สู่ความเวิ้งว้าง

อะไรอีกล่ะวันนี้ ....จะไม่ให้พักเหนื่อยกันเลยไงวะ ! 

เสียงความคิดเจ้าอารมณ์ดังลั่นอยู่ในโสตประสาทของผม ผมรับรู้ว่านั่นเป็นความร้อนรุ่มของจิตใจที่ไม่สู้จะดีนัก แต่คำว่า ปล่อยวาง มันใช้ไม่ได้กับคนอย่างผม 

มันยังไม่ถึงจุดที่เรียกว่า คุ้มคลั่ง แต่ก็ใกล้แล้ว เหลืออีกเพียงคืบเดียวเห็นจะได้

เสียงแจ้งเตือนข้อความบนโทรศัพท์ดังขึ้นเมื่อสองนาทีที่แล้ว สิ่งที่ชวนให้หงุดหงิดใจที่สุดของวัน คือคำลงท้ายข้อความอันสั้นกระจิ๊ดริ๊ดว่า บอส 

ผมมีงานเร่งด่วนที่ต้องส่งในอีกสองวันข้างหน้า งานยากแต่เร่งด่วนกระทันหัน ที่ไม่ทันได้ตระเตรียมใจเอาไว้ หลังเสร็จงานชิ้นก่อนแล้ว....

' มาสั่งเอาตอนใกล้จะได้ใช้เนี่ยนะ '

ผมได้แต่นั่งระบายอารมณ์และความเหนื่อยล้าทั้งหมดที่สะสมมาตลอดทั้งวันกับตัวเอง บนหลังคาที่ยื่นออกมาหน้าบ้าน ใช้การปีนป่ายออกมาจากหน้าต่างห้องนอน เป็นเวลานานแล้ว ที่ไม่ได้ออกมานั่งสูดอากาศยามดึกแบบนี้ ผมเอนตัวลงนอน แนบกายกับพื้นหลังคาในท่าชันเข่าขวาขึ้น และเอามือรองศีรษะ ส่วนมืออีกข้างหนีบบุหรี่ที่พึ่งจุดสูบใหม่ๆ

ควันสีขาวหม่นพวยพุ่งออกจากปากและจมูกผมทุกครั้งที่หายใจ พอได้บุหรี่สักมวน มันก็ทำให้ตัวเองใจชื้นขึ้นมาได้ไม่น้อยเลย

คืนวันนี้ท้องฟ้ามืดสนิทกว่าทุกวัน แต่ก็เห็นดวงดาวชัดกว่าทุกวันที่ผ่านมาด้วย ร้านรวงและบ้านแต่ละหลังที่อยู่ใกล้ๆ เริ่มปิดไฟกันทีละดวงสองดวง ก็ยิ่งเอื้อให้ดวงดาวส่องแสงสว่างชัดมากขึ้น

ผมอัดนิโคตินเข้าไปเต็มปอด บุหรี่เริ่มไหม้หมดมวน แต่ก็ยังรู้สึกอยากอยู่ เลยคว้าที่เขี่ยบุหรี่ที่เตรียมเอาไว้ บุหรี่มวนที่หนึ่ง ถูกจิ้มลงบนที่เขี่ย แล้วก็เริ่มหยิบบุหรี่มวนใหม่ออกมาจากห่อ พักหลังๆ ผมรู้สึกกระหายบุหรี่มากขึ้นกว่าที่เคยเป็น 

ไม่รู้ว่าผมอยากดูดบุรี่
หรืออยากเขี่ยบุหรี่กันแน่ ...

ชีวิตของเด็กมหาลัยจบใหม่หมาดๆ มันเป็นอย่างนี้นี่เอง ไม่รู้ว่าความอดทนของผมไม่มากพอ หรือ ยังเด็กเกินไปที่จะเจอสภาพการทำงานแสนทรหดเคี้ยวคดแบบนี้ ถึงจะเริ่มงานมาได้เกือบสองปีแล้วก็เถอะ

ผมมองดวงดาวไปพลาง มองที่เขี่ยบุหรีไปพลาง

เธอซื้อให้ผม .... ที่เขี่ยบุหรี่นั่นน่ะ
ซื้อมาฝากแน่ะ เพลาๆ บ้างก็ดีนะ ระวังสาวๆ จะไม่ยอมเข้าใกล้
เธอว่า พร้อมกับตบท้ายด้วยการหัวเราะ

เธอเป็นผู้หญิงที่น่ารักครับ แสนดีในแบบของเธอ รูปร่างบอบบางหน้าตาจิ้มลิ้ม สิ่งที่ผมชอบในตัวเธอมากที่สุด ก็เห็นจะเป็นดวงตากับรอยยิ้ม เวลาเธอยิ้มหรือหัวเราะทีไร มันเหมือนมีดาวดวงน้อยๆ อยู่ในดวงตาของเธอ มันเปล่งแสงออกมาเป็นความน่ารัก และน่าหลงไหล

เธอคนนี้แหละ ที่ทำให้ผมเสียดายเวลา 'หนึ่งวินาที' จนถึงทุกวันนี้

เธอเป็นเพื่อนร่วมรุ่นของผม เราเรียนอยู่ภาควิชาเดียวกัน แต่คนละก๊ก ก๊กเธอจะเป็นผู้หญิงทั้งหมด ส่วนก๊กของผมก็เป็นผู้ชายทั้งหมดเช่นกัน แต่บ่อยครั้งที่เราจะรวมก๊กกันสังสรรค์ตามประสาคนเครียดจากการสอบ เฮฮาเอาตามประสาเพื่อนนั่นแหละ สำหรับคนอื่นก็คงคิดอย่างนั้นล่ะนะ แต่สำหรับผมมันเป็นความรู้สึกอีกอย่างหนึ่ง เฉพาะกับเธอคนนี้ 

ผมหาจุดเริ่มต้นไม่ได้ ไม่รู้ต้นตอของมันอยู่ที่ไหน จู่ๆ ไอ้ความรู้สึกแบบนี้มันก็เกิดขึ้นมาเอง ในห้วงเวลาใดเวลาหนึ่ง

หลังจากเรียนจบแล้ว ต่างคนต่างก็แยกย้ายกันไปหางานหาการทำช่วงระหว่างรอรับปริญญา ผมไม่รู้ว่าทุกวันนี้ชีวิตเธอเป็นอย่างไรบ้าง เพราะข้อมูลติดต่อของเธอที่ผมมี ดูเหมือนจะถูกเปลี่ยนใหม่ไปหมดแล้ว ที่รู้ก็มีเพียงว่า พอเธอรับปริญญา ก็บินไปเมืองนอกทันที ก็นั่นแหละครับ ไกลกันยิ่งกว่าเดิมอีก 

คนละซีกโลกเลย

ครั้งล่าสุดที่เราได้คุยกัน ก็คือเมื่อสองปีก่อน ตอนนั้นหลังจากสอบปลายภาค และสะสางงานทุกอย่างที่มหาวิทยาลัยหมดไปเรียบร้อยแล้ว ทุกคนก็รีบติดต่อรวมพลกัน เพื่อนๆ เกือบทั้งภาควิชาในรุ่นผมได้สังสรรค์กันอีกครั้ง รวมถึงเธอคนนี้ด้วย

เธอเดินมาพร้อมกับถุงกระดาษใบใหญ่ พอมานั่งที่โต๊ะก็เริ่มหยิบของด้านในถุงออกมาวางเรียงกัน มีของชิ้นเล็กชิ้นน้อยเต็มไปหมด แต่ด้วยความที่ของเยอะจึงไม่ทันใจเธอ เลยใช้วิธีเทกระจาดลงมาให้มันกองอยู่ที่โต๊ะเอง เธอจัดแจงของที่ระลึกเหล่านั้น และแจกจ่ายให้กับเพื่อนๆ ด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม หนึ่งในของทั้งหลายนั้น คือ ที่เขี่ยบุหรี่ 

เธอเดินเอาที่เขี่ยบุหรี่มาให้ผม และกำชับกับผมว่า

" ซื้อมาฝากแน่ะ เห็นชอบสูบ เพลาๆ ลงหน่อยก็ดีนะ ระวังสาวๆ จะไม่ยอมเข้าใกล้ "
  แล้วเธอก็หัวเราะ 

ผมก็หัวเราะตาม มือซ้ายรับที่เขี่ยมา มือขวาก็เกาหัวแกร๊กๆ อย่างไม่รู้จะทำตัวยังไง ผมขอบคุณเธอ พร้อมกับความร้อนผ่าวที่แผ่ซ่านไปทั่วใบหน้า หูผมแดงแบบไม่รู้ตัว ผมจ้องที่เขี่ยบุหรี่ในมือ รู้สึกหัวใจมันถูกฉาบไปด้วยความรู้สึกอะไรบางอย่าง จะว่าดีใจก็ไม่ใช่ จะว่าตื่นเต้นก็ไม่เชิง เพราะในตอนนั้นหัวใจมันเหมือนกำลังสั่นเตือนว่า ต่อจากนี้ไป เราอาจจะไม่ได้เจอกันอีก

"ชอบไหม" เธอถามผม

ไอ้คนติดบุหรี่ในตอนนั้นตอบไปเพียงแค่ว่า
"อืม"
แล้วก็ยิ้ม

ผมมารู้สึกตัวเอาเต็มที่ก็ตอนผ่านไปแล้วเกือบหนึ่งนาที รู้ตัวว่าตัวเองใช้เสี้ยววินาทีนั้นไม่คุ้มเอาเสียเลย ใช้มันตอบไปแค่คำว่า 'อืม' และหลังจากนั้น เธอก็เดินไปคุยกับเพื่อน กลายเป็นผมที่ยืนค้างเติ่งอยู่ตรงนั้นคนเดียว สมองมันตื้อขึ้นในฉับพลัน ราวกับระบบทุกอย่างหยุดทำการ ที่ตรงหน้าถูกแทรกแซงด้วยความว่างเปล่า ทุกอย่างเหมือนดับวูบไปพร้อมกับคำว่า ่อืม่

ในหัวผมเริ่มทำงานขึ้นอีกครั้ง มันคิดค้นคำด่าออกมามากมาย
'ทำไมไม่ตอบไปยาวๆ กว่านี้หน่อยวะ'
'ทำไมไม่ชวนเธอคุยหน่อยล่ะ ทำไมปากแข็งอย่างนี้วะ'
'ถามกลับไปว่า ซื้อที่ไหน ก็ได้นี่ อย่างน้อยก็จะได้คุยกันยาวกว่านี้'

ผมเสียดายและโกรธตัวเองมากครับ 
จริงอย่างนั้น ถ้าหากผมถามเธอไปว่า 'ซื้อจากไหนหรอ' อย่างน้อย เธอก็จะได้คุยกับผมนานกว่านี้ หรือถ้าหากเธอจำชื่อร้านไม่ได้ เดินกลับไปดูที่ถุงกระดาษ อย่างน้อย เธอก็จะเดินกลับมาหาผม ตอบคำถามของผม ได้ต่อบทสนทนาให้ยาวขึ้นอีก และไม่ได้เดินไปจากไปเลยแบบนี้

ผมพยายามจะเข้าไปคุยกับเธอ แต่เพราะความไหวสั่นในหัวใจกับความเขินในระดับหนึ่งบดบังความกล้าของผมไปจนสิ้น เธอสังสรรค์อยู่ไม่นานก็ขอตัวกลับ ในขณะที่ผมถูกฤทธิ์ยาเมาเข้าสิง เพื่อนตัวดีทั้งหลาย เทเหล้าให้ผมซดเอาซดเอา จนแทบหาทางกลับบ้านไม่ถูก ตื่นเช้ามาถึงได้รู้ว่าเมื่อคืนตัวเองเมาหยำเป เละเทะแค่ไหน เสียงเจื้อยแจ้วของนกเล็กนกใหญ่ ปลุกผมจากอาการมึนเมา พอลืมตาได้เพียงครู่เดียว อาการปวดหัวคลื่นไส้ก็เล่นงานผม เตรียมจะขย้อนเอาเศษอาหารจากในกะเพราะออกมา ผมรีบเดินโซซัดโซเซไปยังหน้าต่าง อาเจียนอย่างหนัก และเศษอาหารที่น่าสะอิดสะเอียนก็ถูกลำเลียงออกมาจนหมดสิ้น ลิ้นรับรสชาติขมเปรี้ยวของของเหลว หูผมอื้อ ในหัวเหมือนมีค้อนปอนด์ทุ่มลงมาอย่างไม่เป็นจังหวะ มันปวดตุบๆ อย่างที่ไม่เคยเป็น ซึ่งไม่ใช่ลักษณะของไอ้ขี้เหล้าคอแข็งคนก่อนเลย

เธอทำให้ผมว้าวุ่นเกินไป เกินไปจริงๆ

จนถึงตอนนี้ ผมผู้ที่กำลังจมปรักอยู่กับงานอันน่าหงุดหงิด และกำลังนอนแผ่หลาอยู่บนพื้นหลังคาที่เคยเปื้อนรอยอ๊วก 

พอได้มานั่งคิดผมก็อยากจะด่าตัวเองอีกสักรอบ ว่าปล่อยให้เวลามันผ่านไปนานขนาดนั้นได้ยังไง ตลอดเวลาหลายปีที่เรียนด้วยกันมา ทำไมไม่รู้จักใช้เวลาให้คุ้มค่า เจอเธอเมื่อไหร่ หน้าก็ร้อน ใจก็เต้นเอาๆ อยู่อย่างนั้น 

ผมกลายเป็นนักบินอวกาศในห้วงกาแลคซี่ของตัวเอง เหมือนกำลังแหวกว่ายอยู่ในสภาวะที่อ้างว่าง ไร้ซึ่งซุ่มเสียง ไม่มีสิ่งใดขานรับกับความรู้สึกของผม 

มันคิดถึง

ผมคิดถึงช่วงเวลาที่ผมเคยเห็นเธอได้ชัดถนัดตากว่านี้ 

บางครั้งผมก็เคือง ที่ความรักมันเข้ามาทักทายผม โดยที่ผมยังไม่ทันได้ตั้งตัว ยังไม่ทันเตรียมอะไรไว้รับมือด้วยซ้ำ มันเดินผ่านเวลาไปเรื่อยๆ แวะเวียนเข้ามาทำให้ใจผมเต้น แล้วก็จากไป 
ปล่อยให้เกิดความรู้สึกเล็กๆ กับผม ความรักไม่ยอมรับผิดชอบต่อสิ่งที่ตัวเองก่อ ผมเป็นมนุษย์จำพวกที่สมองช้าด้วยสิ อืดอาดกับการแก้ปัญหาต่อความเอาแต่ใจของความรัก

ผมอยากย้อนกลับไปรั้งความรักเอาไว้สักครั้ง แต่ความรักมันคงจะไม่เลือกผมแล้วล่ะ ความรักที่ไหนจะมาเลือกคนบ้าคนบอแบบนี้

บุหรี่หมดไปเป็นมวนที่สอง

ผมหันไปจิ้มบุหรี่กับที่เขี่ย จ้องมันสักพักแล้วจึงหันกลับไปมองดูดาวที่กระจายอยู่เต็มท้องฟ้า ควันบุหรี่ที่ยังไม่หมดปอด ลอยฟุ้งออกมาจากจมูก ไฟดวงสุดท้ายของหมู่บ้านดับลง ผมยังคงนอนอยู่บนหลังคา และเผลอหลับไปอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว
  

------------------------------
ตื่นเต้น วันนี้ ลองบรรยายความคิดผ่านตัวละครที่เป็นผู้ชายดู อยากรู้ว่าจะเป็นยังไง ปล. เรื่องเหล้าเรื่องบุหรี่เราไม่เคยยุ่งเด้อ เคยเห็นจากผู้หลักผู้ใหญ่เขามาทั้งน้านนน 555555
SHARE
Writer
hollypine
etc.
ดาวเคราะห์ดวงเล็กๆ

Comments

GalaxyCold
2 months ago
เขียนดีมากๆครับ ไทม์ไลน์ชีวิตตัวละครเหมือนผมเป๊ะเลย
Reply
hollypine
2 months ago
งือ จริงหรอคะ ตอนบรรยายรู้สึกเศร้าและอ้างว้างไปกับตัวละครตัวนี้มากๆ เลยค่ะ ความรักนิสัยไม่ดีเลย เอาแต่ใจ5555 ยังไงก็สู้ๆ นะคะ :) // ปล. ขอบคุณมากๆ ค่า ><
GalaxyCold
2 months ago
แต่ของผมนานกว่าตัวละครหน่อย 5-6ปีนะ 
เขียนบ่อยนะครับรออ่านอยู่

Reply
illuyungka
2 months ago
สนุกดีคับ 555+
Reply
hollypine
2 months ago
^w^ เย้! ขอบคุณค่า