยก็ขอให้เราสามารถเชื่อใจในความรักของพ่อกับแม่ได้เต็มร้อยก็พอ.

SHARE
Writer
21JAN
hopeless girl
"ฉันฆ่าตัวตายในความคิดเสมอ"

Comments

Bemymb
8 days ago
สู้ๆนะคะ^^
Reply
21JAN
8 days ago
ขอบคุณมากนะคะ ^_^
Paratiya_k
7 days ago
เป็นกำลังใจให้นะคะ โอบกอดน๊าาาาาาา
Reply
21JAN
6 days ago
ขอบคุณมากเลยนะคะ ❤️
boochon
7 days ago
เป็นกำลังใจให้นะคะ
Reply
21JAN
6 days ago
ขอบคุณค่ะ ^_^
yarin
7 days ago
เหมือนชีวิตเรามาก
Reply
21JAN
6 days ago
เราจะผ่านมันไปด้วยกันนะคะ ^_^
beingboring
6 days ago
ขอให้สู้ครับ คิดอยู่เสมอว่าต้องหาย ไม่มีวิธีใดเหมาะสมที่สุดสำหรับใคร ค้นหาแล้วจะค้นพบครับ ที่สำคัญ อย่าปล่อยให้มันกัดกร่อนชีวิตมากจนเกินไปนะครับ เป็นกำลังใจให้ครับ : )
Reply