คนเดิมที่หายไป..
คนเดิมที่หายไป.. ทุกๆวันที่มันผ่านไป..
ดูเหมือนว่ามันไม่มีค่าที่ได้แต่หายใจทิ้งไปวันๆ รู้สึกแต่ว่าไม่มีใครเข้าใจ ปัญหาที่เกิดขึ้นเกินกว่าที่จะบอกให้ใครเข้าใจ ไม่รู้จะแก้ที่ตรงไหน อยากหนีไปให้พ้นๆ ออกจากจุดที่ตอกย้ำแต่ความแย่ๆในชีวิต

เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อ 3 ปีก่อน.. (ปี 57)
ก่อนที่จะลาออกจากงาน ..จุดเริ่มต้นที่เกิดขึ้นเป็นเพราะความรัก ความเคารพ ความศรัทธา ความไว้ใจ ความรู้สึกดีๆล้วนๆที่ให้คนๆนึงมาตลอดระยะเวลาทำงานมาเกือบ 3 ปี
เค้าเป็นคนที่ดีมากๆคนนึง ทุกครั้งที่มีปัญหา ข่าวลือ หรือเกิดกระแสแรงๆอะไรสักอย่าง จะถามเค้าตลอดเพื่อความแน่ใจและความสบายใจ ทุกครั้งที่ได้คำตอบเหมือนได้รับการช่วยเหลือมาตลอด แค่มีเค้าคนเดียวก็ไม่แคร์คนอื่นเลย 

ท่ามกลางกลุ่มคนไม่ดีอยู่ดีๆเจอคนดีขึ้นมาถึงแม้แค่คนเดียวก็พอแล้ว ทุกครั้งที่เจอกันจะรู้สึกปลอดภัย ไว้ใจเค้าได้ทุกอย่าง ในสถานที่ทำงานที่ต้องอาศัยความไว้วางใจแบบนั้นความไว้ใจเลยเป็นเรื่องสำคัญที่สุด แต่กับคนอื่นๆเราเองก็เป็นคนนึงที่ต้องทำบางอย่างที่ไม่อยากทำเพื่อความอยู่รอดและความถูกต้อง เช่น จำเป็นต้องโกหกทั้งๆก็ไม่อยากทำ อดไม่ได้เวลาที่ไม่ว่าใครก็ตามที่พยายามสร้างปัญหาให้นอกจากกับเราแล้วและยังสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่นด้วย เราต้องปฏิเสธหรือหาวิธีหลีกเลี่ยงไม่ให้คนพวกนั้นสร้างปัญหาได้สำเร็จ กับคนที่ไม่ไว้ใจเลยจำเป็นต้องโกหก แต่กับคนที่ไว้ใจ หรืออยู่ด้วยแล้วสบายใจเราก็ไม่ต้องทำผิดแบบนั้นอีกต่อไป ในเมื่อไว้ใจเค้าอะไรที่เป็นตัวเราก็สามารถแสดงออกมาได้แบบไม่ต้องกังวลอะไร มีแต่เค้าจะมองเราในแง่บวกและเข้าใจเรา อยู่ด้วยแล้วสบายใจ ที่ผ่านมาเป็นแบบนั้นมาตลอด
ช่วงแรกๆที่เข้ามาทำงาน.. (ปลายปี 54)
แม่ก็เคยบอกว่าให้ติดต่อหรือไม่ก็ลองขึ้นไปพบพี่เค้า เค้ากับแม่รู้จักกัน แต่ตอนนั้นยังไม่กล้าทำอะไรเพราะไม่เคยเจอกัน
จำได้แต่ว่ามีอยู่ครั้งนึงที่โทรหาพี่เค้าแล้วร้องไห้เรื่องที่ทำงาน นึกถึงใครไม่ออกเลยตัดสินใจปรึกษา จริงๆต้องการระบายให้พี่เค้าฟัง ร้องไห้กับพี่เค้าเฉยเลย แต่วันนั้นก็สบายใจขึ้นมาทันที น่าจะเป็นช่วงแรกๆที่เริ่มทำงานที่นั่น

ที่ไม่กล้าเข้าหาเพราะพี่เค้าอยู่หน้าห้องนาย แสดงออกมากไม่ได้ว่ารู้จักกับนาย จนทำงานไปสักพักถึงได้เริ่มคุยกันแต่จำไม่ได้แล้วว่าเจอกันตอนไหน มาจำได้อีกทีเป็นช่วงกำลังเรียนโทอยู่ ตอนนั้นกำลังทำงานกลุ่มอยู่ที่มหาวิทยาลัยพี่เค้าก็โทรเข้ามาปรึกษาเรื่องลูกสาวที่กำลังจะสอบเข้ามหาวิทยาลัย ขอเบอร์โทรศัพท์ลูกสาวแต่พี่เค้าไม่สะดวก หลังจากนั้นมาก็ไม่กล้าถามเรื่องส่วนตัวอีก ก็ได้แต่ถามข่าวลูกสาวพี่เค้าเรื่อยๆ
จนมาวันนึงแม่มาที่ทำงาน..
เป็นวันที่ได้ยืนคุยกันอยู่สามคน แล้วพี่เค้าก็บอกแม่ว่าเค้ามีลูกสาวนะ แล้วรู้สึกแปลกๆ คิดขึ้นมาทันทีว่าหรือว่าเราเข้าหาพี่เค้ามากเกินไป เหมือนพี่เค้าตีกันหรือพยายามทำอะไรสักอย่างเพื่อให้ให้รักษาระยะ (เค้าพยายามห้ามใจตัวเองรึป่าวไม่รู้นะ) แต่ตอนนั้นเราก็ไม่ได้คิดอะไรกับพี่เค้าแต่อาจแสดงออกมากไปจะกลายเป็นทำให้ดูเหมือนว่าคิด หลังจากวันนั้นเลยพยายามรักษาระยะห่างมาตลอด แต่ก็จะมีช่วงปีใหม่หรือเทศกาลสำคัญที่ยังไปแสดงความเคารพอยู่ สักพักก็เห็นพี่เค้าเปลี่ยนรูปโปรไฟล์ถ่ายกับลูกสาว ก็ยิ่งรู้สึกว่าไม่เข้าใกล้ดีกว่ากลัวจะทำให้เข้าใจผิด
พอปีถัดมา.. (ปี 55)
มีจัดงานเลี้ยงใหญ่ที่โบนันซ่า วันนั้นหลังจากเลิกงานกลางคืนก็เจอพี่เค้า ดีใจมากที่พี่เค้าชวนกลับด้วยกันแต่ไปพร้อมกับอีกคนสองคน พี่เค้าไปส่งที่พัก ..พอวันรุ่งขึ้น เจอพี่เค้าอีกที่ใต้ล้อบบี้พี่เค้าก็ชวนกลับบ้านด้วยกันอีก ในใจตอนนั้นอยากบอกออกไปมากๆว่าขอกลับด้วย แต่กลัวคนอื่นจะเห็นว่าใกล้พี่ใกล้นายเกินไปเลยต้องขอปฏิเสธทั้งๆที่ในใจนี่แบบอยากไปมากๆจริงๆ เพราะไม่สนิทกับใครเลย ต้องนั่งรถไป-กลับกับคนไม่ไว้ใจมันเซ็งสุดๆ
หลังจากวันนั้น..
ก็เป็นช่วงที่เราเรียนโท ที่พี่เค้าปรึกษาเรื่องลูกสาว ได้คุยกัน คุยทั้งทางไลน์ทั้งโทรศัพท์ ก็จะคอยถามข่าว คอยปรึกษาพี่เค้าตลอด เคยเห็นพี่เค้าเปลี่ยนรูปสมัยหนุ่มๆเหมือนกัน แต่ก็ยังไม่ได้สงสัยอะไรและก็ยังไม่ได้คิดอะไร เพราะช่วงนั้นคบทอมมาตลอดยังไม่ได้สนใจผู้ชาย แต่มีพี่ทอมคนนึงเคยถามว่าทำไมไม่ชอบผู้ชาย ก็ได้แต่บอกว่าถ้าจะชอบก็คงเป็นพี่คนนี้แหละ ถ้าอายุใกล้เคียงกันคงชอบไปแล้ว ซึ่งตอนนั้นจริงๆก็ยังไม่คิดอะไร แค่รู้สึกว่าพี่เค้าเป็นคนดีคนนึง
ก็มีเหตุการณ์เกิดขึ้นเรื่อยๆ
บางทีก็เจอกันบังเอิญที่หน้าลิฟท์
วันที่พรีเซ้นงานแถลงข่าวก็เจอพี่เค้านั่งอยู่ข้างหลัง
ครั้งนึงพี่เค้าเคยให้ขึ้นไปช่วยแปลเอกสาร
และก็เคยขึ้นไปหาพี่เค้าที่ห้องทำงานตอนเย็นโดยที่ไม่บอกก่อน (..ทันทีที่เปิดประตูเข้าไปสายตาพี่เค้ามองมาน่ากลัวมาก พี่เค้าคงคิดว่าเป็นใครมาทำไรตอนนี้ คงไม่ไว้ใจใคร แต่พอเห็นว่าเป็นเราอารมณ์พี่เค้าเปลี่ยนทันที)
เวลาก็ผ่านไป..
จนเข้าโค้งสุดท้ายที่จะเรียนจบโท (ปี 56-57) คอยส่งข่าวพี่เค้าบ้างว่าทำอะไรอยู่ เพราะคิดที่จะลาออกมาตลอดตั้งแต่มาทำงานสองสามเดือนแรก
ช่วงนั้นก็มีทั้งเหตุการณ์บ้านเมืองไม่สงบ ทั้งข่าวไม่ดีภายใน ปัญหาภายนอกก็รุม
ช่วงนั้นคิดว่าเป็นช่วงที่พี่เค้าอาจจะต้องการกำลังใจ อยากแสดงให้เค้าเห็นว่าไม่ว่าคนอื่นยังไง ก็ยังมีเราคอยให้กำลังใจเค้าอยู่ ทักไลน์ให้กำลังใจอยู่เรื่อยๆ แต่...มีอยู่ครั้งนึงส่งไลน์ไปเป็นคลิปนักมวยเต้นเพลงขอใจแลกเบอโทร บอกเลยว่าส่งไปโดยที่ไม่ได้คิดอะไรจริงๆ เพราะมีคนแชร์เลยส่งต่อ แต่ผลที่ออกมาคือรู้สึกว่าพี่เค้าเริ่มชัดเจน หลายๆอย่างเริ่มเปลี่ยนไป คุยกันมากขึ้น เข้าใกล้กันมากขึ้นยังไงไม่รู้
จนวันนึง.. (กลางปี 57)
พี่เค้าส่งคลิปยูทูปเพลงทุกเวลาของบ้านนี้มีรัก ในคลิปก็จะมีคำพูดให้กำลังใจ ปลอบใจ ฟังเพลงไปสักพักอยู่ดีๆก็ร้องไห้ออกมาหนักมาก ยิ่งฟังยิ่งร้องยิ่งอ่านประโยคเนื้อหาในคลิปยิ่งร้องเข้าไปอีก รู้สึกทั้งสองอย่าง รู้สึกเหมือนเป็นสิ่งที่เราได้จากเค้า และเราก็ให้เค้ามาตลอด ..(น้ำตาไหล) เลยรู้ใจตัวเองตั้งแต่วันนั้นว่า"ชอบพี่เค้าเข้าแล้ว"
วันนั้นเครียดมาก หลังจากวันนั้นถัดมาตัดสินใจคิดอยู่นานทั้งวัน พยายามห้ามใจ ห้ามใจมากๆแต่มันไม่ไหวแล้ว เลยตัดสินใจที่จะบอกพี่เค้าไป
ตกเย็น..ก็เริ่มคุยไลน์แล้วก็บอกพี่เค้าว่ามีอะไรจะบอก มีคนแอบชอบพี่นะคะ เค้าก็ถามกลับมาว่าใคร เราไม่ยอมบอก ถามพี่เค้าว่าคนที่ชอบพี่เค้าอยากรู้ว่าพี่โสดรึป่าว พี่เค้าก็ถามต่ออีก แต่ก็พยายามไม่บอกอีกว่าเป็นใคร แต่สุดท้ายพี่เค้าก็ใช้คำถามให้เราพูดสารภาพออกมาจนได้ ก็เลยเลยตามเลย บอกว่าเป็นเราเอง จำเป็นต้องบอกทั้งๆที่ยังไม่ได้คำตอบเลยว่าพี่เค้าโสดมั้ย สรุปหลังจากสารภาพออกไปเราก็โดนพี่เค้าซักอยู่สักพัก ก็ถามกลับว่าเรายังไม่มีแฟนหรอ เราไม่มี คุยไปคุยมาพี่เค้าก็บอกมาว่า "พี่มีครอบครัวแล้วอ่ะดิ่" เราก็บอกไปว่า "ทราบแล้วค่ะว่ามีลูกสาว แต่พี่มีแฟนรึป่าว แม่เค้าล่ะคะ" พี่เค้าก็บอกมาว่าเค้ามีลูกสาวกับแฟนคนแรกแต่ว่าเลิกกัน และก็มีลูกสาวกับแฟนอีกคนนึง
ที่เข้าใจถูกคือพี่เค้าเลิกกับแฟน แต่ไม่เคยรู้มาก่อนว่าพี่เค้ามีอีกครอบครัวนึง
ความรู้สึกตอนนั้นคือแบบ.. เหมือนดีใจ โล่งอกได้ไม่ถึงนาทีที่ได้บอกชอบออกไป แต่แป๊บเดียวเท่านั้นล่ะใจก็วูบ เหมือนชา ช้อกไปเลย กำลังจะร้องไห้ล่ะ แต่ก็คุยต่อสักพัก สุดท้ายก็ไม่ไหวน้ำตาซึม พอคุยจบคืนนั้น แค่วางมือถือลง..ปล่อยโฮเลย ร้องไห้ออกมาแบบหนักมากถึงมากที่สุด นอนร้องไห้ทั้งๆที่ยังไม่ได้อาบน้ำ ตอนนั้นค่ำแล้ว นอนร้องไห้แล้วหลับไปประมาณชั่วโมงนึงได้ ก็ตื่นขึ้นมา..เหมือนรู้เลย มีไลน์เด้งขึ้นมา เป็นข้อความจากพี่เค้าบอกให้ลุกไปอาบน้ำได้แล้ว
คืนนั้นก็อาบน้ำนอนไป พอวันรุ่งขึ้นพี่เค้าส่งไลน์มาปลุก ก็ตื่นมาตอบข้อความ แต่ลุกไปอาบน้ำไม่ไหว นอนต่อยาวไปอีกจนถึงบ่าย สรุปวันนั้นเข้างานไม่สาย เข้าบ่ายเลย พี่เค้าก็ส่งไลน์ทักมาอีก ก็ตกใจว่ายังไม่ถึงที่ทำงานตั้งแต่เช้าเนี้ยนะ เลยแกล้งแซวพี่เค้าไปว่าก็พี่อ่ะแหละเราเลยลุกไม่ไหวเลย
หลังจากคืนนั้นที่สารภาพบอกไป..
เหตุการณ์หลายๆอย่างก็เกิดขึ้น และเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องทุกอย่างมาจนถึงวันนี้
พี่เค้าฝากให้น้องที่เค้าสนิทดูแลเราเป็นอย่างดี
มีอยู่วันนึงพอมาถึงที่ทำงานออกมาจากลิฟท์ เจอหน้ากันสบสายตาพี่เค้า เราเผลอตะโกนมาแต่ไกล "สวัสดีค่ะพี่...!!!" แล้วก็ชะงักเลย พี่เค้าอึ้ง พอเห็นว่ายืนคุยกับพี่คนนึงอยู่ เราก็ต้องทำเนียนเดินเลยพี่เค้าไป เดี๋ยวคนอื่นจะสงสัยเอา

หลังจากนั้นไม่กี่วันคนที่ทำงานก็เริ่มรู้เรื่อง มีคนเดินผ่านแล้วด่าว่าเป็นเมียน้อย เจอมากเข้าก็ทนไม่ไหวโทรไปใส่อารมณ์กับพี่เค้าว่า "ฝากบอกคนอื่นด้วยนะคะว่าไม่ได้เป็นเมียน้อยใคร!" ตอนนั้นเดือดมาก คนอื่นที่ไม่รู้เรื่องอะไรก็ตัดสินเราไปต่างๆนานา ไม่มีใครรู้ดีไปกว่าตัวเราเองว่าเราพยายามเบรคห้ามตัวเองห้ามพี่เค้ามากแค่ไหน ห้ามพี่เค้าไม่ให้ทำผิด ให้นึกถึงลูกสาวมากๆ พี่เค้าชวนไปกินข้าวเราก็ปฏิเสธตลอด 
ช่วงนั้นเป็นช่วงที่เราเรียนจบโทพอดี

เตรียมตัวจะลาออกและก็เป็นช่วงที่มีกีฬาสีของที่ทำงาน ตอนนั้นโดนหลายคนเหน็บแหนมต่อว่าเรื่อยๆ แต่ไม่สนใจอะไรเพราะว่าไม่ได้ทำอะไรผิด ก็แค่ความรู้สึกในเมื่อห้ามไม่ได้ ห้ามการกระทำได้ก็ยังดี ถึงยังไงความถูกต้องสำคัญกว่า สรุปก็เลือกทำในสิ่งที่ถูกต้องมากกว่าถูกใจ ยอมเสียใจตัดสินใจเดินออกมาทันที เซฟไลน์ที่เคยคุยก่อนหน้าไว้ แต่ลบไลน์เพื่อที่จะดึงตัวเองออกมาไม่สานต่ออีก พยายามหาคนคุย กลายเป็นกลับไปคุยกับทอมซึ่งจริงๆตั้งใจจะเลิกคุยเลิกคบแล้ว แต่พอเจอแบบนี้ ตอนนั้นคิดแต่ว่าต้องตัดใจให้ได้ ในที่สุดก็ได้ไปคบกับทอมหลังจากคบกับทอมสักพัก..
ก่อนลาออกก็เริ่มงานที่ใหม่พอดี แต่ก็เคลียร์งาน เคลียร์กีฬาให้จบ แล้วก็ย้ายที่อยู่ใหม่ ที่พักก็อยู่ใกล้กับทอมคนนั้น แต่มีเซ้นส์บางอย่างรู้สึกว่ามีคนสะกดรอยตามก็ได้แต่บอกแฟนแต่ก็ไม่ได้อะไร คิดว่าคงคิดไปเอง
มีอยู่วันนึงอยู่ที่ห้องกับแฟนทอม พี่เค้าก็โทรเข้ามา รีบรับทันทีแต่ก็แคร์แฟนตัวเอง พี่เค้าถามข่าวว่าเป็นยังไงบ้าง คุยได้สักพักเดียวก็ต้องรีบวาง เพราะแฟนทอมเริ่มมีอาการเราเองก็ทำตัวไม่ถูก หลังจากนั้นก็ไม่ได้ติดต่ออีก..
เข้าปี 58..
จะคอยส่งข่าวเวลามีเรื่องสำคัญๆ
พอเราย้ายงานไปอีกที่หนึ่งก็โทรศัพท์ไปบอกพี่เค้า
ถัดมาอีกเดือนสอบติดได้งานอีกที่นึง ก็โทรไปบอกอีก
พอถึงปี 59..
วันนั้นเป็นช่วงวันวาเลนไทน์ พี่เค้าส่งรูปดอกกุหลาบสีแดงมาให้ "Happy Valentine's Day" ด้วยความดีใจปนตกใจแต่ไม่อยากให้ดูเหมือนว่าให้ความหวัง ก็ส่งรูปดอกกุหลาบสีแดงกลับไปเหมือนกันแต่ใช้คำว่า "Happy Sunday"
เดือนมีนาฯก็ได้โทไปปรึกษาพี่เค้าเรื่องงาน
ประมาณเดือนเมษาฯ ตอนนั้นว่างงาน บอกที่บ้านไม่ได้ ปรึกษาใครไม่ได้ มันตันจริงๆ ปัญหารอบด้าน เลยโทหาพี่เค้าขอความช่วยเหลือ
กลางปี 59..เวลาผ่านไปเกือบ 2 ปี..
สรุปเลิกกับแฟนทอม สิ้นสุดทุกอย่างกับคนนี้ เสียใจมาก ที่บ้านก็ชวนไปเที่ยวไปกราบหลวงพ่อที่วัดภาคอีสาน
หลวงพ่อท่านทราบทุกอย่าง รู้ว่าเราเพิ่งเลิกกับแฟนมา แล้วก็บอกว่า "มีคนชอบเรานี่ เราไปหนีเค้าทำไม" ก็เลยบอกหลวงพ่อว่าแต่เค้าบอกว่าเค้ามีแฟนแล้วนี่คะ หลวงพ่อบอกว่าเค้าเป็นหม้าย เค้าก็มีไปเรื่อยแหละ แล้วก็บอกให้โทรไป เราดีใจมาก กลับมาบ้านรีบไลน์หาพี่เค้า ถามคำถามเดิม แต่สรุปคำตอบที่ได้ก็คือเหมือนเดิม คือ อยู่กับลูกกับแฟน
แล้วสักพักก็ออกไปโทรหา พี่เค้ารับโทรศัพท์(ไวมาก)แล้วบอกด้วยว่าฝากบอกแม่ด้วยนะว่า "คิดถึง" จริงๆตั้งใจจะบอกเราหรือเปล่า เพราะไม่เคยเห็นพี่เค้าพูดถึงแม่อะไรแบบนี้
เดือนกรกฎา 59..
เริ่มงานที่ใหม่ ที่มีการอบรมแบบใช้จิตวิทยา เอ่ยถึงชื่อพี่เค้าในที่ทำงานตลอด ทำให้สงสัยทุกวัน
เดือนสิงหา 59.
หลังจากสงสัยอะไรหลายอย่างจากที่ทำงาน ว่าทำไมถึงรู้เรื่องเราได้มากมายขนาดนั้น สงสัยมากจนต้องติดต่อพี่เค้าเพื่อที่จะขอเข้าไปหา จำได้ว่าเป็นวันที่ 3 สค ได้เจอกันในรอบ 2 ปีพอดี
พอถึงที่ทำงานเก่า ทันทีที่เข้าไปในห้องทำงานเจอพี่เค้า เห็นสายตาพี่เค้ามองมาแต่เราหลบ ก็ตั้ง 2 ปีไม่ได้เจอกัน อะไรๆก็คงเปลี่ยนไปบ้าง แต่ก็ยังชอบพี่เค้าอยู่แหละ วันนั้นขอลางานครึ่งวันมาหา และก็คุยกันตั้งแต่เก้าโมงครึ่งถึงเที่ยง เป็นวันที่มีความสุขที่ปนๆกับความรู้สึกแปลกๆบางอย่างที่ดูสายตาพี่เค้าเปลี่ยนไป ก็ยังไม่ได้เอะใจอะไรมาก คุยทุกเรื่องที่พี่เค้าสงสัย ถามถึงเรื่องครอบครัวกับเรื่องรอบตัวเราซะส่วนใหญ่ มาสะดุดตอนที่พี่เค้าถามถึงแฟนทอมว่า.. "แล้วเราอยู่หอพักกับน้องหรอ" เรารีบตอบว่า "อ๋อตอนนั้นอยู่กับเพื่อนที่หอพักแถวลาดกระบังค่ะ" สายตาพี่เค้าเปลี่ยน เรานั่งก้มหน้า บอกเลยว่าไม่ได้ตั้งใจโกหก เรารู้ว่าเค้ารู้เรื่องเรามาตลอด จะให้บอกไปตรงๆทำลายความรู้สึกคนถามได้ยังไง ตั้งใจโกหกเพื่อให้รู้ว่าโกหก แต่แน่นอน..พี่เค้าคงคิดอีกอย่าง เริ่มรู้ล่ะว่าทัศนคติเค้าที่มีให้กับเราเปลี่ยนไป
สรุปก่อนใกล้เที่ยงกำลังจะเอ่ยปากขอตัวกลับก่อน พี่เค้าก็รีบถามต่อ คุยต่อ แล้วก็ชวนเราไปกินข้าวเที่ยงด้วยกัน ดีใจมากถึงมากที่สุด พี่เค้าถือโทรศัพท์ คุยไปทานไปแล้วก็นั่งจ้องหน้าเราตลอด เขินมากได้แต่นั่งเก็บอาการ

หลังจากวันนั้นก็เกิดเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมากมายที่ทำให้รู้ชัดเจนว่าเค้าได้เปลี่ยนไปแล้ว.. ตามหาเค้าเท่าไรก็ไม่เจอ

และเหตุการณ์ต่อไปนี้จะเป็นลำดับเหตุการณ์ที่แสดงให้เห็นว่าความสุขมันค่อยๆหายไป
กันยา 59..
โดนมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งพยายามหลอกล่อให้เป็นเมียอธิการและรองอธิการ ด้วยความที่เราไม่ยอมมหา'ลัยเลยบีบให้เราลาออก ซึ่งก็ยินดีและดีใจมาก เพราะจะได้ไม่ต้องกังวลอีก..
ช่วงนั้นก็ออกมาอยู่บ้าน แต่ก็เครียดมาต่อเนื่อง สะสมความเครียดตั้งแต่เดือนกรกฎา ที่เริ่มรู้สึกว่ามีคนสะกดรอยตามอย่างหนัก สงสัยมาตลอดว่าเป็นฝีมือใคร จนมั่นใจว่าเป็นพี่เค้าแน่ๆ
ตั้งแต่เข้าอบรมกับมหา'ลัย วิทยากรใช้สัญลักษณ์กับโค้ดเยอะมาก มีทั้งตัวเลขและคำศัพท์ ทั้งคำพูดความหมายแฝง และอาการส่งซิกไปนัยๆ
ยกตัวอย่างเช่น ไอ, 4(วันเกิดพี่เค้า), 5(วันเกิดเรา), 14, 15, 41, 51, 54(อายุเค้า) 30(อายุเรา), ให้คนมาพูดใกล้ๆเรื่องเกี่ยวกับเรา ทั้งๆบางอย่างมีไม่กี่คนที่รู้, เวลากลับบ้านให้วินมอไซค์ แท๊กซี่ รถสองแถวมาดักรอ แล้วก็ให้พูดต่างๆนานาเกี่ยวกับเค้าและเราแต่ใช้ชื่ออื่นแทน จะเรียกแทนว่าเป็นตัวคนพวกนั้นเอง ทำทีเหมือนกับเล่าเรื่องตัวเองแต่จริงๆไม่ใช่ เค้าหมายถึงเรา บอกเท่าไรก็บอกไม่หมดเพราะมันเยอะมากจริงๆ

ให้บอกก็บอกไม่ถูก พูดให้ใครฟังก็ไม่มีใครเชื่อ รู้แต่ว่าคนที่ทำแบบนี้ได้ก็มีแต่เค้าเท่านั้นล่ะ พอโทรไปถามก็ได้แต่คำตอบปฏิเสธเดิมๆว่าไม่รู้เรื่องอะไร
แต่ตามเราไปทุกที่ ต่อมาเริ่มด่าทอกัน ลองใจเราสารพัด มันมีทั้งลองใจและก็ตั้งใจก่อกวน จากเดือนเป็นหลายเดือนจนเป็นปี เราก็หนี ไปสมัครงานที่ไหนก็ใช้คนไม่ซ้ำหน้าตามไปตลอดทาง พอไปทำงานที่นึง ก็ยังใช้คนไปวางแผนกับทางนู้นอีก ให้มาพูดๆๆๆก่อกวนเรา หนีไปอยู่วัดก็ตามไปใช้พระอีก จนเราอยู่วัดไม่ได้ ก็เลยหนีไปอีกวัด ยังส่งคนตามไปอีกแต่โชคดีที่หลวงพ่อช่วยไว้ เลยได้อยู่วัดจนอารมณ์เย็นขึ้น ออกมาก็ยังไม่หยุดยังมีอีก ทนไม่ไหวเลยหนีกลับบ้านต่างจังหวัด ตอนนั้นเป็นช่วงปลายปีแล้ว ไปอยู่บ้านคนเดียวก็ใช่ว่าจะสงบสุข ส่งมาตามหนักกว่าเดิม จนเราสติแตกแทบจะเป็นบ้า เดือดร้อนกันทั้งบ้าน พยายามเข้าหาหลวงพ่อ ท่านได้แต่บอกมานัยๆ "ก็เป็นคนดีอ่ะแหละ แต่เค้าไม่จริง" ไม่จริงแปลว่าอะไร แปลว่าหลอกใช่มั้ยล่ะ นี่เราโดนเค้าหลอกมาตลอด โกหกและก็ให้ความหวังมาสารพัด เครียดสะสมมานานจนเข้าโรงพยาบาลจิตเวช ในหัวก็มีแต่สัญลักษณ์อะไรไม่รู้เต็มไปหมด พอเจอใครเข้าก็คิดว่าคนนั้นคนนี้เป็นคนที่เค้าส่งมาให้ตาม ไหนจะความรู้สึกที่เสียไปอีก ร้องไห้เสียใจตั้งเท่าไร แค่ช่วงนั้นก่อนรักษาจิตเวช ป่วยเข้าโรงพยาบาลทั่วไปอยู่ 3-4 รอบเป็นทั้งไข้ เครียด ปวดท้อง ลำไส้อักเสบ

อยู่กับคำถามที่ว่าสรุปแล้วเค้าโสดจริงๆมั้ยอยู่นาน จากคำพูดของคนที่ตามแต่ละคนบอกว่าพี่เค้าโสด ทำทีบอกว่าอยู่กับแฟนเพื่อลูก แต่พอถามเจ้าตัวเค้ากลับบอกว่าเค้าอยู่กับแฟนอยู่กับลูก
ทนไม่ไหว..พอวันนึงมีโอกาสได้ถามพระอีก ตอนนั้นขอพ่อกับแม่ว่าอยากคุยส่วนตัวกับหลวงพ่อ แต่มีพระอีกองค์อยู่ช่วยแปลให้ พระท่านนี้บอกละเอียดมาก ท่านบอกว่า.. "ก็เราไปเล่นเค้านี่" "เราเป็นรักแรกของเค้า" "เหมือนรักไม่พร้อมกัน" "ตอนนี้เค้ามีคนอื่นไปแล้ว ดีแล้วที่จบแค่นี้ ทำบุญมาด้วยกันแค่นี้" "เค้าเองก็มีของเค้าและเค้าก็มีอีกคน" ..พอได้ฟังแล้วก็ตกใจเพราะสงสัยทำไมหลวงพ่อถึงบอกว่าเราไปทำเค้า..เพราะตอนนั้นเชื่อว่าทำในสิ่งที่ถูกต้องแล้ว ออกมาก็ได้แต่บอกแม่ว่าอย่าไปโกรธเค้านะแม่ เราไปทำเค้าก่อนเอง แม่ก็เข้าใจบอกว่าไม่ได้โกรธอะไรเค้าเลย บอกแม่แค่นี้ก็ไม่ได้พูดรายละเอียดอะไร มาเข้าใจทีหลังว่าเราทำสิ่งที่ถูกต้องก็จริงแต่อาจจะผิดที่วิธีที่ออกมาจากชีวิตเค้ากะทันหันไป พี่เค้าคงยังทำใจไม่ทัน แล้วก็คงตั้งคำถามมากมายว่าเราหลอกเค้าทำไม
ถึงช่วงที่สำคัญอีกเหตุการณ์..
วันที่ 12 กค 60..
หลังจากที่เค้าใช้จิตวิทยากับเรามาตลอด มันมีทั้งการก่อกวนต่างๆนานา แต่ก็สามารถทำให้เรารักเค้าได้แบบฝังใจ วันนั้นเลยได้ตัดสินใจบอกเค้าทุกๆอย่างเกี่ยวกับความรู้สึกทั้งหมดว่าเรารักเค้ามากแค่ไหน ขอโทษกับเรื่องที่แล้วมาที่ทำให้เค้าเสียใจ แล้วก็ขอบคุณทุกอย่างสำหรับที่ผ่านมา คำพูดที่ตอบกลับมาจากเค้าคือ ขอบคุณที่รู้สึกดีกับเค้า เค้ารักครอบครัวมาก เค้าไม่ได้คิดกับเราแบบคนรักเลย บอกเราว่าห้ามคิดสั้น ให้นึกถึงพ่อแม่กับคนรอบข้าง เป็นคำพูดที่เสียใจที่สุด สุดๆแล้วจริงๆ สติหลุดแย่ไปกว่าเก่า ทำอะไรไม่ได้เลย ไม่เป็นผู้เป็นคน เครียด นอนร้องไห้ พยายามหาอะไรทำก็ไม่ช่วย พูดกับตัวเองพูดคนเดียวเหมือนคนบ้า ไม่มีกำลังใจ หมดแรงจะไปต่อ คิดสั้นเกือบทุกวัน ไปหาจิตแพทย์ โชคดีที่ยังมีงานเล็กๆน้อยๆเข้ามาบ้าง จากเดือนเป็นสองเดือนยังนอนร้องไห้อยู่ แต่ก็ดีใจที่ตัวเองฟื้นตัวได้เร็วกว่าที่คิด ผ่านไปสองเดือนดีขึ้นเยอะมาก ซึ่งตอนนี้ก็ตุลา จะสามเดือนแล้ว รู้สึกว่าเข้มแข็งขึ้นเรื่อยๆ แต่ไม่กี่วันที่ผ่านมาเอาอีกแล้ว มีคนของเค้ามาพูดกรอกหู ยังจะมาวนเวียนอยู่อีก สิ่งที่เค้าต้องการคืออะไรกันแน่ นึกอยากจะคุยกับเรา อยากโทหาก็ใช้วิธีเดิมๆแบบนี้ให้คนเดินมาป้วนเปี้ยนพูดจากดดัน เพราะที่ผ่านมามันเป็นแบบนั้น ใช้จิตวิทยาไซโคเราตลอด เพื่อให้เราเป็นฝ่ายเข้าหา แต่มันดูน่ารำคาญและทำให้รู้สึกเกลียดมากกว่า

ปกติเวลาล้มหรือว่างงาน ไม่นานก็หางานใหม่ได้เลย ตัดใจและลุกเดินหน้าต่อได้ไวมาก แต่นี่ผ่านมาแล้วปีกว่า เรายังทำไรไม่ได้เลย เพราะเค้ายังมาวนเวียน ยังมาวุ่นวายอะไรหนักหนา เราต้องใช้เวลาเท่าไรกว่าจะหายดี ไหนจะครอบครัวอีกที่ต้องเครียดไปกับเราด้วย ตอนนี้คืออะไร เจ้ากรรมนายเวรใช่มั้ย
เหตุการณ์ต่างๆเป็นเพราะมีแต่ความไม่ไว้ใจที่มันทำให้เกิดขึ้น ปิดใจไปหมดแล้ว แต่เอาเชือกมาคล้องคอเราแล้วดึงเข้าชนกำแพงเค้า จะหนีก็ไม่ได้ เครียดถึงขนาดคิดสั้นอยากฆ่าตัวตายเกือบทุกวัน ถ้าเราตายไปสักคนเรื่องทุกอย่างจะจบ นอนร้องไห้เสียใจแทบทุกคืน เสียใจคิดถึงคนเดิมที่เราเคยรักเคยเคารพ ตอนนี้ไม่มีอีกแล้ว ทุกวันนี้ได้แต่เยียวยาตัวเอง พยายามหาอะไรทำ ออกไปเที่ยวเล่น สวดมนต์ ทำบุญ เข้าวัดไหว้พระ เพื่อฟื้นตัวเอง จะได้ตั้งหลักแล้วเดินหน้าต่อ ยังจะตามมารังควาญอยู่อีก ถ้าถามว่ารักมั้ย ก็ยังรัก แต่รักคนเดิมคนนั้นเมื่อสองสามปีก่อน ยังไม่เคยลืม แต่อะไรที่เป็นไปไม่ได้มันก็ต้องยอมรับและตัดใจ จริงๆไม่ควรจะมีจุดเริ่มต้นซะด้วยซ้ำ รู้สึกผิดเพราะของแบบนี้แค่คิดก็ผิดแล้ว ในเมื่อห้ามใจไม่ได้ที่จะไม่ให้ชอบไม่ให้รักใครแต่ห้ามการกระทำได้ก็ยังดี ทำไมถึงต้องมาดึงให้ต่ำลง ปกติเป็นคนเข้มแข็งขนาดไหนยังต้องมาอ่อนแอให้กับคนแบบนี้ ถ้าเค้ารักเราจริงคงไม่อยากเห็นเราทุกข์ใจหรือสร้างปัญหาอะไรให้กับเรา สรุปเค้าคนเดิมคนนั้นอยู่ที่ไหน เค้าหายไปไหนตอนนี้ อยากกลับไปเป็นพี่น้องแบบเดิม ไม่มีความคาดหวัง มีแต่ความไว้ใจ ปรึกษากันได้ตลอด ให้กำลังใจตลอด ถ้าย้อนเวลากลับไปได้จะเลือกที่จะไม่พูดคำนั้นออกมา ถ้าพูดออกมาแล้วมันทำให้เกิดเรื่องต่างๆนานาได้มากมายขนาดนี้ จะเก็บความรู้สึกไว้ตลอดไป แต่ตอนนี้มันไม่ใช่ ทุกอย่างมันเกิดขึ้นมาหมดแล้ว สิ่งที่ทำได้มีแค่ทำใจแล้วเดินหน้าต่อ อาจเป็นเพราะมีเวรกรรมที่ทำกันไว้ติดตามมา ทุกอย่างมันไม่น่าใช่เรื่องบังเอิญ แต่ไม่อยากให้สร้างเวรสร้างกรรมต่อกันอีก ทุกอย่างควรจะยุติแค่นี้พอ

นี่ก็ปี 60 แล้ว อยากเริ่มต้นชีวิตใหม่ อะไรที่ไม่เหมือนเดิมแล้ว แก้ไขอะไรไม่ได้แล้วไม่เป็นไร ขอให้เป็นบทเรียนที่จะไม่ให้มันผิดพลาดอีก เค้าเองก็เปลี่ยน เราเองก็คงเปลี่ยนไปในสายตาเค้า ..คิดถึงช่วงเวลาที่เคยมีความสุขด้วยกัน ทั้งๆที่ความเป็นจริงคือเค้าได้เปลี่ยนไปแล้ว
ไม่มีอีกแล้วที่ปรึกษา
ไม่มีอีกแล้วคนที่เคยไว้ใจ
ไม่มีอีกแล้วสายตาแบบนั้น
ไม่มีอีกแล้วคนที่ทำให้มีความสุข
ตามหาเท่าไรก็หาไม่เจอ..

อยากจะบอกจากใจจริงๆว่า..
คิดถึงมากๆเลยนะคะ..
คนเดิมที่หายไป




SHARE
Written in this book
Dear diary
Writer
Wowwaoh
Stronger
"ขอบคุณพื้นที่นี้ที่ให้เรามีตัวตน"

Comments

arzkomol
2 months ago
:)
Reply
Wowwaoh
2 months ago
^^"
เข้ามากอดให้กำลังใจค่ะ..สู้ๆนะคะ
Reply
Wowwaoh
2 months ago
ขอบคุณนะคะ กอดๆๆ